thansettakij
thansettakij
สินเชื่อแฟกตอริงแข่งเดือด

สินเชื่อแฟกตอริงแข่งเดือด

15 ก.พ. 60 | 03:00 น.
สินเชื่อแฟกตอริงส่อแววเดือด2 แบงก์ใหญ่แข่งดึงลูกค้ากสิกรไทยตั้งเป้าโต 3-5% ครองผู้นำตลาดยอดไม่ต่ำกว่าปีละ3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่นอนแบงก์เริ่มลงสนามด้านกรุงไทยหวัง 3 ปีดันมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 20%

ภาวะเศรษฐกิจปี 2560 ที่คาดว่าขยายตัวดีขึ้นผนวกกับพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 เป็น 2 ปัจจัยที่สนับสนุนให้สินเชื่อแฟคตอริ่งหรือการซื้อขายลูกหนี้ทางการค้าปีนี้คึกคัก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี)

นายพจนารถ แสงพฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าแนวโน้มความต้องการใช้สินเชื่อแฟกตอริงในปี 2560 คาดว่าจะมีการขยายตัวตามสภาวะเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 4-5% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 4% จากปีก่อนหน้า

ทิศทางการแข่งขันในปี 2560 คาดว่าจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งในกลุ่มของธนาคารและสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์(Non-Bank)โดยเฉพาะในกลุ่มของธนาคารจะมีผู้เล่นในตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ ที่ออกมาล่าสุดเอื้อต่อการทำธุรกรรมแฟกตอริงให้ดียิ่งขึ้น

พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2559เป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และยังช่วยเพื่มทางเลือกเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทย 2.8 ล้านรายมาตลอด

เอสเอ็มอีไทยแม้จะมีความคิด มีไอเดียในการประกอบธุรกิจ แต่มักจะจนมุมในเรื่องของแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ยาก การกู้เงินต้องมีหลักทรัพย์ไปค้ำประกัน แต่ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจใหม่แก้ปัญหาให้ได้ เอสเอ็มอีสามารถนำ กิจการ สิทธิเรียกร้องเครื่องจักร สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันได้

นายพจนารถ กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้สินเชื่อแฟกตอริง ฐานลูกค้าหลักๆ จะเป็นกลุ่มลูกค้าประกอบการเอสเอ็มอีสำหรับทิศทางกลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มเติม ทางธนาคารมุ่งเน้นที่จะเจาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่เพิ่มมากขึ้นโดยธนาคารมุ่งเน้นในการจัดโครงสร้างให้เหมาะกับแต่ละรายลูกค้า

ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีปริมาณยอดธุรกรรมแฟคตอริ่งอยู่ที่ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยยังครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาด ทั้งในด้านของปริมาณธุรกรรมและด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์โดยในปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 3-5% ของปริมาณยอดธุรกรรม

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มปริมาณธุรกรรมการเงินในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหลาย 10% เฉพาะธุรกิจแฟกตอริงและซัพพลายเชนเติบโตมากถึง 30%

ธนาคารกรุงไทยตั้งเป้าปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายภายในปี 2561 จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในส่วนของสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็น 20% จากปัจจุบันมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 12% หรือคิดเป็นวงเงินหมุนเวียนประมาณ 8,000 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 3 ของระบบที่ให้บริการสินเชื่อแฟกตอริง

อย่างไรก็ตามการเติบโตในอัตราระดับ 30% ในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากธนาคารได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและเพิ่มจุดรับเรื่องผ่านไปรษณีย์ รวมถึงมีการทบทวนผลิตภัณฑ์และมีโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.99% เข้ามาช่วย

นายทรงพล กล่าวว่า การเติบโตในอัตรา 30% อาจไม่เพียงพอ หากคู่แข่งเติบโตเช่นกัน ประกอบกับลูกค้าส่วนใหญ่จะยังไม่นิยมใช้สินเชื่อแฟกตอริงมากนัก เพราะต้องมีเอกสารคำสั่งซื้อของลูกหนี้การค้ามาวางกับธนาคาร ซึ่งหากลูกหนี้การค้าดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยถูกเมื่อเทียบกับการใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี ที่จะคิดอัตราดอกเบี้ย MLR หรือ MOR สูงกว่าปกติเฉลี่ยบวก 1-2% แต่เนื่องจากมีความสะดวกและง่ายกว่า ทำให้ลูกค้าหันไปใช้วงเงิน O/D มากกว่า

ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจในสินเชื่อแฟคตอริ่งมากขึ้นธนาคารจึงได้ตั้งทีมงานมาดูแลเรื่องแฟกตอริงโดยเฉพาะ 15 คน ที่จะทำงานร่วมกับลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อลงพื้นที่สื่อสารให้กับลูกค้า ซึ่งจากเดิมธนาคารไม่ได้มีพนักงานเหล่านี้หลังจากทำสินเชื่อแฟกตอริงมาแล้ว 2-3 ปี คาดว่าจะช่วยให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหากลูกค้าเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ซึ่งลูกค้าที่ใช้ส่วนใหญ่จะมีทั้งลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าขนาดใหญ่ผ่านการซื้อเครื่องจักรและนำเข้าส่งออก (เทรดไฟแนนซ์) เป็นต้น

"เราจะโฟกัสสินเชื่อแฟกตอริง แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจ แต่หลังจากเราเพิ่มช่องทางและลงพื้นที่ทำให้ยอดธุรกรรมเติบโตขึ้นมาก ซึ่งธนาคารตั้งใจว่าภายในปี 2561 จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ให้อยู่ที่ 20% จากตอนนี้มี 12%"

นายทรงพล กล่าวต่อไปว่า ธนาคารมีแผนขยายการให้บริการทางการเงินให้กับลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และขยายฐานต่อไปยังคู่ค้าของลูกค้า เช่น จีน ล่าสุดธนาคารได้จับมือกับจับมือ โตโย บิซิเนส เซอร์วิส บริษัทที่ปรึกษานักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งมีฐานลูกค้าประมาณ 800-1,000 บริษัท จากนักลงทุนญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยทั้งหมดจำนวน 5,000 บริษัท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ธนาคารจะเข้าไปให้บริการทางการเงิน (Transaction Banking) เช่น จ่ายเงิน-โอนเงิน เป็นต้น

ในระยะต่อไปจะเป็นการสนับสนุนเงินทุนหรื่อสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น ธนาคารตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะสามารถเข้าไปให้บริการลูกค้าญี่ปุ่นได้ราว 20% ของนักลงทุนทั้งหมด 5,000 บริษัท หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ราย รวมถึงการต่อยอดการจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่นด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,235 วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline