
จี้แก้ก.ม.รับเมกะเทรนด์ ‘วิรไท’ แนะทางรอด4.0 เผย5อุตฯเสี่ยงดบ.ขาขึ้น
ผู้ว่าการธปท.แนะสร้างภูมิคุ้มกันและระบบเตือนภัย รับมือเศรษฐกิจยุค 4.0 ชี้จำเป็นต้องกระจายผลประโยชน์และ พัฒนาเพื่อความยั่งยืน จี้รัฐแก้กฎหมายรับเมกะเทรนด์ นักวิชาการห่ววง 5 อุตสาหกรรมเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น
นายวิรไท สันติประภาพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0” เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค 4.0 ประกอบด้วย แนวทางแรก การสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัยที่เท่าทันกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และ การพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน
การสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัย เป็นเรื่องสำคัญในบริบทโลกใหม่ เพื่อรองรับความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจซับซ้อนขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รับกับสภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังมีแนวโน้มจะเกิดความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก
“แม้ที่ผ่านมาจะรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคเป็นจุดแข็ง แต่ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำไปต่อเนื่องควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัยที่เท่าทัน”
ประเด็นต่อมากระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง จะต้องพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งต่างๆไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางสังคมไทย หรือแบร็กซิทในอังกฤษ แม้กระทั่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีของในสหรัฐ สะท้อนความไม่พอใจของคนกลุ่มใหญ่กับการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ดังนั้นระบบเศรษฐกิจยุค 4.0 จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะทิศทางสำคัญ สำหรับการกระจายโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงระบบเทคโนโลยี หรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสังคม การเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่สามารถปรับตัวได้ทัน การพัฒนาภาคเกษตรหรือชนบทที่คนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ ตลอดจนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น
“ที่ผ่านมาอำนาจการตัดสินใจยังรวมศูนย์อยู่ในส่วนกลางมาก รูปแบบการพัฒนากำหนดจากบนลงล่าง และยากจะตอบโจทย์ของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และการพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยในการแก้ปัญหาและมีเจ้าภาพที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้โดยคนในท้องถิ่นเอง”
ส่วนการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้นโดยเร่งเพิ่มผลิตภาพในทุกเรื่อง และใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้บทบาทภาครัฐที่ต้องปรับเปลี่ยน คือปรับปรุงกฎหมายและกติกาให้เท่าทันปัจจุบันและอนาคตรองรับเมกะเทรนด์ของโลกปรับกลไกการทำงานของภาครัฐให้เปิดกว้างโปร่งใส่ เพื่อให้ให้การตรวจสอบจากภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องการตรวจสอบที่ดีที่สุดคือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพลดบทบาทที่ไม่จำเป็น เช่นเรื่องที่ภาคธุรกิจทำได้ดีแล้วภาครัฐไม่ควรทำแข่ง แต่ภาครัฐต้องมุ่งเป็นผู้สนับสนุนมากขึ้นและคำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาว
ในส่วนคนไทยนั้นผู้ว่าการธปท.กล่าวว่าต้องมีความพร้อม 3 ด้าน คือ ความรู้ทักษะสำคัญของชีวิต เพื่อก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ 2.การยอมรับความแตกต่างแต่ละบุคคล และ 3.ทัศนคติในการเป็นพลเมืองของประเทศ โดยพร้อมจะเข้าร่วมแก้ปัญหาตามศักยภาพและทุกโอกาส
นายธีรวุฒิ ศรีพินิจ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว เศรษฐกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่างประเทศ อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และการเมืองในยุโรป อาจส่งผลให้ไทยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปี 2560 เพื่อปรับสมดุลและรับมือกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย
ดังนั้นอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยขึ้นสูงสุด คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560
นายวิรไท สันติประภาพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0” เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค 4.0 ประกอบด้วย แนวทางแรก การสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัยที่เท่าทันกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และ การพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน
การสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัย เป็นเรื่องสำคัญในบริบทโลกใหม่ เพื่อรองรับความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจซับซ้อนขึ้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รับกับสภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังมีแนวโน้มจะเกิดความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก
“แม้ที่ผ่านมาจะรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคเป็นจุดแข็ง แต่ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำไปต่อเนื่องควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันหรือระบบเตือนภัยที่เท่าทัน”
ประเด็นต่อมากระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง จะต้องพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งต่างๆไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางสังคมไทย หรือแบร็กซิทในอังกฤษ แม้กระทั่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีของในสหรัฐ สะท้อนความไม่พอใจของคนกลุ่มใหญ่กับการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ดังนั้นระบบเศรษฐกิจยุค 4.0 จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะทิศทางสำคัญ สำหรับการกระจายโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงระบบเทคโนโลยี หรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและสังคม การเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่สามารถปรับตัวได้ทัน การพัฒนาภาคเกษตรหรือชนบทที่คนกลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ ตลอดจนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น
“ที่ผ่านมาอำนาจการตัดสินใจยังรวมศูนย์อยู่ในส่วนกลางมาก รูปแบบการพัฒนากำหนดจากบนลงล่าง และยากจะตอบโจทย์ของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน และการพัฒนาในระยะต่อไปจำเป็นต้องเปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยในการแก้ปัญหาและมีเจ้าภาพที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้โดยคนในท้องถิ่นเอง”
ส่วนการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนที่สำคัญคือการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้นโดยเร่งเพิ่มผลิตภาพในทุกเรื่อง และใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้บทบาทภาครัฐที่ต้องปรับเปลี่ยน คือปรับปรุงกฎหมายและกติกาให้เท่าทันปัจจุบันและอนาคตรองรับเมกะเทรนด์ของโลกปรับกลไกการทำงานของภาครัฐให้เปิดกว้างโปร่งใส่ เพื่อให้ให้การตรวจสอบจากภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องการตรวจสอบที่ดีที่สุดคือ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพลดบทบาทที่ไม่จำเป็น เช่นเรื่องที่ภาคธุรกิจทำได้ดีแล้วภาครัฐไม่ควรทำแข่ง แต่ภาครัฐต้องมุ่งเป็นผู้สนับสนุนมากขึ้นและคำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาว
ในส่วนคนไทยนั้นผู้ว่าการธปท.กล่าวว่าต้องมีความพร้อม 3 ด้าน คือ ความรู้ทักษะสำคัญของชีวิต เพื่อก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ 2.การยอมรับความแตกต่างแต่ละบุคคล และ 3.ทัศนคติในการเป็นพลเมืองของประเทศ โดยพร้อมจะเข้าร่วมแก้ปัญหาตามศักยภาพและทุกโอกาส
นายธีรวุฒิ ศรีพินิจ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว เศรษฐกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่างประเทศ อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และการเมืองในยุโรป อาจส่งผลให้ไทยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปลายปี 2560 เพื่อปรับสมดุลและรับมือกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย
ดังนั้นอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยขึ้นสูงสุด คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560






