thansettakij
thansettakij
ตั้งการ์ดรับแรงกระแทก"ทรัมป์ เอฟเฟ็กต์"

ตั้งการ์ดรับแรงกระแทก"ทรัมป์ เอฟเฟ็กต์"

01 ก.พ. 60 | 06:07 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.พ. 60 | 13:08 น.
1485341780111

 

 

 

โดย : บากบั่น บุญเลิศ

ตั้งการ์ดรับแรงกระแทก"ทรัมป์ เอฟเฟ็กต์"

ปฏิบัติการแบบทันทีทันควันของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา "โดนัล ทรัมป์" ที่ได้ลงนามในคำสั่งถอดถอนสหรัฐฯ ออกจากกรอบข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 กำลังกลายเป็น"ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์" กันในแวดวงผู้ส่งออกและผู้นำรัฐบาลไทย

ผู้รู้ ต่างประเมินออกไปใน 2 ทิศทาง…หลายคนประเมินว่า การตัดสินใจเลิกทีพีพีของ "ทรัมป์" จะทำให้ข้อด้อยของไทยในเวทีโลกลดลงไป และจากนี้ไปอนาคตการส่งออกของไทยจะสดใสมากยิ่งขึ้น

แต่นักวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ข้อคิดที่ว่า เมื่อไม่มีทีพีพีแล้ว จะทำให้การส่งออกของไทยสดใส อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะลึกๆ ที่ “ทรัมป์” ถอนตัวจากทีพีพี สาเหตุหลักคือ สหรัฐฯเสียประโยชน์จากข้อตกลงทีพีพี  จึงหันมาเริ่มต้นเดินหน้าเจรจาการค้าแบบทวิภาคีกับรายประเทศแทน

แน่นอนว่า การเจรจาต่าง ๆ  ของสหรัฐฯ นั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ “ทรัมป์” ประกาศว่า ผลประโยชน์ของชาวอเมริกันต้องมาก่อน จะยิ่งทำให้สหรัฐฯพร้อมที่หาเหตุสารพัดมากล่าวอ้าง เพื่อกีดกันทางการค้าอย่างเต็มสูบ หากเห็นว่า สหรัฐฯ เสียประโยชน์
ถ้าเป็นแบบนี้รับประกันซ่อมฟรีได้ว่า ไทยจะยิ่งเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม เพราะปัจจุบันไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (เทียร์ 2) ที่สหรัฐฯ พร้อมยกข้อกล่าวอ้างใด ๆ ก็ได้ หากเห็นว่าสินค้านั้น ๆ สหรัฐฯ ยังเสียเปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ปัญหาแรงงาน การใช้แรงงานผิดกฎหมาย

ชี้โพรงลงไปในรายกลุ่มสินค้า ผมบอกได้ว่า "กลุ่มสินค้าประเภทสิ่งทอ น้ำตาล และสินค้ากลุ่มอาหาร เช่น ทูน่า อาหารทะเลแช่เย็น อาหารทะเลแช่แข็ง สินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงที่จะโดนหนักแน่นอน"

อีกทั้งการที่สหรัฐฯ ประกาศดึงนักลงทุนกลับ ก็มีสิทธิทำให้การผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีหลายประเทศเข้ามาลงทุนผลิตในไทย แล้วส่งออกไปประกอบการผลิต เพื่อส่งเข้าสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการส่งสินค้าไปประกอบในจีน เอเชีย จะถูกกีดกันหนักข้อขึ้น จนหลายกลุ่มอาจต้องลดการสั่งซื้อจากไทยลงไปด้วย

ผู้ประกอบการไทยจึงควรรับมือให้ดี คิดหาทางสร้างตลาดใหม่ให้อยู่ให้ได้ เพราะสไตล์การบริหารจัดการแบบคาบลูกคาบดอกของ”ทรัมป์”นั้น พร้อมจะทำลายล้างการค้าที่ยึดกติกาแบบเดิมได้

สถานการณ์ในขณะนี้  ทุกประเทศทั่วโลกต่าง “กากบาท” ตัวโตๆ กันว่า "ทรัมป์" คือ ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และคาดเดายาก ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบไม่คาดฝันขึ้นมาได้

ผู้ส่งออกของไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวเองให้อยู่ในโหมดของการเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ ในกรณีเลวร้ายที่สุด  (worst-case scenario ) กันได้เลย  ขอให้มองเชิงลบได้ไว้ก่อน หากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น ก็สามารถประคองฝ่าฟันมรสุมการค้าโลกไปได้

แม้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2559 มีมูลค่าทางการค้าระหว่างกัน  1.286 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.22% เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง 858,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.78% เป็นการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 427,950 ล้านบาท  ลดลง 9.34%  โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าอยู่ 430,273 ล้านบาท

ในภาพรวมไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 10% เศษ เมื่อคิดจากมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่อย่าลืมว่ายังมีสินค้าอีกหลายรายการที่ไทยผลิตส่งออกไปประเทศอื่นก่อน เพื่อนำไปผลิตสินค้าขั้นสูงส่งเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่กรณีของสหรัฐฯ และ “ทรัมป์” ที่ปัจจุบันไทยส่งสินค้าหมวดอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรอุปกรณ์ กลุ่มเคมีคัล ไปจำนวนมาก หากสินค้าของจีน หรือกลุ่มประเทศอื่นที่เป็นคู่ค้าของไทยถูกสหรัฐฯ กีดกัน หรือขึ้นภาษีนำเข้า สินค้าไทยก็ต้องถูกกระทบไปด้วยเช่นกัน

และที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ การเจรจาแบบทวิภาคี ที่สหรัฐฯ จะเดินหน้ามาเจรจาทางการค้ากับประเทศอื่น  รวมถึงไทยจะเข้มข้นมากขึ้น  เพราะมีเงื่อนไขที่มัดตัวไว้ว่า จะไม่ให้ชาวอเมริกันเสียเปรียบ

ปีนี้จึงเป็นปีแห่งความท้าทาย จาก “นโยบายทรัมป์ เอฟเฟ็กต์” ที่มีทั้งโอกาส และวิกฤติปะปนกันจนฝุ่นตลบ มีความไม่แน่นอนสูง คาดเดาสถานการณ์ยาก

นโยบายทางการค้า ของ " ทรัมป์" ที่ออกมา จะกลายเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงต่อสถานการณ์การค้าของโลกที่ทรุดตัวมาอย่างยาวนาน ให้ย่ำแย่มากขึ้นได้  ขณะเดียวกันอาจกลายเป็นต้นแบบที่ทำให้ทุกประเทศหันมาปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง ดึงนักลงทุนกลับไปลงทุนเพื่อการผลิตสินค้าขายให้คนในประเทศ เลียนแบบสหรัฐฯ ก็เป็นไปได้

ตั้งการ์ดให้สูงเข้าไว้….อย่าหมายว่าจะพึ่งพาแต่จีนด้วย….ขอเตือนไว้ตั้งแต่ต้นปี….

คอลัมน์: ทางออก นอกตำรา หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3232 ระหว่าง วันที่ 2- 4 ก.พ.2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline