thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯล้มทีพีพีลาม แนะรัฐปัดฝุ่นถกFTA

สหรัฐฯล้มทีพีพีลาม แนะรัฐปัดฝุ่นถกFTA

26 ม.ค. 60 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 60 | 09:42 น.
หุ้นบริษัทรถญี่ปุ่น -เกาหลีร่วงรับทรัมป์เซ็นถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพี ธุรกิจสหรัฐฯทั้งใน-ตปท.สะเทือนตาม อีกด้านเบร็กซิทอังกฤษส่อวุ่น “สมชาย” แนะไทยเตรียมปัดฝุ่นเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐฯพาณิชย์คงเป้าสหรัฐฯ 3%

จากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีให้สหรัฐฯถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 นั้น

ตลาดหุ้นเอเชียเช้าวันอังคาร (24 ม.ค.) เคลื่อนไหวไร้ทิศทาง ดัชนีนิกเกอิวูบลง 0.1%ดัชนีคอสปิเกาหลีใต้ ลดลง 0.2 %ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี/เอเอสเอ็กซ์ 200 ขยับขึ้น 0.4%และฮั่งเส็งฮ่องกงปรับขึ้น0.3% รับข่าวประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามในคำสั่งให้ยูเอสทีอาร์เดินหน้าถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพีตามที่เคยให้คำมั่นไว้

นอกจากนี้ การเสนอตั้งกำแพงภาษีที่เรียกว่า ภาษีข้ามชายแดน (border tax) ในอัตราที่อาจสูงได้ถึง 35% โดยจะเรียกเก็บจากบริษัทที่โยกย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐฯไปยังต่างประเทศ ยังเป็นอีกปัจจัยสร้างความหวั่นวิตกต่อนักลงทุน แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ยังไม่รวมถึงข่าวการที่ส.ส.พรรครีพับรีกันออกมาเผยว่าเตรียมเสนอกฎหมายใหม่ให้ถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ และองค์การอนามัยโลก

 ทีพีพีไร้อนาคต-นาฟต้าจ่อคิว

ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ๆของเอเชียร่วงลงในช่วงเช้าวันอังคาร(24ม.ค.60) ราคาหุ้นบริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ฯ ตลาดนิกเกอิ ปรับลดลง 1.8% มาสด้า มอเตอร์ลดลง 2.2% และนิสสัน มอเตอร์ลดลง 1.2% ขณะที่หุ้นฮุนได มอเตอร์ ในเกาหลีใต้ ปรับลดลง 1.7% วิลลี่ ชาน นักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ความเห็นว่า ภาษีข้ามชายแดนและมาตรการใดๆที่เป็นไปในลักษณะกีดกันทางการค้า จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทในเอเชีย ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลงในช่วงวันจันทร์ กลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในตลาดเอเชียเช้าวันอังคาร (24 ม.ค.60) เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯออกมาระบุว่า เขาต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงกว่าที่เป็นอยู่เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นภาคการผลิตของสหรัฐฯให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งและแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก

อย่างไรก็ดีการดำเนินการถอดถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพี ทำให้ทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนและธุรกิจเอกชนอเมริกันจำนวนมากที่สร้างธุรกิจให้เติบโตมาได้ด้วยนโยบายการค้าเสรีของสหรัฐฯในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนและไม่แน่ใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

นายฌอนสไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า รัฐบาลตั้งใจที่จะเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นรายประเทศในลักษณะทวิภาคี ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯมีอำนาจต่อรองมากกว่าการเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มการเจรจาที่มีหลายๆประเทศรวมอยู่ด้วยกัน

 ธุรกิจมะกันก็กระทบ

กลุ่มแรกๆที่ออกมาแสดงความผิดหวังต่อการลงนามในคำสั่งถอนสหรัฐฯออกจากภาคีข้อตกลงทีพีพี คือสมาคมผู้ค้าเนื้อโคแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (เอ็นซีบีเอ) ซึ่งมีฟาร์มปศุสัตว์เป็นสมาชิก 2.3 แสนราย ทางสมาคมออกมาระบุว่า ถ้าสหรัฐฯไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีทีพีพี อุตสาหกรรมผู้เลี้ยงโคเนื้อของสหรัฐฯเองจะสูญเสียโอกาสทำรายได้ 4 แสนดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน

ด้านนายมาร์ค ปาร์คเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไนกี้ ออกมาให้ความเห็นว่า การสิ้นสุดของทีพีพีคือยาขมสำหรับไนกี้ ในมุมมองของเขามองว่า ทีพีพีจะทำให้เกิดการสร้างงานในสหรัฐฯ เพราะบริษัทสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากภาษีนำเข้าอัตราต่ำหรือไม่มีภาษีเลยมาใช้ลงทุนหมุนเวียนในสหรัฐฯได้มากขึ้น ทั้งนี้ประมาณ 40% ของรองเท้าไนกี้มาจากโรงงานผลิตในเวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกข้อตกลงทีพีพี

 จับตาคำสั่งศาล

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การตัดสินของศาลฎีกาอังกฤษในวันที่ 24 มกราคม เพื่อพิพากษาคำอุทธรณ์ของรัฐบาลต่อคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะต้องขอความเห็นจากรัฐสภาของสหราชอาณาจักรก่อนที่จะเริ่มต้นใช้มาตรา 50 เพื่อถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท หรือไม่นั้น นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองต่อกระบวนการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาจากนี้ไปอีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย

คำตัดสินที่ออกมาว่ารัฐสภาจะต้องเป็นผู้เห็นชอบกระบวนการดังกล่าว หมายความว่าไม่เพียงนางเมย์จะต้องขอความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ แต่รวมถึงสมาชิกรัฐสภาจากเวลส์และสกอตแลนด์ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสกอตแลนด์คัดค้านการออกจากอียูอย่างเต็มตัว ดังนั้นหากรัฐสภาต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่จะเกิดความซับซ้อนทางการเมืองขึ้น

  จี้เตรียมพร้อมถกFTA

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวว่า การถอนสหรัฐฯออกจากทีพีพีจะส่งผลต่อไทยในแง่บวก เพราะไม่ต้องเจอผลกระทบและแรงกดดัน ทั้งในเรื่องกำแพงภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯที่ต้องเสียสูงกว่าประเทศสมาชิกทีพี ไม่ถูกกีดกันเรื่องมาตรฐานสินค้าที่สูงขึ้นตามข้อตกลงทีพีพี รวมถึงลดแรงกดดันเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องแข่งขันกับ 4 ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นสมาชิกของทีพีพีด้วย ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของทีพีพีส่งสินค้าไปสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดีจากนโยบายของทรัมป์สนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคี เพื่อไม่ให้สหรัฐฯเสียเปรียบ ซึ่งจะเป็นไปได้ทั้งในรูปแบบเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)แบบ 2 ฝ่าย รวมถึงอาจทำเขตการค้าเสรีกับประเทศสมาชิกทีพีพีเดิมหลายประเทศ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นเอฟทีเอแทน ซึ่งไทยคงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯในรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 ถอนตัวยูเอ็นแค่ขู่ลดอุดหนุน

ส่วนกรณีที่อังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป(อียู) ล่าสุดอังกฤษได้ประกาศขอเปิดเจรจาต่อรองเพื่อหารูปแบบออกจากอียูตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ทั้งนี้คาดความตกลงทางการค้าระหว่างอังกฤษกับอียู(27ประเทศ)จะเป็นในรูปแบบสหภาพศุลกากร(Customs Union) หรือการเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกันกับในกลุ่ม ซึ่งจะอยู่ตรงกลางระหว่างตลาดร่วมกับเอฟทีเอ ขณะที่กระแสข่าวสหรัฐฯจะถอนตัวออกจากสหประชาชาติหรือยูเอ็นมองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐฯอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคง และเป็นสมาชิกถาวรในสหประชาชาติ

 ติงอย่ามองโลกดีเกินไป

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การถอนตัวของสหรัฐฯออกจากทีพีพีเพื่อลดความเสียเปรียบของสหรัฐฯ รวมถึงท่าทีกีดกันการค้าของทรัมป์ มองว่ามีความเสี่ยงจากสหรัฐฯอาจจะใช้มาตรการทางการค้าที่มีความเข้มงวดมากขึ้นมาใช้กับคู่ค้าซึ่งรวมทั้งไทย เช่น การใช้มาตรการด้านแรงงาน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านทรัพย์สินทางปัญญา หากพบสินค้าของบริษัทใดที่มีปัญหาข้างต้นอาจถูกลงโทษด้วยการระงับการนำเข้าเป็นรายบริษัทได้ ขณะที่จากนโยบายการสร้างงาน และใช้สินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯก่อนของทรัมป์ คงต้องจับตาผลกระทบโครงการลงทุนของต่างชาติที่มีแผนลงทุนในไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดหลักคือสหรัฐฯ ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด

 คงเป้าส่งออกสหรัฐปีนี้โต3%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การถอนตัวออกจากทีพีพีของสหรัฐฯ มองว่าจะไม่มีผลกระทบกับไทย เนื่องจากไทยยังไม่เข้าร่วม ดังนั้นมั่นใจว่านโยบายที่ทรัมป์ประกาศออกมาจะยังไม่กระทบต่อการค้าไทย-สหรัฐฯ เบื้องต้นในปี 2560 กระทรวงยังคงเป้าหมายการส่งออกไทยไปสหรัฐฯขยายตัวที่ 3% (จากปี 2559 ขายตัว 1.8%) และมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกในภาพรวม

 วิรไทเตือนเอกชนบริหารเสี่ยง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นปัญหาของทุกฝ่ายที่มีการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพราะความผันผวนยังคงมีอยู่ และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในภาวะที่ไม่มีความแน่นอนในเชิงนโยบายของสหรัฐ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเริ่มมีทิศทางปรับตัวกดดันดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ แต่ก็เป็นสภาวะของตลาดการเงินทั้งโลก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline