thansettakij
thansettakij
โจทย์หินการเงินยุค‘ฟินเทค’ ก้าวทันภัยโจรไซเบอร์

โจทย์หินการเงินยุค‘ฟินเทค’ ก้าวทันภัยโจรไซเบอร์

10 ม.ค. 60 | 09:00 น.
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย สัมภาษณ์พิเศษ”ฐานเศรษฐกิจ” มองว่า เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ระบบการเงินไทยจะพึ่งพาเทคโนโลยีเต็มตัว การก่อกำเนิดของระบบโอนเงินผ่านพร้อมเพย์(Promp Pay) คือการเข้าสู่สังคม Cashless Society หรือ สังคมที่ใช้เงินสดลดลง แต่ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องของความปลอดภัย ที่จะต้องร้วมกันทุกฝ่ายในการรับมือกับมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ด้วย

แม้การเข้ามาของฟินเทค เป็นยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาสนับสนุนระบบธนาคารให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ค่าบริการที่ถูกลง ขณะที่เทคโนโลยียังมีส่วนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เป็นทางเลือกที่ตรงใจลูกค้าเป้าหมาย จึงก่อให้เกิดภาพทั้งการแข่งและเอื้ออำนวยความสำดวกซึ่งกันและกันแต่ประสิทธิภาพที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ต้องร่วมมมือกันทั้งระบบ

“ทุกวันนี้จะเห็นการจัดการด้านข้อมูล(Big Data) การจัดการเรื่องโอนเงินหรือเติมเงิน หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์(E-Wallet) เหล่านี้เกิดขึ้นตลอด แต่ยังไม่ใช้บริการเป็นที่แพร่หลาย ส่วนหนึ่งความเคยชินลูกค้ายังไม่เปลี่ยน ประกอบกับความหละหลวม ไม่ระมัดระวังของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถได้ข้อมูลไป ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้บริการต้องทำให้มีมาตรฐาน ดังนั้น ผลกระทบที่จะเกิดตามการเข้ามาของฟินเทค คือ ความปลอดภัย ซึ่งยังเป็นโจทย์ทุกวันนี้”

ในแง่ของสมาคมธนาคารไทยมองความปลอดภัยของธนาคารในขณะนี้ว่า มีความพร้อมในการพัฒนาระบบ และเครือข่าย และทางการยังมีกฎหมายกำกับควบคุมอีกชั้นหนึ่ง แต่คนร้ายหรือมิจฉาชีพก็พยายามหาช่องทางใหม่ๆอยู่เสมอ การป้องกันลำดับต้นๆของผู้ใช้บริการจึงต้องระมัดระวังรักษาข้อมูลส่วนตัวให้ดี อย่าให้หรือบอกPassword หรือ User เด็ดขาด

ส่วนการติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ที่รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแห่งชาติผ่านโครงการพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของสมาคมธนาคารไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้อง 2โครงการ คือ ผูกบัญชีรับโอนเงินและกระจายเครื่องอีดีซีนั้น ขณะนี้ต้องทดสอบให้แน่ใจ เพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จึงต้องมั่นใจก่อนที่จะเปิดให้บริการในไตรมาสแรกปีนี้

“ต่างประเทศมีพัฒนาการไปมากแล้ว หากไทยไม่พัฒนาจะสู้ใครได้ จึงต้องทำตรงนี้ขึ้นมาโดยหวังจะลดการใช้เงินสด ไม่ต้องพกเหรียญ ซึ่งเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหารจัดการที่สูงมาก หากกระจายเครื่องอีดีซีให้ครอบคลุมจะทำให้คนถือบัตรสามารถใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น”

ส่วนแนวโน้มการปรับลดต้นทุนจะมากน้อยเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมประชาชนผู้ใช้บริการ ถ้าสามารถทำให้ประชาชนใช้บริการจำนวนมากก็จะทำให้ต้นทุนกับรายได้ชดเชยกัน เพราะพร้อมเพย์จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารหายไปจากที่เคยได้รับ 25บาทหรือ 35 บาท ต่อไปเมื่อพร้อมเพย์เปิดให้บริการประชาชนจะโอนเงินฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และหากมีการใช้บริการมากขึ้นจะเป็นการลดต้นทุนของประเทศโดยรวม

นายปรีดี กล่าวว่า บทบาทสมาคมธนาคารไทยอยู่ในขั้นตอนการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) เพื่อให้สอดคล้องกับยุคดิจิตอล และ อี-เพย์เมนต์ ซึ่งภาคธนาคารจะเกี่ยวข้องกับเรื่องบริการรับฝากและปล่อยสินเชื่อ ทำให้คนเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้นและคืนความสุขสู่สังคม

ทั้งนี้เป็นการสานต่อแผน 5 ปีที่กำหนดแนวทางดำเนินงาน 5 กลุ่มงานหลักได้แก่ การเข้าถึงบริการทางการเงินการให้ความรู้จริยธรรมเตรียมความพร้อมเรื่องเออีซีและการศึกษาบุคลากร โดยแต่ละกลุ่มจะมีสถาบันการเงินเจ้าภาพรับผิดชอบ สมาคมธนาคารไทยจะเป็นผู้ประสานงานและรายงานความคืบหน้าต่อธนาคารแห่งประเทศไทย

สมาคมธนาคารไทยเป็น 1 ในคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันเอกชน(กกร.) ได้ประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2560 ไว้ที่ระดับ 3-3.5%สำหรับความต้องการสินเชื่อทั้งระบบจะเติบโตมากกว่า 1-1.5%ของจีดีพีปีหน้าเท่ากับสินเชื่อรวมน่าจะเติบโต 4-6% โดยมาจากนโยบายของรัฐบาล

นายปรีดี กล่าวว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจปีนี้คือ โลกผันผวนบนสถานการณ์กำลังซื้อหดตัวหรือ Weak Global Demand เมื่อไม่มีคนซื้อสินค้า ไม่ว่าภูมิภาคไหน ยุโรป สหรัฐเมริกา ญี่ปุ่น หรือ จีน ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะจีนส่งผลกระทบภาคส่งออกไทยติดลบมา 3 ปีแล้ว แต่ปีนี้อาจจะติดลบน้อยที่สุด เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจถูกกระทบเงินหมุนเวียนจากการปล่อยกู้ใหม่ไม่มี เนื่องจากภาคการผลิตหรือผู้ลงทุนไม่กล้าลงทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,225 วันที่ 8 - 11 มกราคม พ.ศ.2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline