
ว่าด้วย ‘ดอดด์-แฟรงก์’
กฎหมาย ดอดด์-แฟรงก์ คืออะไร? เรียกกันง่ายๆก็คือกฎหมายที่ออกมาล้อมคอก ป้องกันไม่ให้ภาคการเงินของสหรัฐฯต้องประสบกับวิกฤติซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งปลายปี 2008 นั่นเองครับ ดังนั้นภายใต้กฎหมายฉบับนี้ บรรดาธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินในสหรัฐฯ จึงจะลงทุนอะไรได้แบบไม่สะดวกนักเหมือนที่เคยเป็นมา เพราะว่าจะต้องทำตามกฎระเบียบใหม่ๆที่เคร่งครัดขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งนายโดนัลด์ทรัมป์ บอกว่า ดอดด์-แฟรงก์ เป็นเหมือนกับหายนะ โดยรัฐบาลจะมุ่งหน้าแก้ไขเนื้อหาของดอดด์-แฟรงก์ โดยเร็วเพื่อกลับมาให้อิสระกับภาคการเงินของอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง
ถ้าหากยังจำกันได้ ในช่วงวิกฤตการเงินในสหรัฐฯช่วงปี 2008-2009 นั้น สหรัฐฯได้มีการปล่อยให้ภาคธนาคารพาณิชย์มีการลงทุนที่เกินตัวอย่างมากที่สุดครับ โดยเฉพาะการลงทุนในอนุพันธ์นอกตลาดที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารซีดีเอส ที่โยงเข้ากับลูกหนี้คุณภาพแย่ (Sub-Prime) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกขึ้นมา การลงทุนเหล่านี้ก็กลายเป็นศูนย์ และส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องไปยังธนาคารต่างๆ
เริ่มต้นกันด้วยการล่มสลายของ เลห์แมน บราเธอร์ ในเดือนกันยายน 2008 อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกระโดดเข้ามาอุ้มธนาคาร และบริษัทประกันภัยรายใหญ่ พร้อมๆกับวลีที่โด่งดังอย่างยิ่งในสมัยนั้นก็คือ Too Big To Failคือ ธนาคารเหล่านี้ใหญ่เกินไปที่จะปล่อยให้ล้มได้ เพราะถ้าปล่อยให้ล้ม ก็จะส่งผลกระทบกระเทือนไปทั้งภาคการเงินของสหรัฐฯครับ
นับตั้งแต่นั้นมา สหรัฐภายใต้การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็พยายามที่จะล้อมคอกพฤติกรรมการลงทุนที่เกินตัว และไร้ขีดจำกัดของบรรดาแบงก์เหล่านี้ โดยกฎหมายดอดด์-แฟรงก์นี้ ได้รับการเสนอขึ้นโดยสมาชิกสภาคองเกรสของเดโมแครต ก็คือนายคริสโตเฟอร์ดอดด์ และนายบาร์เนต บาร์นีย์ แฟรงก์ อันเป็นที่มาของชื่อว่า “ดอดด์-แฟรงก์” นี่เองครับ
เนื้อหาใจความสำคัญของกฎหมายนั้นมีมากมาย โดยส่วนใหญ่ ก็จะเป็นการกำหนดให้ภาคธนาคารจะต้องกันทุนสำรองเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้รองรับกับกรณีการขาดทุนจากการลงทุนได้ ต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับและดูแลผู้ลงทุนทางการเงิน หรือที่เรียกว่า Consumer Financial Protection Agencyเพื่อดูแลเรื่องสินเชื่อส่วนบุคคล การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อกู้ซื้อบ้าน โดยธนาคารจะต้องเข้มงวดในเรื่องของเอกสารหลักฐานการดำเนินงาน ความมีตัวตน และความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกค้า
ภายใต้กฎหมายนี้จะต้องมีการจัดตั้ง สภาการกำกับเสถียรภาพของระบบการเงิน (The Financial Stability Oversight Council)เพื่อกำกับและดูแลตลาดทุนอย่างบูรณาการ เพื่อประเมินสถานการณ์และการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นครับ
นอกจากนั้น ธนาคารที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า5 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็จะต้องจัดทำการทดสอบความตึงเครียดต่อกรณีถ้าหากเกิดวิกฤตการเงินขึ้นด้วย
ข้อกำหนด กฎระเบียบต่างๆที่ออกมาสำหรับกฎหมาย ดอดด์-แฟรงก์นั้น แม้ว่าจะเป็นการป้องกัน ไม่ให้ภาคการเงินของสหรัฐต้องประสบกับวิกฤตครั้งใหม่ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักเหลือเกินครับว่า ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ยากขึ้น ทำกำไรได้ยากลำบากมากขึ้น กฎหมายตัวนี้ จึงไม่เป็นที่ชอบนักสำหรับบรรดาแบงก์ทั้งหลายอีกทั้งที่ผ่านมากฎหมายดอดด์-แฟรงก์นี้ กลับกลายเป็นว่า ภาครัฐไปควบคุมภาคการเงินมากเกินไปอีกเสียด้วย
แต่ก็ต้องดูกันต่อไปครับ ว่าการทบทวน และแก้ไขกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ ของทีมรัฐบาลนาย โดนัลด์ทรัมป์ นั้น จะไปแก้ไขอะไรตรงจุดไหนบ้าง แต่ที่แน่ๆทันทีที่มีข่าวว่าทรัมป์จะทบทวน ดอดด์-แฟรงก์ ก็ทำให้ราคาหุ้นบรรดาธนาคารรายใหญ่ในสหรัฐพุ่งพรวดกันทีเดียว อย่างโกลด์แมนแซค และ เจพี มอร์แกน เชส หุ้นก็พุ่งขึ้นไปกันอย่างละ 4% เชียวครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,234 วันที่ 9 - 11 กุมภาพันธ์ 2560






