
ผู้ว่าการกนอ.ฟันธง! อีอีซีจะบูมกว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด
การปลุกพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดมาจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน สอดคล้องกับที่กนอ.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ20 ปี (พ.ศ.2560-2597) เพื่อยกระดับสู่กนอ.4.0 สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถึงบทบาทและทิศทางของกนอ. นับจากปี 2560 เป็นต้นไป ในฐานะที่ กนอ.เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมให้เชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ
ปี 2560 จะมีปัจจัยบวกเกิดขึ้น
ผู้ว่า กนอ.ตั้งความหวังว่าปี2560 เป็นต้นไปจะมีปัจจัยบวกเกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่ความชัดเจนของนโยบายพัฒนาพื้นที่อีอีซี ความชัดเจนของเศรษฐกิจระดับโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้น นโยบายของจีนและไทยมีการกระชับความสัมพันธ์มากขึ้น โดยชักจูงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงดึงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายหลักมาจากนโยบายอีอีซี จะเป็นตัวหลักในการกระตุ้น ขับเคลื่อน การลงทุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเวลานี้ภาคเอกชนก็รอดูความตั้งใจของภาครัฐ และภาครัฐเองก็มีการวางแผนงานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน มีแผนบูรณาการระบบต่างๆ ทั้งระบบโลจิสติกส์ คมนาคมขนส่ง การจัดเตรียมพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมให้เข้าถึงระบบโลจิสติกส์ การคมนาคมขนส่ง การจัดเตรียมพื้นที่ สนามบินอู่ตะเภา ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยรวมที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ที่จะทำให้เกิดการลงทุนในเชิงบวกขึ้นมาได้
ล่าสุดร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากได้รับความเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป และเมื่อพ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว กนอ.จะมีบทบาทในการจัดสรรพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป โดยนโยบายของรัฐบาลต้องการจะให้เห็นว่าเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนได้ผ่านขั้นตอน หรือผ่านกฎหมายสูงสุดแล้ว
วันนี้รัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการของกฎมาย 3 ฉบับไปแล้วที่เกี่ยวข้องกับ กนอ.โดยตรง ประกอบด้วยกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ,กฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.การนิคมฯที่ครม.ผ่านความเห็นชอบเป็นแพ็กเกจไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังไม่รวมการแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ถ้าประเมินจากการดำเนินการก็คาดว่าภายในปี2560 ทุกอย่างจะเป็นรูปธรรม และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือแผนงานการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจน ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติแผนปี2560 และผูกพันไปอีก5 ปี โดยให้สภาพัฒน์ เป็นแม่งาน ตรงนี้เป็นตัวสำคัญ เรื่องอีอีซีก็เรื่องหนึ่ง เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษก็อีกเรื่อง”
เตรียมพร้อมพื้นที่รองรับ
ผู้ว่ากนอ.กล่าวอีกว่าในระหว่างที่รอกฤษฎีกา และรอ สนช. ทางกนอ.ก็ไม่ได้อยู่นิ่งทุกอย่างทำคู่ขนานกันไปหมด โดยกนอ.รับผิดชอบในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็เตรียมการ นิคมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กับ นิคมในพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในอีอีซี ในส่วนชายแดนเอง กนอ.เข้าไปรับผิดชอบพัฒนาพื้นที่ที่สระแก้ว ที่สะเดา และที่แม่สอด จ.ตาก ทั้ง3 พื้นที่ เช่น ที่สระแก้ว วันนี้เราได้ลงนามสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยไปแล้ว คาดว่าจะสามารถได้รับความเห็นชอบทุกขั้นตอนภายในเดือนมกราคมนี้ รวมถึงงบประมาณในการเลือกพัฒนาโครงการด้วย ซึ่งรัฐบาลได้ให้งบประมาณในการพัฒนาพื้นที่สระแก้วราว 700 ล้านบาท ส่วนที่สะเดาและแม่สอด เรากำลังรอกรมธนารักษ์เคลียร์ปัญหาการให้ได้มาซึ่งพื้นที่ที่มีผู้อยู่อาศัยจะต้องได้รับการชดเชยเยียวยา ก็คาดว่าภายในไตรมาสแรกปี 2560 หรือภายในเดือนเมษายนนี้ก็น่าจะส่งมอบพื้นที่ให้กับกนอ.ได้โดยพื้นที่ที่สะเดา ราว 1,000 ไร่ ที่แม่สอดประมาณ 700 ไร่ ที่สระแก้ว 660 ไร่ ที่เริ่มให้เช่าแล้ว
ส่วนที่แม่สอดตอนนี้อยู่ในขั้นศึกษาออกแบบ และทำอีไอเอล่วงหน้าคู่ขนานไปก่อน ตอนนี้มีการประกาศเรื่องของพื้นที่ตามมาตรา44 แล้ว ว่าการนิคมฯจะใช้พื้นที่แปลงไหนเราก็นำกรอบเหล่านี้มาศึกษาล่วงหน้าไปเลย โดยทำคู่ขนานระหว่างที่รอการส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์
สำหรับการพัฒนาในพื้นที่อีอีซีใน 3 จังหวัด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เรามีพื้นที่นิคมของเอกชนร่วมดำเนินงาน ใน3 จังหวัด รวมพื้นที่ 1.5 หมื่นไร่ พร้อมใช้งานได้ทันที เป็นนิคมที่พัฒนาได้สำเร็จแล้ว รอลูกค้าเข้ามาใช้ได้เลย กับอีกจำนวน1.5 หมื่นไร่ อยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนา (โดยอยู่ระหว่างศึกษาอีไอเอและเตรียมการก่อสร้าง) เพื่อเตรียมการไว้รองรับอีอีซีโดยเฉพาะ
พัฒนาพื้นที่เพิ่มอีก 2 หมื่นไร่
นอกจากนี้กนอ.ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาเพิ่มในช่วง 5 ปีแรกให้ได้ประมาณ 5 หมื่นไร่ เท่ากับว่าก็ยังเหลืออีก 2 หมื่นไร่ ที่กนอ.จะต้องเตรียมพัฒนาพื้นที่ร่วมกับเอกชน รวมถึง กนอ.ทำเอง เวลานี้ในส่วนของภาคเอกชนก็มีหลายรายสนใจยื่นโครงการเข้ามา เพราะมองเห็นศักยภาพ ซึ่งกำลังเสนอชื่อเข้าบอร์ดกนอ.พิจารณา ต่อรายที่แสดงความสนใจเข้ามาจะมีพื้นที่พัฒนาราว 2,000ไร่
“รูปแบบนิคมยุคใหม่ในอีอีซีจะเป็นการเจาะกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเป็นกลุ่มที่เราจะดึงดูดเข้ามาอยู่ในพื้นที่อีอีซี โดยเป้าหมายของกนอ.คือ กนอ.4.0 ก็ต้องออกแบบนิคมที่มีระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่ม S – CURVE เช่นนิคมนี้จะต้องเน้นด้านไบโอ หรืออีกนิคมเน้นด้านการแพทย์ ฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือระบบสาธารณูปโภคจะมีหลากหลาย เป็นลักษณะคลัสเตอร์เบส เพราะบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจจะต้องการใช้ไอน้ำ ใช้น้ำเย็น หรืออีกกลุ่มต้องใช้สปีดอินเตอร์เน็ต มีระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ” โดยเราศึกษาความต้องการของลูกค้า บางอย่างเราพัฒนาเอง บางอย่างจับมือกับลูกค้า หรือกระตุ้นให้เอกชนทำ
นายวีรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย โดยคาดการว่า พื้นที่อีอีซีน่าจะบูมกว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด เพราะถนนสาย 331 จะเป็นถนนสายอุตสาหกรรมเส้นใหม่ของอีอีซี เป็นเส้นที่วิ่งจาก ฉะเชิงเทราวิ่งตรงเข้าไปยังสนามบินอู่ตะเภา ตรงนี้จะเป็นเส้นทางหนึ่งที่สำคัญ เพราะว่ามีกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนขยายตัว และพัฒนาจำนวนมาก จะเป็นเส้นที่ผ่านแถวบ่อวินลงมา จะเป็นเส้นทางที่เป็นจุดรวมตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
นอกจากมองเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มีสนามบินแห่งใหม่ที่อู่ตะเภา มีท่าเรือการท่องเที่ยวที่จุกเสม็ด ที่จะเชื่อมโยงไปยังฝั่งตะวันตก คือไปหัวหิน ปราณบุรี มีท่าเรือเฟอร์รี่ มีเรื่องเขตการค้าเสรีฟรีโซนต่างๆ เป็นเขตธุรกรรมการเงินพูดถึงการสร้างเมืองใหม่ และการพัฒนาเมืองเดิม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถึงบทบาทและทิศทางของกนอ. นับจากปี 2560 เป็นต้นไป ในฐานะที่ กนอ.เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมให้เชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ
ปี 2560 จะมีปัจจัยบวกเกิดขึ้น
ผู้ว่า กนอ.ตั้งความหวังว่าปี2560 เป็นต้นไปจะมีปัจจัยบวกเกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่ความชัดเจนของนโยบายพัฒนาพื้นที่อีอีซี ความชัดเจนของเศรษฐกิจระดับโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้น นโยบายของจีนและไทยมีการกระชับความสัมพันธ์มากขึ้น โดยชักจูงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงดึงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายหลักมาจากนโยบายอีอีซี จะเป็นตัวหลักในการกระตุ้น ขับเคลื่อน การลงทุนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเวลานี้ภาคเอกชนก็รอดูความตั้งใจของภาครัฐ และภาครัฐเองก็มีการวางแผนงานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน มีแผนบูรณาการระบบต่างๆ ทั้งระบบโลจิสติกส์ คมนาคมขนส่ง การจัดเตรียมพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมให้เข้าถึงระบบโลจิสติกส์ การคมนาคมขนส่ง การจัดเตรียมพื้นที่ สนามบินอู่ตะเภา ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยรวมที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ที่จะทำให้เกิดการลงทุนในเชิงบวกขึ้นมาได้
ล่าสุดร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากได้รับความเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป และเมื่อพ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว กนอ.จะมีบทบาทในการจัดสรรพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป โดยนโยบายของรัฐบาลต้องการจะให้เห็นว่าเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนได้ผ่านขั้นตอน หรือผ่านกฎหมายสูงสุดแล้ว
วันนี้รัฐบาลได้เห็นชอบในหลักการของกฎมาย 3 ฉบับไปแล้วที่เกี่ยวข้องกับ กนอ.โดยตรง ประกอบด้วยกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ,กฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ.การนิคมฯที่ครม.ผ่านความเห็นชอบเป็นแพ็กเกจไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังไม่รวมการแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและพ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ถ้าประเมินจากการดำเนินการก็คาดว่าภายในปี2560 ทุกอย่างจะเป็นรูปธรรม และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือแผนงานการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจน ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติแผนปี2560 และผูกพันไปอีก5 ปี โดยให้สภาพัฒน์ เป็นแม่งาน ตรงนี้เป็นตัวสำคัญ เรื่องอีอีซีก็เรื่องหนึ่ง เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษก็อีกเรื่อง”
เตรียมพร้อมพื้นที่รองรับ
ผู้ว่ากนอ.กล่าวอีกว่าในระหว่างที่รอกฤษฎีกา และรอ สนช. ทางกนอ.ก็ไม่ได้อยู่นิ่งทุกอย่างทำคู่ขนานกันไปหมด โดยกนอ.รับผิดชอบในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเราก็เตรียมการ นิคมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน กับ นิคมในพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในอีอีซี ในส่วนชายแดนเอง กนอ.เข้าไปรับผิดชอบพัฒนาพื้นที่ที่สระแก้ว ที่สะเดา และที่แม่สอด จ.ตาก ทั้ง3 พื้นที่ เช่น ที่สระแก้ว วันนี้เราได้ลงนามสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยไปแล้ว คาดว่าจะสามารถได้รับความเห็นชอบทุกขั้นตอนภายในเดือนมกราคมนี้ รวมถึงงบประมาณในการเลือกพัฒนาโครงการด้วย ซึ่งรัฐบาลได้ให้งบประมาณในการพัฒนาพื้นที่สระแก้วราว 700 ล้านบาท ส่วนที่สะเดาและแม่สอด เรากำลังรอกรมธนารักษ์เคลียร์ปัญหาการให้ได้มาซึ่งพื้นที่ที่มีผู้อยู่อาศัยจะต้องได้รับการชดเชยเยียวยา ก็คาดว่าภายในไตรมาสแรกปี 2560 หรือภายในเดือนเมษายนนี้ก็น่าจะส่งมอบพื้นที่ให้กับกนอ.ได้โดยพื้นที่ที่สะเดา ราว 1,000 ไร่ ที่แม่สอดประมาณ 700 ไร่ ที่สระแก้ว 660 ไร่ ที่เริ่มให้เช่าแล้ว
ส่วนที่แม่สอดตอนนี้อยู่ในขั้นศึกษาออกแบบ และทำอีไอเอล่วงหน้าคู่ขนานไปก่อน ตอนนี้มีการประกาศเรื่องของพื้นที่ตามมาตรา44 แล้ว ว่าการนิคมฯจะใช้พื้นที่แปลงไหนเราก็นำกรอบเหล่านี้มาศึกษาล่วงหน้าไปเลย โดยทำคู่ขนานระหว่างที่รอการส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์
สำหรับการพัฒนาในพื้นที่อีอีซีใน 3 จังหวัด ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา เรามีพื้นที่นิคมของเอกชนร่วมดำเนินงาน ใน3 จังหวัด รวมพื้นที่ 1.5 หมื่นไร่ พร้อมใช้งานได้ทันที เป็นนิคมที่พัฒนาได้สำเร็จแล้ว รอลูกค้าเข้ามาใช้ได้เลย กับอีกจำนวน1.5 หมื่นไร่ อยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนา (โดยอยู่ระหว่างศึกษาอีไอเอและเตรียมการก่อสร้าง) เพื่อเตรียมการไว้รองรับอีอีซีโดยเฉพาะ
พัฒนาพื้นที่เพิ่มอีก 2 หมื่นไร่
นอกจากนี้กนอ.ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาเพิ่มในช่วง 5 ปีแรกให้ได้ประมาณ 5 หมื่นไร่ เท่ากับว่าก็ยังเหลืออีก 2 หมื่นไร่ ที่กนอ.จะต้องเตรียมพัฒนาพื้นที่ร่วมกับเอกชน รวมถึง กนอ.ทำเอง เวลานี้ในส่วนของภาคเอกชนก็มีหลายรายสนใจยื่นโครงการเข้ามา เพราะมองเห็นศักยภาพ ซึ่งกำลังเสนอชื่อเข้าบอร์ดกนอ.พิจารณา ต่อรายที่แสดงความสนใจเข้ามาจะมีพื้นที่พัฒนาราว 2,000ไร่
“รูปแบบนิคมยุคใหม่ในอีอีซีจะเป็นการเจาะกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเป็นกลุ่มที่เราจะดึงดูดเข้ามาอยู่ในพื้นที่อีอีซี โดยเป้าหมายของกนอ.คือ กนอ.4.0 ก็ต้องออกแบบนิคมที่มีระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่ม S – CURVE เช่นนิคมนี้จะต้องเน้นด้านไบโอ หรืออีกนิคมเน้นด้านการแพทย์ ฉะนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือระบบสาธารณูปโภคจะมีหลากหลาย เป็นลักษณะคลัสเตอร์เบส เพราะบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจจะต้องการใช้ไอน้ำ ใช้น้ำเย็น หรืออีกกลุ่มต้องใช้สปีดอินเตอร์เน็ต มีระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ” โดยเราศึกษาความต้องการของลูกค้า บางอย่างเราพัฒนาเอง บางอย่างจับมือกับลูกค้า หรือกระตุ้นให้เอกชนทำ
นายวีรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย โดยคาดการว่า พื้นที่อีอีซีน่าจะบูมกว่าอีสเทิร์นซีบอร์ด เพราะถนนสาย 331 จะเป็นถนนสายอุตสาหกรรมเส้นใหม่ของอีอีซี เป็นเส้นที่วิ่งจาก ฉะเชิงเทราวิ่งตรงเข้าไปยังสนามบินอู่ตะเภา ตรงนี้จะเป็นเส้นทางหนึ่งที่สำคัญ เพราะว่ามีกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนขยายตัว และพัฒนาจำนวนมาก จะเป็นเส้นที่ผ่านแถวบ่อวินลงมา จะเป็นเส้นทางที่เป็นจุดรวมตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
นอกจากมองเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มีสนามบินแห่งใหม่ที่อู่ตะเภา มีท่าเรือการท่องเที่ยวที่จุกเสม็ด ที่จะเชื่อมโยงไปยังฝั่งตะวันตก คือไปหัวหิน ปราณบุรี มีท่าเรือเฟอร์รี่ มีเรื่องเขตการค้าเสรีฟรีโซนต่างๆ เป็นเขตธุรกรรมการเงินพูดถึงการสร้างเมืองใหม่ และการพัฒนาเมืองเดิม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560






