
อัคราฯยันยังไม่ฟ้องรัฐบาล ขอเจรจาทางการทูต-กพร.เร่งพิสูจน์ผลกระทบก่อนชงบิ๊กตู่
อัคราฯ ยัน บริษัทแม่คิงส์เกท ออสเตรเลีย ยังไม่ฟ้องรัฐบาลไทยฐานสั่งปิดเหมืองทอง แต่พยายามดิ้นหาทางออก ทั้งเจรจาทางการทูตดูข้อกฎหมาย หวังหาทางออกร่วมกัน ขณะที่ กพร.เผยไม่ได้นิ่งนอนใจพิสูจน์ผลกระทบโดยเร็ว ส่งถึง “ประยุทธ์” พิจารณาใหม่ หลังผลออกมาเบื้องต้นเหมืองไม่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
นายเกรก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัท คิงส์เกทฯ จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของอัครา อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางแก้ไขที่จะให้การทำเหมืองแร่ทองคำกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร และไม่ต่อใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมหรือโรงถลุงแร่ให้กับบริษัท ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นต้นมา
สำหรับการดำเนินนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งแนวทางการเจรจาทางการทูต การพิจารณาข้อกฎหมาย และแนวทางอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทแม่ยังไม่ตัดสินใจว่า จะใช้แนวทางใด ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งเน้นไปที่การนำเหมืองแร่ทองคำ เข้าสู่กระบวนการบำรุงรักษาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อหวังว่าเหมืองแร่ทองคำจะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง ซึ่งบริษัทยังพยายามที่จะหาหนทางในการเข้าพบรัฐบาล เพื่อเจรจาข้อมูลที่แท้จริง รวมถึงการหาทางออกร่วมกับรัฐบาลต่อไป
โดยก่อนหน้านี้นายรอส สมิธ เคิร์ก ประธานบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ดฯ สัญญาชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอัคราฯ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า บริษัทกำลังพิจารณาจะยื่นฟ้องรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าชดเชย จากการสั่งปิดเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีผลพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอว่า เหมืองเป็นตัวการทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
นายวิษณุ ทับเที่ยง ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์และโฆษก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กพร.ยังไม่ได้รับเรื่องการฟ้องร้องจากบริษัท อัคราฯ แต่อย่างใด ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในส่วนนี้ และกำลังพยายามหาแนวทางให้เรื่องยุติโดยเร็ว โดยมอบหมายให้หน่วยงานหลัก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธรณสุข ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อมาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า การดำเนินงานของเหมืองแร่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ และจัดทำเป็นกรอบหรือแนวทางในการดำเนินงาน นำเสนอคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ (คนร.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยผลการศึกษาหรือตรวจสอบเบื้องต้นด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั่วไปนั้น สรุปได้ว่าการทำเหมืองไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเกิดขึ้นกับดิน น้ำบาดาล พืช ผัก ผลไม้ ไม่มีการปนเปื้อน แต่กำลังรอผลการตรวจสอบการรั่วซึมของบ่อบำบัดน้ำเสียและบ่อกักเก็บกากว่า ออกสู่ภายนอกโรงงานหรือไม่ รวมทั้งการศึกษาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ ขณะที่ผลกระทบทางด้านสุขภาพนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพช่วงก่อนทำเหมืองกับช่วงที่ดำเนินการเหมืองแล้วว่ามีผลแตกต่างกันอย่างไร
ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดประมาณเดือนเมษายน 2560 และหลังจากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ คนร.ว่าจะพิจารณาอย่างไร รวมทั้งจะมีนโยบายให้เปิดทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปหรือไม่ด้วย ซึ่งผลจากนโยบายการปิดเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศนั้น จะส่งผลการจัดเก็บค่าภาคหลวงในแต่ละปีหายไปประมาณ 400-500 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมาสามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงจากแร่ทองคำได้ 397.2 ล้านบาท
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินงานของกพร.ในปี 2560 นั้น จะมีการปรับบทบาทของกรมใหม่ตามการปรับโครงสร้างของกระทรวงอุตสาหกรรม และมีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและวัตถุดิบ จากเดิมที่เน้นการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการทำเหมือง จะไปเน้นการสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่ให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การสนับสนุนการพัฒนาความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมต่อเนื่องและการส่งเสริมผู้ประกอบการไปลงทุนทำเหมืองประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560
นายเกรก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัท คิงส์เกทฯ จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของอัครา อยู่ระหว่างการพิจารณาหาแนวทางแก้ไขที่จะให้การทำเหมืองแร่ทองคำกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร และไม่ต่อใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมหรือโรงถลุงแร่ให้กับบริษัท ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นต้นมา
สำหรับการดำเนินนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งแนวทางการเจรจาทางการทูต การพิจารณาข้อกฎหมาย และแนวทางอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทแม่ยังไม่ตัดสินใจว่า จะใช้แนวทางใด ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งเน้นไปที่การนำเหมืองแร่ทองคำ เข้าสู่กระบวนการบำรุงรักษาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อหวังว่าเหมืองแร่ทองคำจะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง ซึ่งบริษัทยังพยายามที่จะหาหนทางในการเข้าพบรัฐบาล เพื่อเจรจาข้อมูลที่แท้จริง รวมถึงการหาทางออกร่วมกับรัฐบาลต่อไป
โดยก่อนหน้านี้นายรอส สมิธ เคิร์ก ประธานบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ดฯ สัญญาชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอัคราฯ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า บริษัทกำลังพิจารณาจะยื่นฟ้องรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าชดเชย จากการสั่งปิดเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีผลพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอว่า เหมืองเป็นตัวการทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
นายวิษณุ ทับเที่ยง ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์และโฆษก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กพร.ยังไม่ได้รับเรื่องการฟ้องร้องจากบริษัท อัคราฯ แต่อย่างใด ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในส่วนนี้ และกำลังพยายามหาแนวทางให้เรื่องยุติโดยเร็ว โดยมอบหมายให้หน่วยงานหลัก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธรณสุข ตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อมาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า การดำเนินงานของเหมืองแร่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ และจัดทำเป็นกรอบหรือแนวทางในการดำเนินงาน นำเสนอคณะกรรมการนโยบายแร่แห่งชาติ (คนร.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
โดยผลการศึกษาหรือตรวจสอบเบื้องต้นด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั่วไปนั้น สรุปได้ว่าการทำเหมืองไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเกิดขึ้นกับดิน น้ำบาดาล พืช ผัก ผลไม้ ไม่มีการปนเปื้อน แต่กำลังรอผลการตรวจสอบการรั่วซึมของบ่อบำบัดน้ำเสียและบ่อกักเก็บกากว่า ออกสู่ภายนอกโรงงานหรือไม่ รวมทั้งการศึกษาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ ขณะที่ผลกระทบทางด้านสุขภาพนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพช่วงก่อนทำเหมืองกับช่วงที่ดำเนินการเหมืองแล้วว่ามีผลแตกต่างกันอย่างไร
ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดประมาณเดือนเมษายน 2560 และหลังจากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ คนร.ว่าจะพิจารณาอย่างไร รวมทั้งจะมีนโยบายให้เปิดทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปหรือไม่ด้วย ซึ่งผลจากนโยบายการปิดเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศนั้น จะส่งผลการจัดเก็บค่าภาคหลวงในแต่ละปีหายไปประมาณ 400-500 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมาสามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงจากแร่ทองคำได้ 397.2 ล้านบาท
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินงานของกพร.ในปี 2560 นั้น จะมีการปรับบทบาทของกรมใหม่ตามการปรับโครงสร้างของกระทรวงอุตสาหกรรม และมีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและวัตถุดิบ จากเดิมที่เน้นการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการทำเหมือง จะไปเน้นการสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่ให้กับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การสนับสนุนการพัฒนาความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมต่อเนื่องและการส่งเสริมผู้ประกอบการไปลงทุนทำเหมืองประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,226 วันที่ 12 - 14 มกราคม 2560






