thansettakij
thansettakij
แบงก์ทุ่มทุนดึงร้านติดอีดีซี เป้าหมาย5.5แสนแห่งหั่นค่าต๋งเหลือ0.55%

แบงก์ทุ่มทุนดึงร้านติดอีดีซี เป้าหมาย5.5แสนแห่งหั่นค่าต๋งเหลือ0.55%

09 ก.พ. 60 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.พ. 60 | 17:45 น.
แบงก์แข่งเดือดงัดโปรโมชันเสริมแย่ง 5.5 แสนร้านค้าติดตั้งเครื่องรับบัตรอีดีซี หลังร่วมภาครัฐเคาะค่าธรรมเนียมร้านค้าตํ่าสุดแค่ 0.55% ลดจากปัจจุบันที่คิด 1.5-2.5% เพื่อสนองนโยบายภาครัฐ National e-Payment
ธนาคารพาณิชย์ 2 ค่ายใหญ่ ยื่นประมูลเพื่อเป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) หรือเครื่องรูดบัตร จำนวน 5.5 แสนเครื่อง ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา คาดว่าจะเปิดเผยผู้ชนะภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ จากนั้นผู้ชนะจะเริ่มติดตั้งอีดีซีตามร้านค้าต่างๆทั่วประเทศ เป็นแผนระยะที่ 2 ของระบบชำระเงินแห่งชาติ หรือ Nationnal e-Payment ที่มีเป้าหมายลดการใช้เงินสดของประชาชน

นางธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธนาคารธนชาต และสมาชิก Consortium อีก 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย,ไทยพาณิชย์,กรุงศรีอยุธยา,และทหารไทยได้ยื่นความประสงค์ในการให้บริการติดตั้งเครื่องอีดีซี

ขณะนี้ธนาคารไม่ทราบว่าภาครัฐจะคัดเลือกผู้ให้บริการกี่ราย และมีผู้ยื่นความจำนงทั้งหมดกี่ราย ซึ่งนอกเหนือจาก 2 คอนซอร์เตียมใหญ่ที่ให้ความสนใจเป็นผู้ติดตั้งเครื่องอย่างไรก็ตามจำนวนร้านค้าที่จะติดตั้งราว 5-5.5 แสนร้านค้า โดยรัฐบาลจะลิสต์รายชื่อหน่วยงานและร้านค้าที่เป็นพื้นที่กลุ่มเป้าหมายในการติดตั้งเครื่องรับบัตรอีดีซีให้

“หากได้รับการคัดเลือกธนาคารพร้อมติดตั้งเครื่องทันที จะพิจารณาตามสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์อีดีซีที่มีอยู่ประมาณ 4% คาดว่าจะสามารถเข้าไปหากลุ่มเป้าหมายได้ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นร้านค้าส่วนธนาคารสมาชิกก็แยกย้ายการติดตั้ง”

ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมส่วนลดร้านค้า Merchant Discount Rate (MDR) ภายหลังประชุมร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ได้กำหนดเพดานอยู่ที่ 0.55% ต่อยอดใช้จ่าย ซึ่งลดลงจากปัจจุบันที่คิดที่อัตรา 1.5-2.5%เพื่อเป็นการดึงดูดให้ร้านรับบัตรชำระเงินมากขึ้น

“ค่าธรรมเนียมเพดานไม่เกิน 0.55% ทั้งของหน่วยงานรัฐและร้านค้า ส่วนค่ายไหนจะมีโปรโมชันพิเศษแล้วแต่ค่ายนั้นๆ ซึ่งต้องรอดูการแข่งขัน เพราะเป็นการแยกย้ายกันติดตั้ง”

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยที่มีฐานลูกค้าถือบัตรเดบิตรวมกว่า 14 ล้านใบ ดังนั้น ธนาคารจะเน้นโฟกัลการติดตั้งเครื่องอีดีซีให้กับกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจตามลิสต์ก่อนเป็นหลัก ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 1.8-1.9 หมื่นจุด

ในส่วนของอัตราค่าธรรมเนียมที่คิดเพดานไม่เกิน 0.55% แต่ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอยู่ระหว่างนำเสนอ แต่คาดว่าจะต่ำกว่าของร้านค้า หรือการคำนวณในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอาจจะแตกต่างจากร้านค้า เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ จะเห็นว่าที่มีขนาดใหญ่มีไม่กี่แห่ง เช่น สรรพสามิต สรรพากร เป็นต้น

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการกรุงศรีคอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า คาดว่าการติดตั้งเครื่องอีดีซีทั่วประเทศหลังตรวจสอบและคัดกรองแล้วน่าจะเหลือติดตั้งจริงประมาณ 3-4 แสนเครื่องร้านค้าต้องเลือกว่าจะให้กลุ่มใดเข้าไปติดตั้งเครื่อง ดังนั้นจะเห็นการแข่งขันเสนอโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดร้านค้า นอกเหนือจากอัตราค่าธรรมเนียมที่คิดถูกในอัตราเพดานไม่เกิน 0.55%

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาหวังว่าในอนาคตโครงการที่จะต่อยอดภายหลังจากการติดตั้งเครื่องอีดีซี คือระบบชำระเงินที่เป็นคิวอาร์โค้ด หรือสแตนดาร์ดคิวอาร์โค้ดที่จะเข้ามาแทนที่เครื่องอีดีซีในปัจจุบัน ซึ่งร้านค้าและผู้บริโภคสามารถใช้งานผ่านแอฟพิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องพึงพาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอย่างเร็วสุดระบบนี้ก็น่าจะเกิดได้ใน 12-18 เดือนข้างหน้านี้

“ส่วนการกำหนดค่าธรรมเนียม 0.55% ร้านค้าผู้ติดตั้งอีดีซีจะเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เก็บค่าธรรมเนียมหรือชาร์ตค่าธรรมเนียมการรูดบัตรจากลูกค้า หากพบร้านค้าชาร์ตค่าธรรมเนียมกับผู้บริโภค ธนาคารสามารถยึดเครื่อง ECD คืนได้ทันที”

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า ภายหลังจากการวางเครื่องอีดีซี เพื่อต้องการกระตุ้นให้เกิดการใช้บัตรเดบิต ดังนั้นบริษัท ITMX จะออกบัตรเดบิตภายใต้แบรนด์ในประเทศ (Local Debit Card Scheme) ที่มีชื่อว่า "พร้อมการ์ด" (Prompt Card)

ส่วนหนึ่งเป็นความต้องการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้มีบัตรชำระเงินในประเทศโดยระบบชำระไม่ต้องไปผ่านต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนจากปกติที่เคยเสียเฉลี่ย 1.2-2% แต่หากสามารถทำระบบชำระเงินในประเทศต้นทุนจะลดลงเหลือไม่ถึง 0.6%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,234 วันที่ 9 - 11 กุมภาพันธ์ 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline