
เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่มี.ค. ผู้ประกอบการปรับตัวเน้นกู้ระยะสั้นลดต้นทุน
นักเศรษฐศาตร์ฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกปีนี้รอบประชุม 14-15 มี.ค.นี้ แต่ตลาดเกาะติดสัญญานดอกเบี้ยรอบประชุมปลายเดือนนี้ใกล้ชิด กระทบตลาดเงินผันผวน ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้น ผู้ประกอบการเบนเข็มออกหุ้นกู้ระยะสั้นมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2560 อยู่ในกรอบแคบๆ นักลงทุนยังรอสัญญานการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ที่ชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ซึ่งจะประชุมครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยนักบริหารเงินคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 05-0.75% แต่ตลาดจับตาสัญญานที่จะส่งออกมาภายหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
การประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของปี 2556 เมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 0.5-0.75% พร้อมส่งสัญญานจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีก 3 ครั้ง หลังประเมินแล้วเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง การจ้างงานแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานต่ำอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำราคาร่วงลงจนหลุดเส้น 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า “อีเวนต์ใหญ่ที่ตลาดติดตามคือการประชุมของเฟดครั้งแรกของปีในปลายเดือนนี้ แนวโน้มเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้แต่ตลาดสนใจประเด็นที่เฟดจะส่งสัญญาณออกมามากกว่าและตลาดจับตาการประชุมเฟดในรอบต่อไปคือวันที่ 14-15มีนาคม”
ในปี 2559 เงินบาทแข็งค่า 0.5% เทียบเงินดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวกรอบ 35.80-35.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเยนแข็งค่า 2.9%รูเปียแข็งค่า 2.3% และ ดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 1.2%
ขณะที่ค่าเงินคู่แข่งทางการค้าของไทยส่วนใหญ่อ่อนค่า เช่น เงินหยวนอ่อนค่า 6.5% เปโซ อ่อนค่า 5.4% ริงกิตอ่อนค่า 4.3% เงินวอนอ่อนค่า 2.6% รูปีอ่อนค่า 2.6% และ ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 2.1% และยอดคงค้างพันธบัตรในบัญชีเงินฝากของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ เพิ่มขึ้น 6.3 หมื่นล้านบาทมาที่ 6.34 แสนล้านบาท
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน กล่าวว่าตลาดเงินถึงไตรมาสแรกของปีนี้ยังไม่มีปัจจัยกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่หวือหวา แม้ปัจจัยการเลือกตั้งที่มีการส่งสัญญานเลื่อนไปเป็นปี 2561 ก็ไม่กระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน
ประเด็นที่ต้องติดตามคือการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1ปี ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงที่น่าห่วงขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นจึงมีแรงจูงใจในการกู้หรือเน้นการระดมทุนระยะสั้นโดยเฉพาะการลงทุนในบี/อีมากขึ้น แต่การที่บี/อีผิดนัดชำระหนี้หากเป็นรายเดิมนักลงทุนอาจขอเพิ่มผลตอบแทน
“ไตรมาสแรกปีนี้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแนวโน้มยังอ่อนค่า โจทย์หลักขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แม้ว่าโดนัล ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะประกาศนโยบายในเดือนมกราคมอาจทำให้ตลาดหวั่นไหวบ้างแต่เชื่อว่าบางนโยบายกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติจะต้องผ่านการพิจารณาของสภาฯเดือนตุลาคม 2560”
อย่างไรก็ตามในรอบปีที่ผ่านมานั้น อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวทั้งส่วนที่พลิกความคาดหมายมาเป็นบวกและสะท้อนการอ่อนค่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น เยน ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย มีสาเหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและอัดฉีดสภาพคล่องทำให้เงินทุนไหลกลับส่งผลเยนแข็งค่าทั้งปี 3%
สำหรับที่เหลือสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนการอ่อนค่าตั้งแต่ 2-5% เช่น สกุลเงินเปโซ ริงกิต วอน และดอลลาร์สิงคโปร์ โดยมีปัจจัยเรื่องการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจที่แผ่วลง โดยเฉพาะมาเลเซียนั้นมีทั้งเรื่องทางการเมืองและเสถียรภาพ
ความเคลื่อนไหวสำคัญอีกครั้งของธนาคารกลางจีนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม เดินหน้าปรับขึ้นอัตราอ้างอิงเงินหยวนอีก0.92% หลังจากที่สกุลเงินดอลลาร์ร่วงลง นับเป็นการปรับขึ้นอัตราอ้างอิงที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ที่ได้มีการยกเลิการผูกติดเงินหยวนกับดอลลาร์สหรัฐฯสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนไหลออกจากระบบเศรษฐกิจจีน
ภายหลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราอ้างอิงแล้ว อัตราอ้างอิงในปัจจุบันจึงอยู่ที่ 6.8668 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐน ขณะที่เงินหยวนในตลาดต่างประเทศร่วงลง 0.7% ภายหลังจากที่ได้มีการปรับขึ้นอัตราอ้างอิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,225 วันที่ 8 - 11 มกราคม พ.ศ.2560
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2560 อยู่ในกรอบแคบๆ นักลงทุนยังรอสัญญานการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้ที่ชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ซึ่งจะประชุมครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์นี้ โดยนักบริหารเงินคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 05-0.75% แต่ตลาดจับตาสัญญานที่จะส่งออกมาภายหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
การประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของปี 2556 เมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 0.5-0.75% พร้อมส่งสัญญานจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีก 3 ครั้ง หลังประเมินแล้วเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง การจ้างงานแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานต่ำอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำราคาร่วงลงจนหลุดเส้น 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า “อีเวนต์ใหญ่ที่ตลาดติดตามคือการประชุมของเฟดครั้งแรกของปีในปลายเดือนนี้ แนวโน้มเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้แต่ตลาดสนใจประเด็นที่เฟดจะส่งสัญญาณออกมามากกว่าและตลาดจับตาการประชุมเฟดในรอบต่อไปคือวันที่ 14-15มีนาคม”
ในปี 2559 เงินบาทแข็งค่า 0.5% เทียบเงินดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวกรอบ 35.80-35.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเยนแข็งค่า 2.9%รูเปียแข็งค่า 2.3% และ ดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่า 1.2%
ขณะที่ค่าเงินคู่แข่งทางการค้าของไทยส่วนใหญ่อ่อนค่า เช่น เงินหยวนอ่อนค่า 6.5% เปโซ อ่อนค่า 5.4% ริงกิตอ่อนค่า 4.3% เงินวอนอ่อนค่า 2.6% รูปีอ่อนค่า 2.6% และ ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 2.1% และยอดคงค้างพันธบัตรในบัญชีเงินฝากของผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ เพิ่มขึ้น 6.3 หมื่นล้านบาทมาที่ 6.34 แสนล้านบาท
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน กล่าวว่าตลาดเงินถึงไตรมาสแรกของปีนี้ยังไม่มีปัจจัยกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่หวือหวา แม้ปัจจัยการเลือกตั้งที่มีการส่งสัญญานเลื่อนไปเป็นปี 2561 ก็ไม่กระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน
ประเด็นที่ต้องติดตามคือการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1ปี ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงที่น่าห่วงขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นจึงมีแรงจูงใจในการกู้หรือเน้นการระดมทุนระยะสั้นโดยเฉพาะการลงทุนในบี/อีมากขึ้น แต่การที่บี/อีผิดนัดชำระหนี้หากเป็นรายเดิมนักลงทุนอาจขอเพิ่มผลตอบแทน
“ไตรมาสแรกปีนี้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแนวโน้มยังอ่อนค่า โจทย์หลักขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แม้ว่าโดนัล ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะประกาศนโยบายในเดือนมกราคมอาจทำให้ตลาดหวั่นไหวบ้างแต่เชื่อว่าบางนโยบายกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติจะต้องผ่านการพิจารณาของสภาฯเดือนตุลาคม 2560”
อย่างไรก็ตามในรอบปีที่ผ่านมานั้น อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวทั้งส่วนที่พลิกความคาดหมายมาเป็นบวกและสะท้อนการอ่อนค่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น เยน ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย มีสาเหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและอัดฉีดสภาพคล่องทำให้เงินทุนไหลกลับส่งผลเยนแข็งค่าทั้งปี 3%
สำหรับที่เหลือสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนการอ่อนค่าตั้งแต่ 2-5% เช่น สกุลเงินเปโซ ริงกิต วอน และดอลลาร์สิงคโปร์ โดยมีปัจจัยเรื่องการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจที่แผ่วลง โดยเฉพาะมาเลเซียนั้นมีทั้งเรื่องทางการเมืองและเสถียรภาพ
ความเคลื่อนไหวสำคัญอีกครั้งของธนาคารกลางจีนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม เดินหน้าปรับขึ้นอัตราอ้างอิงเงินหยวนอีก0.92% หลังจากที่สกุลเงินดอลลาร์ร่วงลง นับเป็นการปรับขึ้นอัตราอ้างอิงที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ที่ได้มีการยกเลิการผูกติดเงินหยวนกับดอลลาร์สหรัฐฯสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนไหลออกจากระบบเศรษฐกิจจีน
ภายหลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราอ้างอิงแล้ว อัตราอ้างอิงในปัจจุบันจึงอยู่ที่ 6.8668 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐน ขณะที่เงินหยวนในตลาดต่างประเทศร่วงลง 0.7% ภายหลังจากที่ได้มีการปรับขึ้นอัตราอ้างอิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,225 วันที่ 8 - 11 มกราคม พ.ศ.2560






