
กรุงศรีรุกนาโนไฟแนนซ์เต็มสูบ ทดลองตลาด3เดือนยอดขอกู้พุ่งตั้งเป้าปีนี้100ล้าน
กรุงศรีคอนซูมเมอร์ขยับลงสนามแข่ง “นาโนไฟแนนซ์” เต็มตัวหลังทดลองตลาด 3 เดือน ยอดขอกู้พุ่ง 30% ตั้งเป้าปล่อยใหม่ปีนี้ 100 ล้านบาท มั่นใจคุมเอ็นพีแอลอยู่หมัด
แนวโน้มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (นาโนไฟแนนซ์)ปีนี้คึกคักหลังจากเจ้าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่อย่าง บริษัทอยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิส จำกัด หรือ กรุงศรีคอนซูเมอร์ เปิดตัว “สินเชื่อเถ้าแก่ทันใจ”ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจับตลาดนาโนไฟแนนซ์โดยเฉพาะ
นางสาวณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า หลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และทดลองทำตลาดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และชลบุรี พบว่าผลตอบรับออกมาดีเกินคาดโดยเฉพาะยอดคำขอสินเชื่อที่ดีเกินเป้าหมายกว่า 20-30%
“ยอดคำขอที่เกินเป้า ทำให้บริษัทต้องชะลอการอนุมัติสินเชื่อออกไป เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ปีนี้จะเพิ่มบุคลากรตรวจสอบและอนุมัติเพิ่มอีก 3 คน จากปัจจุบันที่มีเพียง 10 คน เพื่อให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้สอดคล้องกับคำขอสินเชื่อที่เข้ามาจำนวนมาก และสามารถอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 1 สัปดาห์”
ขณะที่เป้าหมายสินเชื่อคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีอยู่ที่ 100 ล้านบาท จากปี 2559 คาดว่าจะจบที่ 15-17 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าตลาดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็นตลาดที่กว้าง และยังมีความต้องการอีกมาก ซึ่งในปี 2561 จะเป็นปีที่บริษัทจะเร่งเครื่องได้เร็วมากกว่าเดิม
นอกจากนี้จะขยายพื้นที่ตลาดไปในหัวเมือง เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ และขอนแก่น เนื่องจากการทดสอบตลาด บริษัทพบว่า โมเดลที่ทำอยู่เริ่มเสถียรและสามารถรับรู้กลุ่มประเภทลูกค้า และการเข้าหากลุ่มเป้าหมายถูกประเภท และกลุ่มไหนมียอดอนุมัติต่ำหรือสูง เช่น กลุ่มบริการ กลุ่มร้านอาหาร และกลุ่มเสริมสวย ซึ่งเป็นกลุ่มมียอดการอนุมัติเฉลี่ยสูงถึง 60%
ทั้งนี้กรุงศรีคอนซูเมอร์ ได้ปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ปีที่แล้วจำนวน 15 ล้านบาท จำนวน 360 ราย วงเงินเฉลี่ย 4-5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งพบว่ามีลูกค้าค้างชำระเพียง 1 รายเท่านั้น สะท้อนว่าโมเดลที่บริษัททำค่อนข้างดี สามารถเข้าถูกกลุ่มเป้าหมาย เพราะหากคุณภาพสินเชื่อไม่ดี หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเป็นจุดหลักที่จะทำให้ธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ไปรอดหรือไม่
รวมถึงหากไม่เข้าถึงจริงจะทำให้มีต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ทำให้บริษัทส่งเสริมให้ลูกค้าที่มีวินัย หากผ่อนชำระครบ 1 ปี ไม่ผิดชำระลูกค้าสามารถขอวงเงินหมุนเวียนได้ โดยไม่ต้องทำเรื่องขอกู้ใหม่ และยังได้รับอัตราดอกเบี้ยลดพิเศษด้วย
นาโนไฟแนนซ์ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเปิดให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ยื่นคำขอครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนถึงเดือนตุลาคม 2559 ธปท.อนุมัติใบอนุญาตแล้ว 27 ราย มีผู้เปิดให้บริการ 21 ราย เช่นบริษัทเงินสดทันใจ จำกัด บริษัทไทยเอชแคปิตอล จำกัด เป็นต้น
กลุ่มเป้าหมายของนาโนไฟแนนซ์ คือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นทะเบียนการค้า หรือเป็นพนักงานประจำที่มีฐานเงินเดือนค่ำกว่า 1.5หมื่นบาท ต่อเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดกิจการ หรือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยลูกค้าแต่ละรายสามารถกู้เงินได้สูงสุด ไม่เกิน 1 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี
สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานลูกค้านาโนไฟแนนซ์ทั้งระบบรวม 3.64 หมื่นราย วงเงินสินเชื่อรวม 893 ล้านบาท ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.54 หมื่นบาทต่อบัญชี
ก่อนหน้านี้นาโนไฟแนนซ์ไมได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตมากนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กระทบต่อรายได้ฐานราก ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ทำให้การค้าการขายในระดับล่างฝืดเคือง และทำให้เกิดปัญหาเอ็นพีแอลตามมา ทำให้หลายบริษัทต้องหยุดปล่อยสินเชื่อ ก่อนจะกลับมาปล่อยอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560
แนวโน้มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (นาโนไฟแนนซ์)ปีนี้คึกคักหลังจากเจ้าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่อย่าง บริษัทอยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิส จำกัด หรือ กรุงศรีคอนซูเมอร์ เปิดตัว “สินเชื่อเถ้าแก่ทันใจ”ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจับตลาดนาโนไฟแนนซ์โดยเฉพาะ
นางสาวณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า หลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และทดลองทำตลาดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และชลบุรี พบว่าผลตอบรับออกมาดีเกินคาดโดยเฉพาะยอดคำขอสินเชื่อที่ดีเกินเป้าหมายกว่า 20-30%
“ยอดคำขอที่เกินเป้า ทำให้บริษัทต้องชะลอการอนุมัติสินเชื่อออกไป เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ปีนี้จะเพิ่มบุคลากรตรวจสอบและอนุมัติเพิ่มอีก 3 คน จากปัจจุบันที่มีเพียง 10 คน เพื่อให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้สอดคล้องกับคำขอสินเชื่อที่เข้ามาจำนวนมาก และสามารถอนุมัติสินเชื่อไม่เกิน 1 สัปดาห์”
ขณะที่เป้าหมายสินเชื่อคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีอยู่ที่ 100 ล้านบาท จากปี 2559 คาดว่าจะจบที่ 15-17 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าตลาดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็นตลาดที่กว้าง และยังมีความต้องการอีกมาก ซึ่งในปี 2561 จะเป็นปีที่บริษัทจะเร่งเครื่องได้เร็วมากกว่าเดิม
นอกจากนี้จะขยายพื้นที่ตลาดไปในหัวเมือง เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ และขอนแก่น เนื่องจากการทดสอบตลาด บริษัทพบว่า โมเดลที่ทำอยู่เริ่มเสถียรและสามารถรับรู้กลุ่มประเภทลูกค้า และการเข้าหากลุ่มเป้าหมายถูกประเภท และกลุ่มไหนมียอดอนุมัติต่ำหรือสูง เช่น กลุ่มบริการ กลุ่มร้านอาหาร และกลุ่มเสริมสวย ซึ่งเป็นกลุ่มมียอดการอนุมัติเฉลี่ยสูงถึง 60%
ทั้งนี้กรุงศรีคอนซูเมอร์ ได้ปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ปีที่แล้วจำนวน 15 ล้านบาท จำนวน 360 ราย วงเงินเฉลี่ย 4-5 หมื่นบาทต่อราย ซึ่งพบว่ามีลูกค้าค้างชำระเพียง 1 รายเท่านั้น สะท้อนว่าโมเดลที่บริษัททำค่อนข้างดี สามารถเข้าถูกกลุ่มเป้าหมาย เพราะหากคุณภาพสินเชื่อไม่ดี หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเป็นจุดหลักที่จะทำให้ธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ไปรอดหรือไม่
รวมถึงหากไม่เข้าถึงจริงจะทำให้มีต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ทำให้บริษัทส่งเสริมให้ลูกค้าที่มีวินัย หากผ่อนชำระครบ 1 ปี ไม่ผิดชำระลูกค้าสามารถขอวงเงินหมุนเวียนได้ โดยไม่ต้องทำเรื่องขอกู้ใหม่ และยังได้รับอัตราดอกเบี้ยลดพิเศษด้วย
นาโนไฟแนนซ์ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเปิดให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ยื่นคำขอครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนถึงเดือนตุลาคม 2559 ธปท.อนุมัติใบอนุญาตแล้ว 27 ราย มีผู้เปิดให้บริการ 21 ราย เช่นบริษัทเงินสดทันใจ จำกัด บริษัทไทยเอชแคปิตอล จำกัด เป็นต้น
กลุ่มเป้าหมายของนาโนไฟแนนซ์ คือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นทะเบียนการค้า หรือเป็นพนักงานประจำที่มีฐานเงินเดือนค่ำกว่า 1.5หมื่นบาท ต่อเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดกิจการ หรือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยลูกค้าแต่ละรายสามารถกู้เงินได้สูงสุด ไม่เกิน 1 แสนบาท และอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี
สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานลูกค้านาโนไฟแนนซ์ทั้งระบบรวม 3.64 หมื่นราย วงเงินสินเชื่อรวม 893 ล้านบาท ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.54 หมื่นบาทต่อบัญชี
ก่อนหน้านี้นาโนไฟแนนซ์ไมได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตมากนัก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กระทบต่อรายได้ฐานราก ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ทำให้การค้าการขายในระดับล่างฝืดเคือง และทำให้เกิดปัญหาเอ็นพีแอลตามมา ทำให้หลายบริษัทต้องหยุดปล่อยสินเชื่อ ก่อนจะกลับมาปล่อยอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560






