svasdssvasds

‘โค-เวิร์กกิ้งสเปซ’สุดฮิต ตัวช่วยเช่าพื้นที่อาคารรอดตายหลังรายได้ไม่คุ้มค่าเช่า

02 ก.พ. 2560 เวลา 12:00 น.
กูรูชี้ตลาด “โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ” แห่ผุดพื้นที่ใหม่เพียบ โกยรายได้กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี-สร้างความน่าสนใจให้โครงการ คอลลิเออร์ส คาดปีนี้ตลาดชะลอตัว ซีบีอาร์อี ชี้จับตากลุ่มเช่าพื้นที่อาคารอาจตาย

ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพมหานครในช่วง 6 -7 ปีที่ผ่านมามีอัตราว่างเฉลี่ยน้อยกว่า 10% ต่ำที่สุดในช่วงกว่า 10 ปี ส่งผลให้อัตราค่าเช่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของบริษัทขนาดเล็กอย่างธุรกิจสตาร์ท-อัพ และเอสเอ็มอีในการตัดสินใจเช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน ทำให้ตลาดออฟฟิศเสมือนอย่างเซอร์วิสออฟฟิศ เวอร์ชวลออฟฟิศมินิ-ออฟฟิศ โฮมออฟฟิศและโค-เวิร์กกิ้งสเปซ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

โค-เวิร์กกิ้งสเปซในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นในกรุงเทพฯเมื่อปี2555 หลังจากที่พื้นที่รอบนอกน้ำท่วมช่วงไตรมาส 4 ปี 2554 ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปทำงานที่บริษัท จึงทำงานที่บ้านแทน หลังจากนั้นโค-เวิร์กกิ้งสเปซจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งสอดรับกับจำนวนของฟรีแลนซ์หรือคนที่สามารถทำงานที่บ้านได้เพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งโค-เวิร์กกิ้งสเปซ จึงมีความเหมาะสมกับคนที่ทำงานในกลุ่มนี้

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ผู้ให้บริการเซอร์วิสออฟฟิศรูปแบบเดิมๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากโค-เวิร์กกิ้งสเปซ รายใหญ่บางรายมีการปรับพื้นที่ของตนเองเพื่อให้สามารถให้บริการได้ทั้งเซอร์วิสออฟฟิศ และโค-เวิร์กกิ้งสเปซในพื้นที่เดียวกัน เช่น รีจัสในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับผู้ให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซบางราย เช่น วีเวิร์คของสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปในตลาดเซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง ซึ่งในอนาคตอาจจะขยายเข้าสู่ประเทศไทย

“ขณะนี้ที่เห็นได้ชัดคือผู้ให้บริการเซอร์วิสออฟฟิศในประเทศไทยบางรายอาจจะเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปเป็นโค-เวิร์กกิ้งสเปซหรือมีการปรับพื้นที่บางส่วนให้มีรูปแบบคล้ายกับโค-เวิร์กกิ้งสเปซแต่ดูเป็นทางการมากกว่า ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อผู้ให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออาคารสำนักงานแบบดั้งเดิม”

ด้านนายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์กรรมการบริหาร หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดออฟฟิศเสมือนโดยเฉพาะกลุ่มโค-เวิร์กกิ้งสเปซ มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่เติบโตในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ในปัจจุบันมีโค-เวิร์กกิ้งสเปซเกิดใหม่มากกว่า 100 แห่ง โดยสามารถแบ่งลักษณะที่ตั้งของโค-เวิร์กกิ้งสเปซออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พื้นที่ที่ตั้งอยู่ในอาคารที่ตนเองเป็นเจ้าของ เช่น อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม 2.อาคารที่ตั้งของพื้นที่เป็นอาคารมรดก ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่า และ 3.เช่าพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นโค-เวิร์กกิ้งสเปซ

“แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจทำให้ผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่อาคารมาพัฒนาเป็นโค-เวิร์กกิ้งสเปซ อาจประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องได้ หากไม่มีจุดขายที่ดีพอหรือไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนโค-เวิร์กกิ้งสเปซเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งค่าเช่ายังมีสัดส่วนที่สูงกว่า 50% ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่กลางใจเมืองอัตราค่าเช่าพื้นที่ก็จะเป็นต้นทุนที่สูงถึง 70% ไม่นับรวมระบบค่าตกแต่งและไอทีต่างๆดังนั้นผู้ประกอบการที่มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินเท่านั้นถึงจะอยู่รอด”นายนิธิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ นายอมฤต เจริญพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮับบ้า จำกัดกล่าวว่า ตลาดโค-เวิร์กกิ้งสเปซ ในประเทศไทยมีการเติบโตด้านปริมาณอย่างก้าวกระโดดมาก จากที่มีจำนวนเพียง 4 แห่งในปี 2555 สิ้นสุดปี 2559 มีจำนวน 100 แห่ง คาดว่าในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 50% แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโค-เวิร์กกิ้งสเปซทุกแห่งจะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ

“หัวใจของโค-เวิร์กกิ้งสเปซคือพื้นที่ที่ก่อให้เกิดชุมชนสังคม วัฒนธรรม และความรู้ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน แต่ปัจจุบันโค-เวิร์กกิ้งสเปซหลายแห่งเป็นเพียงร้านกาแฟเท่านั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการในส่วนนี้ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายอมฤต กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560
logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด