svasdssvasds

ไทยหันค้า RCEP รับมือสหรัฐกีดกัน

06 ก.พ. 2560 เวลา 11:00 น.
นักวิชาการ-เอกชน ฟันธง ทีพีพีเดี้ยง-ทรัมป์กีดกันสมาชิก อาร์เซ็ปหันค้าระหว่างกันในปีนี้มากขึ้น ขณะตัวเลขปี 59ฟ้องชัด ค้าไทย-อาร์เซ็ปมากกว่าทีพีพี

จากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ลงนามถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) และยังมีแนวนโยบายที่ส่งสัญญาณเป็นการกีดกันการค้าโดยเฉพาะสินค้าจากจีน และเม็กซิโก ที่ถูกขู่ขึ้นภาษีนั้น

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ทีพีพีเมื่อไม่มีสหรัฐฯจะลดความน่าสนใจลงไปมาก ทั้งนี้เมื่อทีพีพีส่อล่ม มองว่า 7 ใน 12 ชาติสมาชิกของทีพีพี ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP หรืออาเซียนบวก 6) ด้วย ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะหันมาค้าระหว่างกันภายในกลุ่มอาร์เซ็ปมากขึ้น เนื่องจากการค้ากับสหรัฐฯในยุคทรัมป์คงยากขึ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

"ปกติญี่ปุ่นกับจีนค้าขายกันประมาณปีละ 3.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 2 เท่าที่ญี่ปุ่นค้ากับอาเซียนที่ตกประมาณปีละ 1.8-1.9 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนค้ากับอาเซียนมากกว่าปีละ 4 แสนล้านดอลลาร์ ดังนั้นเมื่อทีพีพีมีปัญหา ทรัมป์ส่งสัญญาณกีดกันการค้า ในปีนี้ผู้ประกอบการของไทยและชาติสมาชิกของอาร์เซ็ปน่าจะหันมาทำการค้า-การลงทุนระหว่างกันมากขึ้น"

สอดคล้องกับนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่กล่าวว่า ทิศทางการค้าโลกในช่วง 4 ปีจากนี้ไปคงต้องจับตามองนโยบายของนายโดนัลด์ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเป็นหลัก เพราะจากแนวนโยบายปกป้องการค้าสหรัฐฯ คำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐฯต้องมาก่อน รวมถึงแนวนโยบายการเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคีแทนพหุภาคี หากไทยไม่ถูกเลือกเป็นคู่เจรจา สินค้าไทยนำเข้าสหรัฐฯก็จะเสียภาษีสูงกว่าประเทศคู่สัญญาของสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการค้าไทย-สหรัฐฯที่อาจลดลงจากขาดแต้มต่อในอนาคต

อย่างไรก็ดีส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่าจากแนวนโนบายทรัมป์จะเปิดเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคีแทนทีพีพี มีแนวโน้มที่สหรัฐฯจะหยิบยกประเทศสมาชิกในทีพีพี(มี 12 ประเทศได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ชิลี เปรู เม็กซิโก สหรัฐฯ ญี่ปุ่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม)ขึ้นมาเจรจาเอฟทีเอแบบทวิภาคีหรือสองฝ่ายแทน โดยตัวเลือกอันดับต้น ๆ น่าจะเป็น ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งนี้ในข้อเท็จจริงทรัมป์ทราบดีว่านโยบายดึงทุนสหรัฐฯกลับตั้งฐานผลิต สร้างงาน สร้างรายได้ในประเทศนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ สูง ดังนั้นต้องอาศัยการเจรจาเปิดเสรีเพื่อนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่เจรจาที่มีคุณภาพมาตรฐานในต้นทุนที่ต่ำกว่าเข้าไปทดแทน

โดยในส่วนของญี่ปุ่นที่มองว่าจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงที่ดีกับสหรัฐฯ ผลิตสินค้าไฮเทคฯได้คุณภาพมาตรฐานสูง เช่นรถยนต์ เครื่องไฟฟ้าและเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ส่วนเวียดนามจะทดแทนสินค้าจีนได้ในหลายสินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า โทรศัพท์มือถือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ขณะที่มาเลเซียโดดเด่นในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป เป็นต้น

"หากสหรัฐฯเปิดเจรจาเอฟทีเอ ไทยคงต้องแสดงเจตจำนงว่าเราอยากเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐฯในโอกาสต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นเราจะเสียเปรียบ แต่โดยสรุปจากทีพีพีมีปัญหาไทยถือว่าเสมอตัวเพราะเราไม่ได้เป็นสมาชิก และหากสหรัฐฯกีดกันการค้าและกระทบไทย ปีนี้เราคงค้ากับกลุ่มอาร์เซ็ปที่ต้องพึ่งพากันมากขึ้น"

ด้านนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวว่า หากสหรัฐฯก่อสงครามการค้ากับจีนจะทำให้การส่งออกของจีนไปสหรัฐฯลดลงและกระทบกับไทยทางอ้อมจากไทยส่งสินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปให้จีนผลิตส่งออกต่อไปสหรัฐฯ แต่โดยรวมไทยไม่เสียหายมาก เพราะสามารถส่งออกไปยังตลาดอาร์เซ็ปทดแทนได้

ขณะที่นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าผู้แทนไทยการเจรจาด้านการค้าภายใต้อาร์เซ็ป เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจา ว่า ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งที่ 17 ในระดับรัฐมนตรี เบื้องต้นญี่ปุ่นต้องการให้มีการเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว หลังจากสหรัฐฯถอนตัวจากทีพีพีที่มีญี่ปุ่นเป็นสมาชิก ในการประชุมครั้งนี้จะเป็นช่วงสำคัญที่จะนำข้อติดขัดในประเด็นต่างๆ มาเสนอในระดับนโยบายเพื่อตัดสินใจ ส่วนครั้งต่อไปการประชุมจะจัดที่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ตามลำดับ

แหล่งข่าวระดับสูงจากที่ประชุมอาร์เซ็ป กล่าวว่า การเจรจามีความเข้มข้นขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ เนื่องจากประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอินเดียยังมีท่าทีที่แตกต่างและยังรักษาท่าทีเดิมไว้อย่างแข็งกร้าว ส่งผลให้การเจรจาไม่มีความคืบหน้ามาก แต่คาดว่าอินเดียจะคงท่าทีไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงท่าทีในระดับรัฐมนตรี ในขณะที่จีนเองมีการปรับท่าทีให้มีความยืดหยุ่นและเป็นกลางมากขึ้น

อนึ่ง ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ระบุการค้าของไทยกับกลุ่มทีพีพี(12 ประเทศ มีเพียง 3 ประเทศที่ไทยไม่มีเอฟทีเอด้วยคือสหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก) ในปี 2559 มีมูลค่า 5.65 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39.1% ขณะการค้าไทยกับกลุ่มอาร์เซ็ป(15 ประเทศ)มีมูลค่า 8.57 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 59.3% ของการค้าไทยในภาพรวม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,233 วันที่ 5 - 8 กุมภาพันธ์ 2560
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด