
‘ไอพีพีกัลฟ์’คดียังไม่ยุติ พลังงานไม่ชี้มูลผิดส่งกระทรวงยุติธรรม/ป.ป.ช.พิจารณา
"อนันตพร"แจงตรวจสอบคดีโรงไฟฟ้าไอพีพีเครือกัลฟ์ 5,000 เมกะวัตต์ กระทรวงพลังงานหมดหน้าที่แล้ว ยันไม่ได้ชี้ถูกผิด ส่งรายงานให้กระทรวงยุติธรรม และป.ป.ช.พิจารณาตามขั้นตอน ขณะที่กฟผ.คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า จำใจเดินหน้าสายส่งรองรับ ทั้งที่ยังไม่รู้ผลของคดี
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว เพื่อให้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ศาลได้มีคำส่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 พิพากษาให้กระทรวงพลังงานห้ามตรวจสอบหรือกระทำ หรือกระทำด้วยวิธีใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ "เครือกัลฟ์" จากการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่หรือไอพีพี ของบริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด ที่ชนะการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ และบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด ชนะการประมูล กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ เมื่อช่วงต้นปี 2556 และมีการลงนามในสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ไปแล้ว ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรอศาล ว่าจะให้กระทรวงพลังงานเข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่
โดยที่ผ่านมาขอยืนยันว่า กระทรวงพลังงานไม่ได้ทำความเสียหายให้กับเครือกัลฟ์ เนื่องจากดำเนินการตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบถึงความโปร่งใสตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา อีกทั้ง ไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ให้ระงับการส่งเสริมการลงทุนของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ เพียงแต่เป็นหนังสือแสดงความเห็นต่อกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งทางบีโอไอจะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ โดยกระทรวง ยืนยันว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการของเครือกัลฟ์ ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ในส่วนของสัญญาที่มีข้อผูกพันหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการก่อสร้างสายส่งเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้า ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งจะต้องแยกกันจากประเด็นการตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งขณะนี้ถือว่ากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และส่งรายงานให้กับทางศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไปแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป โดยที่กระทรวงพลังงานไม่ได้สรุปหรือตัดสินการประมูลไอพีพีที่ผ่านมามีความผิดถูกไปในทางใด เพราะไม่มีอำนาจดำเนินการ เพียงแต่รายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น
พล.อ.อนันตพร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทางเครือกัลฟ์เจรจาขอเลื่อนการขายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปอีก 3 ปี จากที่ต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมาลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในส่วนนี้กระทรวงพลังงาน คงจะต้องพิจารณาอีกครั้ง ว่าจะให้เลื่อนออกไปหรือไม่ เพราะขณะนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศก็ปรับตัวดีขึ้นแล้ว ประกอบกับขั้นตอนการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสในการประมูลก็ยังอยู่ในขั้นตอนของหน่วยงานต่างๆ อยู่ ก็ยังมีเวลาที่จะพิจารณา
"ตอนนี้ยังหารือกับทางกัลฟ์ เพื่อหาทางออกร่วมกันในเรื่องของปริมาณสำรองไฟฟ้าให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งต้องดูว่าบริษัทชนะการประมูลทั้งหมด 5,000 เมกะวัตต์ เหมาะสมหรือไม่ แล้วยังต้องมาให้ กฟผ. สร้างสายส่งให้อีก"
นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ.อยู่อยู่ในขั้นตอนการจ้างสำรวจพื้นที่เพื่อวางระบบส่ง
ทั้งนี้ หากการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังไม่มีความชัดเจนในปี 2561ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการจัดจ้างก่อสร้างสายส่ง ก็จะยิ่งใช้เงินลงทุนมากขึ้นจากเงินลงทุนที่ตั้งไว้ประมาณ 7,200 ล้านบาท แต่ทาง กฟผ.ก็ต้องเดินหน้าลงทุนสายส่งไปก่อน เพราะหากสุดท้ายแล้วโครงการไอพีพีเกิดขึ้นแต่ กฟผ.สร้างสายส่งรองรับไม่ทันก็ต้องถูกปรับ ซึ่งหากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น หรือชะลอออกไป จะไม่มีใครมาใช้สายส่งดังกล่าว อาจจะมีปัญหาเหมือนโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร(โฮปเวลล์) และภาระคงตกอยู่กับผู้บริโภค เพราะจะต้องนำเม็ดเงินลงทุนไปบวกไว้ในค่าไฟฟ้าด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดไปแล้ว เพื่อให้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ศาลได้มีคำส่งเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 พิพากษาให้กระทรวงพลังงานห้ามตรวจสอบหรือกระทำ หรือกระทำด้วยวิธีใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ "เครือกัลฟ์" จากการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่หรือไอพีพี ของบริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด ที่ชนะการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ และบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด ชนะการประมูล กำลังการผลิต 2,500 เมกะวัตต์ เมื่อช่วงต้นปี 2556 และมีการลงนามในสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ไปแล้ว ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรอศาล ว่าจะให้กระทรวงพลังงานเข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่
โดยที่ผ่านมาขอยืนยันว่า กระทรวงพลังงานไม่ได้ทำความเสียหายให้กับเครือกัลฟ์ เนื่องจากดำเนินการตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบถึงความโปร่งใสตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามา อีกทั้ง ไม่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ให้ระงับการส่งเสริมการลงทุนของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ เพียงแต่เป็นหนังสือแสดงความเห็นต่อกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งทางบีโอไอจะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ โดยกระทรวง ยืนยันว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการของเครือกัลฟ์ ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ในส่วนของสัญญาที่มีข้อผูกพันหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการก่อสร้างสายส่งเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้า ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งจะต้องแยกกันจากประเด็นการตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งขณะนี้ถือว่ากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และส่งรายงานให้กับทางศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไปแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป โดยที่กระทรวงพลังงานไม่ได้สรุปหรือตัดสินการประมูลไอพีพีที่ผ่านมามีความผิดถูกไปในทางใด เพราะไม่มีอำนาจดำเนินการ เพียงแต่รายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น
พล.อ.อนันตพร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทางเครือกัลฟ์เจรจาขอเลื่อนการขายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปอีก 3 ปี จากที่ต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมาลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในส่วนนี้กระทรวงพลังงาน คงจะต้องพิจารณาอีกครั้ง ว่าจะให้เลื่อนออกไปหรือไม่ เพราะขณะนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศก็ปรับตัวดีขึ้นแล้ว ประกอบกับขั้นตอนการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสในการประมูลก็ยังอยู่ในขั้นตอนของหน่วยงานต่างๆ อยู่ ก็ยังมีเวลาที่จะพิจารณา
"ตอนนี้ยังหารือกับทางกัลฟ์ เพื่อหาทางออกร่วมกันในเรื่องของปริมาณสำรองไฟฟ้าให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ซึ่งต้องดูว่าบริษัทชนะการประมูลทั้งหมด 5,000 เมกะวัตต์ เหมาะสมหรือไม่ แล้วยังต้องมาให้ กฟผ. สร้างสายส่งให้อีก"
นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ.อยู่อยู่ในขั้นตอนการจ้างสำรวจพื้นที่เพื่อวางระบบส่ง
ทั้งนี้ หากการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังไม่มีความชัดเจนในปี 2561ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการจัดจ้างก่อสร้างสายส่ง ก็จะยิ่งใช้เงินลงทุนมากขึ้นจากเงินลงทุนที่ตั้งไว้ประมาณ 7,200 ล้านบาท แต่ทาง กฟผ.ก็ต้องเดินหน้าลงทุนสายส่งไปก่อน เพราะหากสุดท้ายแล้วโครงการไอพีพีเกิดขึ้นแต่ กฟผ.สร้างสายส่งรองรับไม่ทันก็ต้องถูกปรับ ซึ่งหากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น หรือชะลอออกไป จะไม่มีใครมาใช้สายส่งดังกล่าว อาจจะมีปัญหาเหมือนโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร(โฮปเวลล์) และภาระคงตกอยู่กับผู้บริโภค เพราะจะต้องนำเม็ดเงินลงทุนไปบวกไว้ในค่าไฟฟ้าด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560






