
ฮือฮา! ล้างขบวนการโกง…เปิดช่องเอกชนพ้นผิด
โดย : บากบั่น บุญเลิศ
ฮือฮา! ล้างขบวนการโกง…เปิดช่องเอกชนพ้นผิด
การทุจริตคอร์รัปชัน กลายเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทย และดูเหมือนจะลุกลามออกไปในทุกอณู เรียกว่าเตะไปที่ไหน ก็เจอแผลที่นั่น…
ล่าสุดคณะทำงานปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ที่มี กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เป็นประธานฝ่ายเอกชน และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายภาครัฐ ได้ตกลงว่าจ้าง สก็อต จาคอบ ประธานบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย Jacobs, Cordova & Associates มาชำระกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชันของไทย
งานนี้ใช้งบร่วม 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ งบก้อนแรกภาคเอกชนจะร่วมกันลงขันการว่าจ้างสก็อตไปก่อน 8 หมื่นเหรียญ ว่ากันว่า สก็อต นั้นฝีมือดีมาก เคยแก้กฎหมายที่ซ้ำซ้อนของเกาหลีใต้ และแก้ปัญหาทุจริตลงได้ 48%
ผมสืบสาวราวเรื่องลงไปพบว่า กฎหมายที่ทีมงานของสก็อตได้ลำดับแรกคือ กฎหมายเกี่ยวกับพิธีศุลกากร และกฎหมายที่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิดโดยการใช้ดุลพินิจของภาครัฐ เช่น สินบนรางวัลนำจับ 2.กฎหมายเกี่ยวกับอาหารและยา 3.กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมือง 4.กฎหมายเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 5.กฎหมายผังเมืองและสิ่งปลูกสร้าง
นี่คือต้นเรื่องที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทยในวันนี้ เมื่อ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หาทางป้องกันปัญหาคอร์รัปชันที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงการคลังจึงได้หารือกัน ถึงวิธีแก้ปัญหาป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการรับสินบนจากการจัดซื้อจัดจ้าง ระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ได้ช่วงเดือน ส.ค.2560
ทั้งนี้จะหาทางแก้ปัญหาใน 3 เรื่อง ที่เป็นสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องแรก การกำหนดทีโออาร์สเปก และราคากลาง ที่หน่วยงานมักจะกำหนดกันเอง ต่อไปจะกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างต้องนำสัญญาคุณธรรมเข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้น หากมีการจัดซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ ก็ให้นำมาตั้งเป็นราคากลางใหม่
เรื่องที่ 2 การแก้ปัญหาการฮั้วประมูล การนำการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (อีบิดดิ้ง) จะช่วยได้ เพราะผู้ที่เข้ามาประมูลจะได้สู้ราคากันอย่างเต็มที่ ซึ่งจากการดำเนินการอีบิดดิ้งมา 1 ปี ประหยัดงบไปได้ถึง 6.5 หมื่นล้านบาท
เรื่องที่ 3 การแก้ปัญหาเรื่องจัดซื้อผ่านคนกลางที่มักจะมีปัญหาเรื่องสินบน จะมีการออกกฎระเบียบว่า สินค้าที่จัดซื้อตรงได้ ก็ให้จัดซื้อตรง ยกเว้นที่จัดซื้อตรงไม่ได้จริง ๆ
นอกจากนี้ จะแก้ไขกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับบทลงโทษทางอาญาผู้ที่รับสินบน ที่ปัจจุบันทั้งผู้ให้และผู้รับมีความผิดทางอาญา โทษจำคุก และปรับ เหมือนกัน จะแก้ให้ฝั่งผู้ให้ไม่มีโทษจำคุก ในกรณีที่ยอมรับสารภาพ และบอกว่ามีใครรับสินบนบ้าง จะลงโทษแค่ค่าปรับ พร้อมกับมีทัณฑ์บนไว้ว่า ห้ามทำอีก…
ประเด็นนี้แหละที่กลายเป็นทอล์ค ออฟเดอะทาวน์ในวงการภาคเอกชน เรียกว่าคุยกันสนั่นในทุกวงการว่า นี่จะเป็นช่องทางที่อาจทำให้การจ่ายเงินสะดวกโยธิน เพราะถ้ารับผิด ยอมให้การก็พ้นผิดแล้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่า บทลงโทษนี้ หลายประเทศก็ใช้กันเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาคอร์รัปชันได้ โดยจะเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และคณะรัฐมนตรี พิจารณา และอาจเสนอให้ใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขกฎหมาย
การปลดเปลื้องผู้ให้ที่เป็นต้นตอของการทุจริตให้พ้นโทษ เป็นเรื่องที่สังคมคต้องช่วยกันคบคิดว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ของสังคม ที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่
ถ้าผมยอมจ่ายเพื่อให้ได้งานที่สร้างกำไร แสดงว่า ผมคือตัวการในการเสนอรางวัลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเอื้อประโยชน์กับผม แต่พอผมยอมรับรับว่าจ่ายให้ใครบ้าง ผมพ้นผิด เจ้าหน้าที่รัฐโดน อาจไม่ยุติธรรม และเกิด 2 มาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย ที่สำคัญทำให้หลักการในระบบการตั้งข้อหาว่าด้วย ตัวการ ตัวแทน จะล้มพังครืนลงทันที
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับการแก้ปัญหา สินบนรางวัลนำจับ เราต้องยอมรับกันว่า ทุกวันนี้มีการจ่าย “สินบนและเงินรางวัล” ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมดำเนินคดีจำนวนมาก ผมลองไล่เลียงข้อมูลพบว่า ในปี 2559 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) จ่ายเงินรางวัลสำหรับคดียาเสพติดไปเป็นเงิน 286 ล้านบาท
ขณะที่กรมศุลกากรนั้นพบว่า ค่าสินบนรางวัลนำจับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,210 ล้านบาท จากปีงบประมาณ 2558 ที่จ่ายไป 3,160 ล้านบาท
ตามเงื่อนไขแล้ว ภาษีที่ได้จากการปราบปรามของกรมศุลกากรจะส่งเข้าคลัง 45% ที่เหลือ 55% จะจ่ายเป็นเงินรางวัลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม 25% และอีก 30% จ่ายเป็นสินบนให้กับสายสืบที่แจ้งเบาะแส เงินที่จ่ายรางวัลสินบน มากกว่าเงินภาษีที่เข้าหลวงเสียอีก
มีผลการศึกษาของอดีตกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งพบว่า การจ่ายสินบนและเงินรางวัล สร้างผลเสียและกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันมากกว่าเดิม
เพราะ “ฝ่ายผู้ให้” มักเลือกที่จะจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก เสียเวลา หรือาจถูกกลั่นแกล้งให้สถานการณ์เลวร้ายลง หรืออาจโดนบทลงโทษได้อีก ขณะที่ “ฝ่ายเจ้าหน้าที่” มักมองว่าสินบนและเงินรางวัลเป็นของที่ต้องได้
บางกรณีมีเรื่องของพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเกิดแรงจูงใจให้เกิดการต่อรองเพื่อเลือกรับระหว่างผลประโยชน์แบบถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายที่ให้ประโยชน์มากกว่า
ผมเห็นว่า รางวัลสินบนทำให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจและผลประโยชน์จากการเลือกบังคับใช้กฎหมาย ทำให้บางครั้งเกิดการใช้อำนาจอย่างเกินเลย เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าเร็วกว่า ก่อให้เกิดพฤติกรรม “ตีเมืองขึ้น” เปิดทางให้เกิดการข่มขู่เรียกรับสินบนเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะผิดจริงหรือไม่
เลิกระบบการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เถิดขอรับนายท่าน….
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3233 ระหว่างวันที่ 5-8 ก.พ.2560






