
แห่ชิงธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง บิ๊กเนมจ่อลงจอลุนแชร์เม็ดเงิน1.2หมื่นล้าน
ทีวีโฮมช็อปปิ้งโตไม่หยุดพุ่ง 20% ยอดทะลุ 1.2 หมื่นล้าน หลังได้ 3 ปัจจัยหนุน จับตาแบรนด์ดัง “โอนามิ” บุกตลาด ขณะที่ “โซน่าร์” ซุ่มเปิดเว็บขายออนไลน์ก่อนแต่งตัวเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น
นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) และในฐานะนายกสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มธุรกิจโฮมช็อปปิ้งและทีวีช็อปปิ้งในปี 2560 ว่า ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาในอัตรา 20% โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวเติบโตในอัตรา 20% มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แม้ว่าภาพรวมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 จะชะลอตัว แต่ก่อนหน้านั้นช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาส 3 ธุรกิจยังคงเติบโตได้อย่างดี
สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในอัตราดังกล่าว 1. การใช้กลยุทธ์มัลติชานเนลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะพบว่าผู้ประกอบการไม่ได้ขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีเพียงอย่างเดียว จะมีการขายสินค้าผ่านช่องทางแค็ตตาล็อก และช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะค่ายผู้ประกอบการจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มีช่องทางออนไลน์ควบคู่เสมอ 2. การมีช่องทีวีดิจิตอลและการจัดเรียงช่องของทีวีดาวเทียมที่ลงตัวมากขึ้น และ 3. พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
"ผู้ประกอบการทีวีช็อปปิ้งและโฮมช็อปปิ้ง ปีนี้น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะใช้มัลติชานเนลในการดำเนินธุรกิจ ไม่ได้ขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีอย่างเดียว โดยเฉพาะทุกค่ายพัฒนาช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่ช่องทางทีวียังแข็งแรงพอสมควร ยิ่งตอนนี้ทีวีช็อปปิ้ง ทีวีดิจิตอลก็เปิดโอกาสมากขึ้น เพราะทีวีมีช่องมากขึ้น แต่คนดูทีวีน้อยลงทำให้เรตติ้งไม่ดี ส่งผลให้การขายแอร์ไทม์ให้สินค้าทั่วไปไม่คุ้มค่าเท่ากับการขายสินค้าให้พวกเรา จึงทำให้มีโอกาสเติบโตได้อีก แต่คงขึ้นกับสินค้าที่จะไปขาย ส่วนการเรียงช่องทีวีที่ลงตัวก็ทำให้คนดูทีวีของคนง่ายขึ้น และถือว่าช่องโฮมช็อปปิ้งในช่องดาวเทียม อยู่ในตำแหน่งช่องทีดี"
พฤติกรรมการซื้อสินค้าช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันพบว่ามีฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านคน ขณะที่ช่องทีวีช็อปปิ้งมีฐานลูกค้ากว่า 4-5 ล้านคน จากผู้ประกอบการ 5 บริษัท ซึ่งรูปแบบการซื้อสินค้าของคนทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน ทำให้ทีวีช็อปปิ้งสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าช่องทางออนไลน์ได้ไม่อยากนัก และปัจจุบันเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือก็มีความทันสมัย ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วย คาดว่าปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีช็อปปิ้งน่าจะมีฐานลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของแต่ละบริษัทในสัดส่วน 7-12%
นายทรงพล กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการทำตลาดมี 2 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1. การหาสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และ 2. การสร้างแบรนด์ โดยจะเห็นผู้ประกอบการเน้นการสร้างแบรนด์และวางตำแหน่งของตนเองชัดเจนว่าจะเป็นอยู่ในตำแหน่งในใด ซึ่งจะเป็นการเซ็กเมนต์ลูกค้าด้วยสินค้าที่นำมาขาย ซึ่งเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางรายที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม บางรายขายสินค้าแบรนด์อันดับรอง เป็นต้น ส่วนภาวะการแข่งขันในปีนี้ ผู้ประกอบการยังมุ่งเน้นในช่องทางทีวีเป็นหลัก เพราะแม้ว่าคนไทยจะไม่ดูทีวี แต่ยังคงดูคอนเทนต์ของรายการทีวีผ่านอุปกรณ์ต่างๆ
"การแข่งขันยังมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสร้างตลาดให้ใหญ่ขึ้น แต่ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งและทีวีช็อปปิ้งปัจจุบันยังสัดส่วนไม่ถึง 10% ของธุรกิจค้าปลีก ต่างจากตลาดในประเทศญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนถึง 30% และมีมูลค่าธุรกิจกว่า 3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นทีวีช็อปปิ้ง 50% โฮมช็อปปิ้ง 50% ส่วนตลาดในไทยเองยังมีมูลค่าเพียงหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวและเติบโตได้อีกมากจากการไปดึงส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจค้าปลีก"
ขณะที่แนวโน้มการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่นั้น นายทรงพล กล่าวว่า น่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่มีสินค้าเพียงรายการเดียวที่จะเข้ามา แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น่าจะเข้ามาเพิ่ม เนื่องจากตลาดค่อนข้างแน่นจากจำนวนผู้ประกอบการที่มีอยู่ ส่วนกระแสข่าวที่บริษัท เลนโซ่ ไดเร็ค จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าชุดกระชับสัดส่วนแบรนด์โอนามิ จะเข้ามาดำเนินธุรกิจโฮมช็อปปิ้งนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจเองหรืออาจจะร่วมมือกับพันธมิตร เนื่องจากจำหน่ายสินค้ามานานนับ 10 ปี และมีศักยภาพในด้านการทำตลาดด้วยเช่นกัน
ส่วนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดผ่านช่องทางดิจิตอลทีวี และโฟกัสการทำตลาดช่องทางออนไลน์ โดยยังไม่มีแผนการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้ลงทุนรองรับไว้ก่อนหน้าแล้ว
ด้านนางสาวพิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภายหลังจากการเข้ามาบริหารธุรกิจในสายการผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือกว่า 5,000 รายการ และมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ๆป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ ล่าสุด ได้พัฒนาระบบระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ www.sonarshopping.com พร้อมด้วยช่องทางการชำระเงิน
โดยในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 700 ล้านบาทในปี 2561 และมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ maiภายใน 2 ปี ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ SET ภายใน 5 ปี และวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยได้เตรียมตัวจัดแคมเปญใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีที่มีการก่อตั้งบริษัท แสงรุ่งเรือง เซลส์แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งถือเป็นบริษัทแม่ในช่วงเดือนมีนาคมนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) และในฐานะนายกสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวโน้มธุรกิจโฮมช็อปปิ้งและทีวีช็อปปิ้งในปี 2560 ว่า ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาในอัตรา 20% โดยคาดว่าจะมีมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวเติบโตในอัตรา 20% มีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แม้ว่าภาพรวมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 จะชะลอตัว แต่ก่อนหน้านั้นช่วงไตรมาสแรกถึงไตรมาส 3 ธุรกิจยังคงเติบโตได้อย่างดี
สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในอัตราดังกล่าว 1. การใช้กลยุทธ์มัลติชานเนลในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะพบว่าผู้ประกอบการไม่ได้ขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีเพียงอย่างเดียว จะมีการขายสินค้าผ่านช่องทางแค็ตตาล็อก และช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะค่ายผู้ประกอบการจากประเทศเกาหลีใต้ ที่มีช่องทางออนไลน์ควบคู่เสมอ 2. การมีช่องทีวีดิจิตอลและการจัดเรียงช่องของทีวีดาวเทียมที่ลงตัวมากขึ้น และ 3. พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น
"ผู้ประกอบการทีวีช็อปปิ้งและโฮมช็อปปิ้ง ปีนี้น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะใช้มัลติชานเนลในการดำเนินธุรกิจ ไม่ได้ขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีอย่างเดียว โดยเฉพาะทุกค่ายพัฒนาช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น แต่ช่องทางทีวียังแข็งแรงพอสมควร ยิ่งตอนนี้ทีวีช็อปปิ้ง ทีวีดิจิตอลก็เปิดโอกาสมากขึ้น เพราะทีวีมีช่องมากขึ้น แต่คนดูทีวีน้อยลงทำให้เรตติ้งไม่ดี ส่งผลให้การขายแอร์ไทม์ให้สินค้าทั่วไปไม่คุ้มค่าเท่ากับการขายสินค้าให้พวกเรา จึงทำให้มีโอกาสเติบโตได้อีก แต่คงขึ้นกับสินค้าที่จะไปขาย ส่วนการเรียงช่องทีวีที่ลงตัวก็ทำให้คนดูทีวีของคนง่ายขึ้น และถือว่าช่องโฮมช็อปปิ้งในช่องดาวเทียม อยู่ในตำแหน่งช่องทีดี"
พฤติกรรมการซื้อสินค้าช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันพบว่ามีฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านคน ขณะที่ช่องทีวีช็อปปิ้งมีฐานลูกค้ากว่า 4-5 ล้านคน จากผู้ประกอบการ 5 บริษัท ซึ่งรูปแบบการซื้อสินค้าของคนทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน ทำให้ทีวีช็อปปิ้งสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าช่องทางออนไลน์ได้ไม่อยากนัก และปัจจุบันเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือก็มีความทันสมัย ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วย คาดว่าปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีช็อปปิ้งน่าจะมีฐานลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของแต่ละบริษัทในสัดส่วน 7-12%
นายทรงพล กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการทำตลาดมี 2 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1. การหาสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และ 2. การสร้างแบรนด์ โดยจะเห็นผู้ประกอบการเน้นการสร้างแบรนด์และวางตำแหน่งของตนเองชัดเจนว่าจะเป็นอยู่ในตำแหน่งในใด ซึ่งจะเป็นการเซ็กเมนต์ลูกค้าด้วยสินค้าที่นำมาขาย ซึ่งเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางรายที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม บางรายขายสินค้าแบรนด์อันดับรอง เป็นต้น ส่วนภาวะการแข่งขันในปีนี้ ผู้ประกอบการยังมุ่งเน้นในช่องทางทีวีเป็นหลัก เพราะแม้ว่าคนไทยจะไม่ดูทีวี แต่ยังคงดูคอนเทนต์ของรายการทีวีผ่านอุปกรณ์ต่างๆ
"การแข่งขันยังมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสร้างตลาดให้ใหญ่ขึ้น แต่ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งและทีวีช็อปปิ้งปัจจุบันยังสัดส่วนไม่ถึง 10% ของธุรกิจค้าปลีก ต่างจากตลาดในประเทศญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนถึง 30% และมีมูลค่าธุรกิจกว่า 3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นทีวีช็อปปิ้ง 50% โฮมช็อปปิ้ง 50% ส่วนตลาดในไทยเองยังมีมูลค่าเพียงหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวและเติบโตได้อีกมากจากการไปดึงส่วนแบ่งการตลาดของธุรกิจค้าปลีก"
ขณะที่แนวโน้มการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่นั้น นายทรงพล กล่าวว่า น่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่มีสินค้าเพียงรายการเดียวที่จะเข้ามา แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น่าจะเข้ามาเพิ่ม เนื่องจากตลาดค่อนข้างแน่นจากจำนวนผู้ประกอบการที่มีอยู่ ส่วนกระแสข่าวที่บริษัท เลนโซ่ ไดเร็ค จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าชุดกระชับสัดส่วนแบรนด์โอนามิ จะเข้ามาดำเนินธุรกิจโฮมช็อปปิ้งนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจเองหรืออาจจะร่วมมือกับพันธมิตร เนื่องจากจำหน่ายสินค้ามานานนับ 10 ปี และมีศักยภาพในด้านการทำตลาดด้วยเช่นกัน
ส่วนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดผ่านช่องทางดิจิตอลทีวี และโฟกัสการทำตลาดช่องทางออนไลน์ โดยยังไม่มีแผนการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากได้ลงทุนรองรับไว้ก่อนหน้าแล้ว
ด้านนางสาวพิจิตรา เรืองวัฒนไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซน่าร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภายหลังจากการเข้ามาบริหารธุรกิจในสายการผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือกว่า 5,000 รายการ และมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ๆป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ ล่าสุด ได้พัฒนาระบบระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ www.sonarshopping.com พร้อมด้วยช่องทางการชำระเงิน
โดยในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 700 ล้านบาทในปี 2561 และมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ maiภายใน 2 ปี ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ SET ภายใน 5 ปี และวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยได้เตรียมตัวจัดแคมเปญใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีที่มีการก่อตั้งบริษัท แสงรุ่งเรือง เซลส์แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งถือเป็นบริษัทแม่ในช่วงเดือนมีนาคมนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560






