
บีโอไอเบรกต่อภาษีคลัสเตอร์
บีโอไอ ยันไม่ต่ออายุสิทธิประโยชน์คลัสเตอร์ หลังสิ้นสุดไปเมื่อปี 59 ชี้มีเครื่องมือใหม่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด 13 ปี ในพื้นที่อีอีซี และเงินสนับสนุนจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในปี 2560 ว่า หลังจากปีที่ผ่านมาบีโอไอได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ใน 9 จังหวัด 9 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่มีอยู่ แต่งมีเงื่อนขาจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2559 และเปิดดำเนินการในปี 2560 และต้องมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ด้วยนั้น
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานดังกล่าว พบว่าในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเข้ามาจำนวน 126 โครงการ เงินลงทุน 1.487 แสนล้านบาท และมีโครงการที่เข้าข่ายแต่ไม่มีความร่วมมือกับกับสถาบันการศึกษา ซึ่งส่วนนี้จะไดไม่รับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 % เป็นเวลา 5 ปี มีจำนวน 77 โครงการ เงินลงทุน 4.95 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แม้ว่ายอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 3 แสนล้านบาทก็ตาม
ส่วนการจะขยายเวลาหรือต่อการให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบคลัสเตอร์ออกไปอีกหรือไม่นั้น บีโอไอเห็นว่าคงไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เกิดการส่งเสริมในหลายพื้นที่ แต่การส่งเสริมลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์จะผลักการลงทุนเข้าไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแทน โดยจะอาศัยเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากสิทธิประโยชน์ตามพ.ร.บ.บีโอไอฉบับแก้ไขใหม่ ที่มีผลใช้บังคับแล้ว ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 13 ปี จากเดิม 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 50 % เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำประเภทอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว คาดว่าจะสามารถสรุปและนำเสนอบอร์ดบีโอไอ ได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์ตามพ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะมีกองทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนการลงทุนให้กับภาคเอกชน ในรูปการวิจัยและพัฒนา และเป็นโครงการที่มีการลงทุนต่อเนื่อง มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องเลือกประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องการส่งเสริมเช่นกัน โดยพ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในเร็วๆนี้
นางหิรัญญา กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งทำให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น การประกาศใช้ผังเมืองระยอง การปล่อยมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด ทางบีโอไอจะไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไข หรือนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ชั่วคราวระหว่างรอการออก พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้ปัญหายุติลงได้
ส่วนการการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนนั้น ในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่คึกคักมากนัก มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมเพียง 37 โครงการ เงินลงทุน 8,462 ล้านบาท ในปีนี้ทางบีโอไอจะเร่งประชาสัมพันธ์ชักจูงการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้เข้าไปลงทุนพัฒนาที่ดินจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมนำร่องในจังหวัดสระแก้วและตากแล้ว เพราะพื้นที่ดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน ในการส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560
นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในปี 2560 ว่า หลังจากปีที่ผ่านมาบีโอไอได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ใน 9 จังหวัด 9 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดที่มีอยู่ แต่งมีเงื่อนขาจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2559 และเปิดดำเนินการในปี 2560 และต้องมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ด้วยนั้น
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานดังกล่าว พบว่าในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเข้ามาจำนวน 126 โครงการ เงินลงทุน 1.487 แสนล้านบาท และมีโครงการที่เข้าข่ายแต่ไม่มีความร่วมมือกับกับสถาบันการศึกษา ซึ่งส่วนนี้จะไดไม่รับการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 % เป็นเวลา 5 ปี มีจำนวน 77 โครงการ เงินลงทุน 4.95 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แม้ว่ายอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 3 แสนล้านบาทก็ตาม
ส่วนการจะขยายเวลาหรือต่อการให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบคลัสเตอร์ออกไปอีกหรือไม่นั้น บีโอไอเห็นว่าคงไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เกิดการส่งเสริมในหลายพื้นที่ แต่การส่งเสริมลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์จะผลักการลงทุนเข้าไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแทน โดยจะอาศัยเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากสิทธิประโยชน์ตามพ.ร.บ.บีโอไอฉบับแก้ไขใหม่ ที่มีผลใช้บังคับแล้ว ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 13 ปี จากเดิม 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 50 % เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำประเภทอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว คาดว่าจะสามารถสรุปและนำเสนอบอร์ดบีโอไอ ได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
รวมถึงการได้รับสิทธิประโยชน์ตามพ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะมีกองทุนราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนการลงทุนให้กับภาคเอกชน ในรูปการวิจัยและพัฒนา และเป็นโครงการที่มีการลงทุนต่อเนื่อง มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องเลือกประเภทอุตสาหกรรมที่ต้องการส่งเสริมเช่นกัน โดยพ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในเร็วๆนี้
นางหิรัญญา กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งทำให้นโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น การประกาศใช้ผังเมืองระยอง การปล่อยมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด ทางบีโอไอจะไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไข หรือนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ชั่วคราวระหว่างรอการออก พ.ร.บ.พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้ปัญหายุติลงได้
ส่วนการการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนนั้น ในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่คึกคักมากนัก มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมเพียง 37 โครงการ เงินลงทุน 8,462 ล้านบาท ในปีนี้ทางบีโอไอจะเร่งประชาสัมพันธ์ชักจูงการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้เข้าไปลงทุนพัฒนาที่ดินจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมนำร่องในจังหวัดสระแก้วและตากแล้ว เพราะพื้นที่ดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน ในการส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,232 วันที่ 2 - 4 กุมภาพันธ์ 2560






