
กองทุนส่วนบุคคลโตสุด17ปี ตลาดผันผวน-ดอกเบี้ยตํ่าพึ่งมืออาชีพบริหารเงิน
นักลงทุนแห่ซบ “กองทุนส่วนบุคคล” หนุนสินทรัพย์โต 1.55 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 17 ปี บลจ.ทิสโก้ฯ มองดอกเบี้ยตํ่า นักลงทุนหันใช้บริการบลจ.มากขึ้น
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า กองทุนส่วนบุคคล (Pivate Fund) ทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2559 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) อยู่ที่ 7.46 แสนล้านบาท เติบโต 1.55แสนล้านบาท หรือ 26.29% จากสิ้นปี 2558 ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ 5.91แสนล้านบาท ทั้งนี้ ถือเป็นปีที่มีการเติบโตของเม็ดเงินสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2543 หรือในรอบ 17 ปี
สำหรับ 5 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ บลจ.กรุงไทยฯ เติบโต 56.57% จากสิ้นปี 2558 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 1.60 หมื่นล้านบาท บลจ.วรรณฯ เติบโต 47.50% มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 1.15 หมื่นล้านบาท บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ เติบโต 32.68% หรือ 8 หมื่นล้านบาท บลจ.กสิกรไทยฯ เติบโต 24.99% หรือ 1.81 หมื่นล้านบาทและบลจ.กรุงศรีฯ เติบโต 19.61% หรือ 6,046 ล้านบาท
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ฯเปิดเผยว่าธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก กลุ่มนักลงทุนนิติบุคคล เช่น มหาวิทยาลัย สหกรณ์ออมทรัพย์ก็หันมาใช้บริการบลจ.ซึ่งเป็นมืออาชีพในการบริหารเงินให้ รวมถึงบริษัทประกันก็มีพอร์ตลูกค้าใหญ่ขึ้น ส่วนนักลงทุนรายบุคคลก็ต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่ขึ้นอยู่กับการกระจายการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยงได้ของแต่ละบุคคล ซึ่งปีนี้บลจ.ทิสโก้ฯก็ตั้งเป้าเติบโตในกองทุนส่วนบุคคลประมาณ 10% โดยเน้นลูกคารายบุคคลเป็นหลัก
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปี 2560 จะคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ เหมือนช่วงที่ผ่านมาอาจทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ปีนี้ความผันผวนของตลาดสูงต่อเนื่อง จึงประเมินผลตอบแทนในปีนี้น่าจะเหลือประมาณ 8-10% สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นแต่ผลตอบแทนยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและการลงทุนในตราสารหนี้
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ดัชนีใกล้ 1,600 จุด ขณะที่เป้าหมายสิ้นปีมองไว้ที่ 1,680 จุด ซึ่งมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไม่มาก ขณะที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เริ่มสูง 14-15 เท่า บลจ.ทิสโก้ฯจึงแนะนำลูกค้ากระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นอินเดีย ญี่ปุ่นและสหรัฐส่วนหุ้นไทยต้องรอจังหวะย่อตัว ซึ่งล่าสุดกองทิสโก้ อินเดีย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 5M#1ผลตอบแทนเข้าเป้า 5% เพียง 1 เดือนและยังมองดีหุ้นอินเดียดี ส่วนหุ้นสหรัฐแม้ราคาจะขึ้นมามาก แต่เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตสูงทำให้หุ้นยังน่าสนใจ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า กองทุนส่วนบุคคล (Pivate Fund) ทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2559 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) อยู่ที่ 7.46 แสนล้านบาท เติบโต 1.55แสนล้านบาท หรือ 26.29% จากสิ้นปี 2558 ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ 5.91แสนล้านบาท ทั้งนี้ ถือเป็นปีที่มีการเติบโตของเม็ดเงินสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2543 หรือในรอบ 17 ปี
สำหรับ 5 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ บลจ.กรุงไทยฯ เติบโต 56.57% จากสิ้นปี 2558 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 1.60 หมื่นล้านบาท บลจ.วรรณฯ เติบโต 47.50% มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 1.15 หมื่นล้านบาท บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ เติบโต 32.68% หรือ 8 หมื่นล้านบาท บลจ.กสิกรไทยฯ เติบโต 24.99% หรือ 1.81 หมื่นล้านบาทและบลจ.กรุงศรีฯ เติบโต 19.61% หรือ 6,046 ล้านบาท
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ฯเปิดเผยว่าธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก กลุ่มนักลงทุนนิติบุคคล เช่น มหาวิทยาลัย สหกรณ์ออมทรัพย์ก็หันมาใช้บริการบลจ.ซึ่งเป็นมืออาชีพในการบริหารเงินให้ รวมถึงบริษัทประกันก็มีพอร์ตลูกค้าใหญ่ขึ้น ส่วนนักลงทุนรายบุคคลก็ต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่ขึ้นอยู่กับการกระจายการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยงได้ของแต่ละบุคคล ซึ่งปีนี้บลจ.ทิสโก้ฯก็ตั้งเป้าเติบโตในกองทุนส่วนบุคคลประมาณ 10% โดยเน้นลูกคารายบุคคลเป็นหลัก
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปี 2560 จะคาดหวังผลตอบแทนสูงๆ เหมือนช่วงที่ผ่านมาอาจทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ปีนี้ความผันผวนของตลาดสูงต่อเนื่อง จึงประเมินผลตอบแทนในปีนี้น่าจะเหลือประมาณ 8-10% สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นแต่ผลตอบแทนยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและการลงทุนในตราสารหนี้
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ดัชนีใกล้ 1,600 จุด ขณะที่เป้าหมายสิ้นปีมองไว้ที่ 1,680 จุด ซึ่งมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนไม่มาก ขณะที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เริ่มสูง 14-15 เท่า บลจ.ทิสโก้ฯจึงแนะนำลูกค้ากระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นอินเดีย ญี่ปุ่นและสหรัฐส่วนหุ้นไทยต้องรอจังหวะย่อตัว ซึ่งล่าสุดกองทิสโก้ อินเดีย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 5M#1ผลตอบแทนเข้าเป้า 5% เพียง 1 เดือนและยังมองดีหุ้นอินเดียดี ส่วนหุ้นสหรัฐแม้ราคาจะขึ้นมามาก แต่เชื่อว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตสูงทำให้หุ้นยังน่าสนใจ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560






