thansettakij
thansettakij
ก.ล.ต.มั่นใจชักดาบบี/อีไม่ลามระบบ

ก.ล.ต.มั่นใจชักดาบบี/อีไม่ลามระบบ

10 ม.ค. 60 | 04:00 น.
ก.ล.ต. เชื่อปัญหาตั๋วแลกเงิน 3 บริษัท NMG –KC-IFEC ไม่ลามทุ่ง เหตุวงเงินไม่มาก ต้นเหตุปัญหามาจากความขัดแย้งของผู้ถือหุ้น เร่งสร้างความมั่นใจจากตัวกลางขายและให้ความรู้ผุ้ลงทุน มั่นใจตลาดตราสารหนี้โตต่อเนื่อง คนมีเงินวิ่งหาการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงแทนเงินฝาก

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) ชี้ปัญหาตั๋วแลกเงิน 3 บริษัท ชำระหนี้ไม่ได้ เชื่อไม่ลามทั้งระบบ เหตุวงเงินน้อย และเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น ก.ล.ต. เน้นการกำกับดูแลอย่างเข้มข้นกับตัวกลางขายตราสารหนี้

ก.ล.ต. ต้องให้ความรู้ความเข้าใจลูกค้า ว่ามีความเข้าใจสินค้าที่ซื้อหรือไม่ ซึ่งลูกค้าที่ซื้อตราสารหนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมีความรู้ ฐานะการเงินดี ถือเป็นกลุ่มนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งตราสารหนี้ที่ลงทุน ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากดังนั้นนักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงระดับหนึ่งในการลงทุน

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้ ประกอบด้วยหุ้นกู้และตั๋วแลกเงิน ( บี/อี ) ยังมีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่อง จากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงและความต้องการที่มีตลอดเวลาของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการขอสินเชื่อธนาคาร รวมทั้งความคล่องตัวในการใช้เงิน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากเกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป ( NMG ) , บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น ( IFEC ) และบริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ ( KC ) คือ ผู้ออกจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และนักลงทุนจะเลือกสินค้าที่ลงทุนมากขึ้น

เลขาธิการ ก.ล.ต. มองว่า ปัญหาที่ 3 บริษัท ผิดนัดชำระหนี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาฐานะการเงินของบริษัท หรือผลดำเนินงาน แต่เกิดจากความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ขณะที่สินทรัพย์ยังมีอยู่ การดำเนินงานยังปกติ ซึ่งการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี ถือว่าน้อยมาก ไม่ถึง 500 ล้านบาท เทียบกับตราสารหนี้ทั้งระบบ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 จำนวน 3.58 ล้านล้านบาท โดยเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดเครดิตเรตติ้ง 2.6 แสนล้านล้านบาท ในจำนวนนี้อยู่ในกองทุนที่มิใช่รายย่อย ( Accredited investor หรือ AI ) จำนวน 0.046 ล้านล้านบาท

นายรพี กล่าวว่า นักลงทุนที่ลงทุนตั๋วบี/อี ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนเฉพาะกลุ่มจำกัด ที่มีความรู้ มีสินทรัพย์มากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ซื้อขายตั้งแต่ 5 แสนบาท เป็นกลุ่มลูกค้าที่ก.ล.ต. ไม่เข้าไปดูแล แต่จะเน้นการให้ความรู้ว่าสินค้าหรือตราสารนี้ที่เข้าไปลงทุน เหมาะสมกับนักลงทุนหรือไม่ และลูกค้ามีความเข้าใจสินค้าดีแค่ไหน โดยก.ล.ต.ต้องแน่ใจว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ( บลจ.) หรือบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ เป็นตัวแทนขายสินค้า ได้อธิบายให้นักลงทุนเข้าใจลักษณะสินค้ามีความเสี่ยงแตกต่างจากหน่วยลงทุนทั่วไปอย่างไร

