
เมืองไทยรุกเอเอีซีมั่นใจ 4 ปีคืนทุน
เมืองไทยประกันชีวิตคาด 4 ปี ถึงจุดคุ้มทุน หลังลงทุน“ซีแอลเอ็มวี”ครบทุกประเทศมั่นใจตลาดเปิดโอกาศเติบโตสูงเร่งศึกษาตลาดครอบคลุมอาเซียน-ตะวันออกกลาง ตามแผนยกระดับเป็นประกันแห่งภูมิภาคเอเชีย
บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด(มหาชน)ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจเข้าประเทศลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และ เวียดนามโดยการร่วมทุนกับทุนท้องถิ่นครบทั้ง 4 ประเทศ คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 4 ปี
นอกจากนี้กำลังศึกษาตลาดตะวันออกกลางตอนบนและตอนล่าง รวมถึงอินโดนีเซียมาเลเซีย บรูไนฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ใหญ่ ก้าวขึ้นเป็น"บริษัทประกันชีวิตระดับภูมิภาค"หรือ Regional Life Insurance Company
เมืองไทยประกันชีวิตนำร่องขยายการลงทุนต่างประเทศในธุรกิจประกันชีวิตที่กัมพูชา โดยร่วมทุนกับ แคนาเดีย อินเวสเมนต์ โฮลดิ้ง จัดตั้งบริษัท โสวรรณภูมิ ไลฟ์ แอสชัวรันส์ จำกัด (มหาชน) ณ กรุงพนมเปญจากนั้นในปี 2557 เปิดสำนักงานผู้แทน (Representative) ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2559 ร่วมทุนเอสที กรุ้ปจัดตั้ง ST-Muang Thai Insurance Co.,Ltd.ในสปป.ลาวโดยถือหุ้น 10% หรือประมาณ 14 ล้านบาท ของทุนจดทะเบียน 140 ล้านบาท มีบริษัทเมืองไทยโฮลดิ้ง จำกัด ถือ 10% บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 10% ที่เหลือ 70% ถือโดย เอสที กรุ้ป โดย ตลาดลาวยังถือว่าเล็กมากมีเบี้ยประมาณ 1,800 ล้านบาทต่อปี
ล่าสุดจับมือบริษัท MB Ageas Life บริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่เบลเยียม เปิดบริษัทร่วมทุนในประเทศเวียดนาม
“ตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุด Completed แล้ว ปี 2560 จะเป็นปีแรกของการเติบโตและดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง เป้าหมายหลักจะเป็นเรื่องการอบรมพนักงาน เพื่อให้บริษัทร่วมทุนมีความความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้”นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”
ยุทธศาสตร์การลงทุนของเมืองไทยประกันชีวิต ในCLMV ช่วง 4 ปีแรก ไมได้คาดหวังเรื่องของผลการดำเนินงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการวางระบบ รองรับธุรกิจในระยะยาว ซึ่งบริษัทคาดว่าภายใน 4 ปีนับจากนี้จะอยู่ในจุดคุ้มทุน และภายในปีที่ 5 จะเป็นปีแรกที่สามารถสร้างผลงานในด้านกำไรได้
ประเทศเวียดนามมีตลาดใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด เพราะมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ประกันมากกว่าประเทศอื่น และเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตเพราะอัตราการถือประกันยังไม่มาก แต่การแข่งขันค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่จะเน้นขายผ่านช่องทางตัวแทน
ส่วนกัมพูชาและสปป.ลาว ยังเป็นตลาดที่ตามหลังไทย ทำให้ต้องเน้นเรื่องความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะประกันหรือสินเชื่อยังเป็นเรื่องใหม่ของทั้ง 2 ตลาด ทำให้ลักษณะการขายในกัมพูชาจะขายผ่านแบงก์ (แบงก์แอสชัวรันส์)เป็นหลัก การขายผ่านตัวแทนยังมีส่วนน้อย
ขณะที่สำนักงานผู้เแทนเมียนมา ยังไม่สามารถทำธุรกิจได้ จะเน้นการทำศึกษาวิจัยตลาด และการให้ความรู้ทั้งผู้เล่นในประเทศ ประชาชน และผู้กำกับดูแลอย่างไรก็ตามหากเมียนมาอนุมัติหรืออกกฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนหรือเปิดตลาด ก็พร้อมเข้าไปลงทุนทันทีตลาดเมียนมาเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง เป็นตลาดค่อนข้างใหญ่มีประชากรกว่า 80-90 ล้านคน และมีการซื้อประกันน้อยมาก
"ธุรกิจใน AEC เราเพิ่งเริ่มต้นปีแรกอาจจะยังไม่เห็นผลงานด้านตัวเลขหรือผลกำไร แต่บริษัทร่วมทุนที่เราเข้าร่วมนั้นมีความต้องการที่จะขยายกิจการ และอยากเห็นความสำเร็จในธุรกิจประกัน ด้านรายได้และการกระตุ้นตลาดในประเทศนั้นๆซึ่งปีนี้จะเป็นปีตั้งต้นการทำธุรกิจ แต่เชื่อว่าภายในอีก 4 ปี เราจะเริ่มเห็นผลงานเป็นตัวเลขที่วัดผลได้”
“ในกลุ่มอาเซียนโปรดักต์ประกันคล้ายๆกัน เน้นเรื่องประกันแบบสะสมทรัพย์การชำระเบี้ยประกันก็คล้ายกัน ทั้งผ่านเงินสด การหักบัญชีหรือจ่ายด้วยบัตรเครดิต ซึ่งในด้านช่องทางเพย์เมนต์ผู้ลงทุนจะเป็นบริษัทร่วมทุน แต่เราจะลงทุนในส่วนโครงสร้างด้านผลิตภัณฑ์ประกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560
บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด(มหาชน)ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจเข้าประเทศลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และ เวียดนามโดยการร่วมทุนกับทุนท้องถิ่นครบทั้ง 4 ประเทศ คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 4 ปี
นอกจากนี้กำลังศึกษาตลาดตะวันออกกลางตอนบนและตอนล่าง รวมถึงอินโดนีเซียมาเลเซีย บรูไนฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ใหญ่ ก้าวขึ้นเป็น"บริษัทประกันชีวิตระดับภูมิภาค"หรือ Regional Life Insurance Company
เมืองไทยประกันชีวิตนำร่องขยายการลงทุนต่างประเทศในธุรกิจประกันชีวิตที่กัมพูชา โดยร่วมทุนกับ แคนาเดีย อินเวสเมนต์ โฮลดิ้ง จัดตั้งบริษัท โสวรรณภูมิ ไลฟ์ แอสชัวรันส์ จำกัด (มหาชน) ณ กรุงพนมเปญจากนั้นในปี 2557 เปิดสำนักงานผู้แทน (Representative) ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2559 ร่วมทุนเอสที กรุ้ปจัดตั้ง ST-Muang Thai Insurance Co.,Ltd.ในสปป.ลาวโดยถือหุ้น 10% หรือประมาณ 14 ล้านบาท ของทุนจดทะเบียน 140 ล้านบาท มีบริษัทเมืองไทยโฮลดิ้ง จำกัด ถือ 10% บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 10% ที่เหลือ 70% ถือโดย เอสที กรุ้ป โดย ตลาดลาวยังถือว่าเล็กมากมีเบี้ยประมาณ 1,800 ล้านบาทต่อปี
ล่าสุดจับมือบริษัท MB Ageas Life บริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่เบลเยียม เปิดบริษัทร่วมทุนในประเทศเวียดนาม
“ตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุด Completed แล้ว ปี 2560 จะเป็นปีแรกของการเติบโตและดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง เป้าหมายหลักจะเป็นเรื่องการอบรมพนักงาน เพื่อให้บริษัทร่วมทุนมีความความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้”นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”
ยุทธศาสตร์การลงทุนของเมืองไทยประกันชีวิต ในCLMV ช่วง 4 ปีแรก ไมได้คาดหวังเรื่องของผลการดำเนินงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการวางระบบ รองรับธุรกิจในระยะยาว ซึ่งบริษัทคาดว่าภายใน 4 ปีนับจากนี้จะอยู่ในจุดคุ้มทุน และภายในปีที่ 5 จะเป็นปีแรกที่สามารถสร้างผลงานในด้านกำไรได้
ประเทศเวียดนามมีตลาดใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด เพราะมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ประกันมากกว่าประเทศอื่น และเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตเพราะอัตราการถือประกันยังไม่มาก แต่การแข่งขันค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่จะเน้นขายผ่านช่องทางตัวแทน
ส่วนกัมพูชาและสปป.ลาว ยังเป็นตลาดที่ตามหลังไทย ทำให้ต้องเน้นเรื่องความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะประกันหรือสินเชื่อยังเป็นเรื่องใหม่ของทั้ง 2 ตลาด ทำให้ลักษณะการขายในกัมพูชาจะขายผ่านแบงก์ (แบงก์แอสชัวรันส์)เป็นหลัก การขายผ่านตัวแทนยังมีส่วนน้อย
ขณะที่สำนักงานผู้เแทนเมียนมา ยังไม่สามารถทำธุรกิจได้ จะเน้นการทำศึกษาวิจัยตลาด และการให้ความรู้ทั้งผู้เล่นในประเทศ ประชาชน และผู้กำกับดูแลอย่างไรก็ตามหากเมียนมาอนุมัติหรืออกกฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนหรือเปิดตลาด ก็พร้อมเข้าไปลงทุนทันทีตลาดเมียนมาเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง เป็นตลาดค่อนข้างใหญ่มีประชากรกว่า 80-90 ล้านคน และมีการซื้อประกันน้อยมาก
"ธุรกิจใน AEC เราเพิ่งเริ่มต้นปีแรกอาจจะยังไม่เห็นผลงานด้านตัวเลขหรือผลกำไร แต่บริษัทร่วมทุนที่เราเข้าร่วมนั้นมีความต้องการที่จะขยายกิจการ และอยากเห็นความสำเร็จในธุรกิจประกัน ด้านรายได้และการกระตุ้นตลาดในประเทศนั้นๆซึ่งปีนี้จะเป็นปีตั้งต้นการทำธุรกิจ แต่เชื่อว่าภายในอีก 4 ปี เราจะเริ่มเห็นผลงานเป็นตัวเลขที่วัดผลได้”
“ในกลุ่มอาเซียนโปรดักต์ประกันคล้ายๆกัน เน้นเรื่องประกันแบบสะสมทรัพย์การชำระเบี้ยประกันก็คล้ายกัน ทั้งผ่านเงินสด การหักบัญชีหรือจ่ายด้วยบัตรเครดิต ซึ่งในด้านช่องทางเพย์เมนต์ผู้ลงทุนจะเป็นบริษัทร่วมทุน แต่เราจะลงทุนในส่วนโครงสร้างด้านผลิตภัณฑ์ประกัน”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560






