
ชี้บริษัทมะกันได้ไม่คุ้มเสีย หากผู้นำเปิดศึกการค้า ส่วนแบ่งตลาดจีนส่อวูบ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอกยํ้ามาตลอดตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งกระทั่งได้รับชัยชนะขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาว่า เขาจะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่จัดการปัญหาการค้าที่สหรัฐฯมีอยู่กับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐฯเสียเปรียบดุลการค้ามากที่สุด
มาตรการที่ทรัมป์เคยขู่ไว้ว่าจะนำมาใช้กับจีนมีหลายระดับตั้งแต่การตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนถึง 45% จนถึงการกดดันบริษัทอเมริกันที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในจีนให้โยกย้ายกลับไปสร้างงานในสหรัฐฯ หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่า หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาจะจัดการกับจีนอย่างไรและมาตรการที่นำมาใช้จะนำไปสู่สงครามการค้าหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาจากการพึ่งพิงตลาดจีนของบริษัทอเมริกัน และการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯของบริษัทจีน ก็จะพบว่าในฝั่งของจีนนั้น ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้า เนื่องจากสัดส่วนรายได้พึ่งพาตลาดสหรัฐฯอยู่มาก อาทิ บริษัท โกเออร์เทค อิงค์. (ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีไร้สาย) และบริษัท เรจินา มิราเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ผู้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม) ของจีน มีรายได้มากกว่า 70 % ของทั้งหมดมาจากตลาดสหรัฐฯ นับว่าเป็นสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาบริษัทจีนและฮ่องกงที่มีหุ้นอยู่ในดัชนี MSCI ของมอร์แกน สแตนลีย์
ในทางกลับกัน บริษัทผู้ผลิตสินค้าของสหรัฐฯที่มีรายได้พึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนสูงก็จะได้รับแรงกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางการค้า อาทิ ผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่อย่างบริษัท แอมบาเรลลา อิงค์ และเท็กซัสอินสตรูเมนท์ส ซึ่งสัดส่วนรายได้มาจากตลาดจีนถึง 90% และประมาณ 60% ตามลำดับ นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารเครดิต สวิส ระบุว่า หากเกิดกระแสการคว่ำบาตรสินค้าอเมริกันในประเทศจีน เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับสินค้าญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 (ช่วงที่จีนกับญี่ปุ่นเกิดกรณีพิพาทการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้) ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับสินค้าแบรนด์อเมริกัน และผู้ที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกก็น่าจะได้แก่สินค้าของจีนเองหรือแบรนด์ยุโรป เราอาจได้เห็นผู้บริโภคชาวจีนผละรองเท้ากีฬาไนกี้มาอุดหนุนอาดิดาส หรือเมินรถยนต์ค่ายอเมริกันอย่างฟอร์ดและจีเอ็ม มาหารถยนต์สัญชาติยุโรปและจีนเอง
วาณิชย์ธนกิจมอร์แกน สแตนลีย์ ผู้จัดทำดัชนี MSCI (Morgan Stanley Capital International)ประเมินสถานการณ์ว่า สงครามการค้าจะส่งผลเสียต่อหุ้นของบริษัทอเมริกันมากกว่าบริษัทจีน เนื่องจากเกือบ 10% ของบริษัทที่อยู่ในดัชนี MSCI มีสัดส่วนรายได้อย่างน้อย 10 % จากตลาดจีน ขณะที่บริษัทจีนไม่ถึง 2% ในดัชนี MSCI มีรายได้อย่างน้อย 10 % จากตลาดสหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
มาตรการที่ทรัมป์เคยขู่ไว้ว่าจะนำมาใช้กับจีนมีหลายระดับตั้งแต่การตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนถึง 45% จนถึงการกดดันบริษัทอเมริกันที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในจีนให้โยกย้ายกลับไปสร้างงานในสหรัฐฯ หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่า หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาจะจัดการกับจีนอย่างไรและมาตรการที่นำมาใช้จะนำไปสู่สงครามการค้าหรือไม่ ซึ่งหากพิจารณาจากการพึ่งพิงตลาดจีนของบริษัทอเมริกัน และการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯของบริษัทจีน ก็จะพบว่าในฝั่งของจีนนั้น ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้า เนื่องจากสัดส่วนรายได้พึ่งพาตลาดสหรัฐฯอยู่มาก อาทิ บริษัท โกเออร์เทค อิงค์. (ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีไร้สาย) และบริษัท เรจินา มิราเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ (ผู้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม) ของจีน มีรายได้มากกว่า 70 % ของทั้งหมดมาจากตลาดสหรัฐฯ นับว่าเป็นสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาบริษัทจีนและฮ่องกงที่มีหุ้นอยู่ในดัชนี MSCI ของมอร์แกน สแตนลีย์
ในทางกลับกัน บริษัทผู้ผลิตสินค้าของสหรัฐฯที่มีรายได้พึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนสูงก็จะได้รับแรงกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางการค้า อาทิ ผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่อย่างบริษัท แอมบาเรลลา อิงค์ และเท็กซัสอินสตรูเมนท์ส ซึ่งสัดส่วนรายได้มาจากตลาดจีนถึง 90% และประมาณ 60% ตามลำดับ นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารเครดิต สวิส ระบุว่า หากเกิดกระแสการคว่ำบาตรสินค้าอเมริกันในประเทศจีน เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับสินค้าญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 (ช่วงที่จีนกับญี่ปุ่นเกิดกรณีพิพาทการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้) ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับสินค้าแบรนด์อเมริกัน และผู้ที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกก็น่าจะได้แก่สินค้าของจีนเองหรือแบรนด์ยุโรป เราอาจได้เห็นผู้บริโภคชาวจีนผละรองเท้ากีฬาไนกี้มาอุดหนุนอาดิดาส หรือเมินรถยนต์ค่ายอเมริกันอย่างฟอร์ดและจีเอ็ม มาหารถยนต์สัญชาติยุโรปและจีนเอง
วาณิชย์ธนกิจมอร์แกน สแตนลีย์ ผู้จัดทำดัชนี MSCI (Morgan Stanley Capital International)ประเมินสถานการณ์ว่า สงครามการค้าจะส่งผลเสียต่อหุ้นของบริษัทอเมริกันมากกว่าบริษัทจีน เนื่องจากเกือบ 10% ของบริษัทที่อยู่ในดัชนี MSCI มีสัดส่วนรายได้อย่างน้อย 10 % จากตลาดจีน ขณะที่บริษัทจีนไม่ถึง 2% ในดัชนี MSCI มีรายได้อย่างน้อย 10 % จากตลาดสหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560