“ สิ่งที่ก.ล.ต.ต้องรีบทำคือ การกำกับควบคุมอย่างเข้มข้น คนกลาง เช่น บลจ.หรือ บล. ที่เป็นผู้ขายสินค้าหรือตราสารหนี้ ซึ่งตัวกลางต้องมีกระบวนการสื่อสารกับลูกค้า คัดสรรสินค้าให้เหมาะสมกับลูกค้า ให้ความรู้ลูกค้าเป็นหลัก โดยปีนี้เป็นแผนงานก.ล.ต. ที่เน้นความเข้มข้นกับตัวกลางขายสินค้า เพราะตลาดตราสารโตขึ้นต่อเนื่อง จากความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นของนักลงทุน”

สำหรับ บริษัทหลักทรัพย์ โซลาริส ซึ่งถือตั๋วบี/อี ของ 2 บริษัท คือ NMG และ IFEC สำนักงานก.ล.ต. เข้าไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ หลังเกิดปัญหา IFEC ไม่ได้เข้าไปตรวจเข้มงวด โดยเห็นว่าระบบการบริหารโดยรวมยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ เช่นกับกับ บลจ.อื่น ๆ ที่ยังไม่พบสัญญาณความผิดปกติของการบริหาร

เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า ปัญหาพนักงานธนาคารที่เป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน ทุจริต เป็นปัญหาการโกงของเจ้าหน้าที่ธนาคาร และความเชื่อใจของลูกค้า ไม่ได้เกิดจากระบบของธนาคาร ซึ่งก.ล.ต.ได้วางระบบให้ธนาคารควบคุมตัวแทนขายหน่วยลงทุน อีกทั้งหน่วยลงทุนหรือตราสารหนี้ที่ขายผ่านธนาคาร ส่วนใหญ่ 99 %เป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง สามารถไถ่ถอนได้ทุกวัน

ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. สั่งให้ KC แก้ไขงบการเงินงวดปี 2558 และงวดไตรมาส 3 ปี 2559 ซึ่งไม่ได้บันทึกหนี้สินจากการออกตั๋วแลกเงินให้ถูกต้อง และให้ KC จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เกี่ยวกับการออกตั๋วแลกเงิน การรับและจ่ายเงินที่เกี่ยวข้อง และการบันทึกบัญชี

[caption id="attachment_123880" align="aligncenter" width="503"] ก.ล.ต.มั่นใจชักดาบบี/อีไม่ลามระบบ ก.ล.ต.มั่นใจชักดาบบี/อีไม่ลามระบบ[/caption]

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 KC ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการของ KC ตรวจพบว่า KC มีหนี้สินจากการออกตั๋วแลกเงินตั้งแต่งวดไตรมาส 4 ปี 2558 แต่หนี้สินดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในงบการเงิน ดังนั้น กรณีดังกล่าวส่งผลให้งบการเงินของ KC ไม่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญ และยังทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบการดำเนินงานภายใน การนำเงินจากการออกตั๋วแลกเงินไปใช้ และระบบการบันทึกบัญชีของบริษัท

ก.ล.ต.จึงสั่งให้ KC แก้ไขงบการเงินงวดปี 2558 งวดไตรมาส 3 ปี 2559 แบบ 56-1 และแบบ 56-2 ปี 2558 ให้ถูกต้อง รวมทั้งจัดให้มีการทำ special audit เพื่อตรวจสอบระบบการดำเนินงานภายในเกี่ยวกับการออกตั๋วแลกเงิน การรับและจ่ายเงินที่เกี่ยวข้อง และระบบการบันทึกบัญชี และตรวจสอบตามประเด็นที่ผู้สอบบัญชีของ KC มีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมซื้อขายที่ดินว่าเป็นไปตามปกติของธุรกิจหรือไม่ โดยผู้สอบบัญชีเคยเสนอรายงานการสอบทานโดยไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2559 และได้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวต่อคณะกรรมการตรวจสอบของ KC แล้ว

ทั้งนี้ ให้ KC นำส่งงบการเงินและแบบรายงานดังกล่าว รวมทั้งผลการทำ special audit ทั้งสองกรณีดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 พร้อมทั้งเผยแพร่งบการเงินฉบับแก้ไขและผล special audit ดังกล่าวผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,225 วันที่ 8 - 11 มกราคม พ.ศ.2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline