
คริสต์มาสดันยอดขายปลายปี ค้าปลีกออนไลน์บูมไม่หยุด-คาดเชนใหญ่ลุยลงทุนต่อเนื่อง
ค้าปลีกช่วงปลายปีในสหรัฐฯ คึกคัก จากอานิสงส์ของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคแห่ซื้อสินค้าช่วงนาทีสุดท้ายของวันคริสต์มาส ขณะที่แนวโน้มปีหน้า คาดเชนค้าปลีกขนาดใหญ่ลุยลงทุนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อเนื่อง หวังขึ้นครองตำแหน่งอันดับ 2 รองจากอเมซอน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่คึกคักในสหรัฐฯ ทำให้บริษัทวิจัยต่างๆ ประเมินว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา "ผู้บริโภคชาวอเมริกันทำให้ผู้เชี่ยวชาญผิดคาดอีกครั้ง ด้วยการจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากทั้งบนเว็บไซต์และตามร้านค้าต่างๆ พวกเขาซื้อสินค้ากันมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2548" เกร็ก จอห์นสัน ประธานบริษัทวิจัย คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์สฯ กล่าว
คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์ส ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายช่วงเทศกาลปลายปี 2559 ขึ้นเป็น 4.9% เป็น 6.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดการณ์การเติบโตไว้ 4.1% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวนับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ที่ทำได้ 6.1% เมื่อปี 2548
ด้านผลสำรวจสเปนดิ้งพัลส์โดยมาสเตอร์การ์ด พบว่ายอดขายค้าปลีก ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์และน้ำมัน เพิ่มขึ้น 4% ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 24 ธันวาคม 2559 แม้ว่าผลสำรวจจะพบว่ายอดขายช่วงก่อนวันคริสต์มาสจะอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสินค้าที่มีความโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว คือเสื้อผ้าผู้ชายและเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ยอดขายเครื่องประดับปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ดี คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์ส เตือนว่าการเติบโตของยอดขายไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน โดยยอดขายตามห้างสรรพสินค้ามีความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง และราคาอาหารที่ลดลงอาจกระทบกับยอดขายของเชนค้าปลีกอย่างวอลมาร์ตและคอสต์โก้ ขณะเดียวกันยอดขายสินค้าออนไลน์ยังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
มาสเตอร์การ์ดคาดการณ์ว่ายอดขายสินค้าออนไลน์เติบโต 19% ในช่วงปลายปี 2559 ด้านอเมซอนระบุว่าปีที่ผ่านมาเป็นช่วงคริสต์มาสที่คึกคักที่สุด โดยได้จัดส่งสินค้ากว่า 1 พันล้านชิ้นไปให้กับลูกค้าทั่วโลก
ในทางกลับกัน บริษัทวิจัยรีเทลเน็กซ์ ประเมินยอดขายรวมของร้านค้าแบบดั้งเดิมในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ขณะที่ทราฟิกลดลงเกือบ 15% โดยยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นส่วนหนึ่งจากการจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนถึงวันคริสต์มาส ซึ่งยอดขายเพิ่มขึ้น 6.5%
สำหรับในปี 2560 นักวิเคราะห์มองว่า แนวโน้มการรุกพื้นที่ค้าปลีกออนไลน์ของเชนค้าปลีกขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในปี 2559 พร้อมกับการประเมินว่าทางเชนจำเป็นต้องขยายพื้นที่ร้านค้ารูปแบบดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยสไลซ์ อินเทลลิเจนซ์ ระบุว่า ช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา อเมซอนสูญเสียส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกออนไลน์ในสหรัฐฯ ไปเล็กน้อย แต่ยังคงนำห่างร้านค้าปลีกอื่นๆ อยู่มาก ขณะที่การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นอันดับ 2 มีความดุเดือดเพิ่มมากขึ้น เคน แคสซาร์ นักวิเคราะห์ของสไลซ์ อินเทลลิเจนซ์กล่าวว่า เชนค้าปลีกขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกเพิ่มการลงทุนบนแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ อาทิ การพัฒนาเว็บไซต์และเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดส่งสินค้า ในช่วงปลายปีก่อนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 และแนวโน้มดังกล่าวจะต่อเนื่องมาถึงปี 2560 ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายสินค้าเฉพาะประเภทก็มีแนวโน้มที่จะทำผลงานบนพื้นที่ออนไลน์ได้ดีในปี 2560 เช่นกัน
ขณะเดียวกัน เชนค้าปลีกมีแนวโน้มปิดร้านค้าเพิ่มเติมในปีนี้และปีต่อๆ ไปในเวลาที่สัญญาเช่ากำลังจะหมดลง อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซียร์สที่กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะเดินหน้าปิดร้านค้าที่ไม่ทำกำไร รวมถึงเชนค้าปลีกเสื้อผ้าวัยรุ่น อาเบอร์ครอมบี แอนด์ฟิตช์ ที่กล่าวว่า จะประเมินร้านค้าประมาณครึ่งหนึ่งจาก 745 แห่งที่มีอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะหมดสัญญาเช่าภายในปีครึ่งต่อจากนี้ว่าจะเปิดดำเนินการต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้ แบรนด์ดังจำนวนหนึ่งเตรียมถอนสินค้าออกจากห้างสรรพสินค้าที่พยายามจัดโปรโมชันลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเข้าห้าง และกำหนดทิศทางการขายของแบรนด์ตัวเองให้มากยิ่งขึ้น อาทิ แบรนด์กระเป๋าถือโค้ช ซึ่งหวังเพิ่มยอดขายจากกระเป๋าราคาแพง ได้เริ่มนำสินค้าออกจากร้านเอาต์เลตต่างๆ โดยคาดว่าจนถึงกลางปี 2560 จะปิดร้านในเอาต์เลตรวม 250 แห่ง ขณะที่แบรนด์กีฬาไนกี้และอันเดอร์อาเมอร์พยายามสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกของตัวเองเพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าตามที่แบรนด์ต้องการ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,224 วันที่ 5 - 7 มกราคม พ.ศ.2560
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่คึกคักในสหรัฐฯ ทำให้บริษัทวิจัยต่างๆ ประเมินว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา "ผู้บริโภคชาวอเมริกันทำให้ผู้เชี่ยวชาญผิดคาดอีกครั้ง ด้วยการจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากทั้งบนเว็บไซต์และตามร้านค้าต่างๆ พวกเขาซื้อสินค้ากันมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2548" เกร็ก จอห์นสัน ประธานบริษัทวิจัย คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์สฯ กล่าว
คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์ส ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายช่วงเทศกาลปลายปี 2559 ขึ้นเป็น 4.9% เป็น 6.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดการณ์การเติบโตไว้ 4.1% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวนับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ที่ทำได้ 6.1% เมื่อปี 2548
ด้านผลสำรวจสเปนดิ้งพัลส์โดยมาสเตอร์การ์ด พบว่ายอดขายค้าปลีก ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์และน้ำมัน เพิ่มขึ้น 4% ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 24 ธันวาคม 2559 แม้ว่าผลสำรวจจะพบว่ายอดขายช่วงก่อนวันคริสต์มาสจะอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสินค้าที่มีความโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าว คือเสื้อผ้าผู้ชายและเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ยอดขายเครื่องประดับปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ดี คัสตอมเมอร์ โกรธ พาร์ทเนอร์ส เตือนว่าการเติบโตของยอดขายไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน โดยยอดขายตามห้างสรรพสินค้ามีความอ่อนแออย่างต่อเนื่อง และราคาอาหารที่ลดลงอาจกระทบกับยอดขายของเชนค้าปลีกอย่างวอลมาร์ตและคอสต์โก้ ขณะเดียวกันยอดขายสินค้าออนไลน์ยังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
มาสเตอร์การ์ดคาดการณ์ว่ายอดขายสินค้าออนไลน์เติบโต 19% ในช่วงปลายปี 2559 ด้านอเมซอนระบุว่าปีที่ผ่านมาเป็นช่วงคริสต์มาสที่คึกคักที่สุด โดยได้จัดส่งสินค้ากว่า 1 พันล้านชิ้นไปให้กับลูกค้าทั่วโลก
ในทางกลับกัน บริษัทวิจัยรีเทลเน็กซ์ ประเมินยอดขายรวมของร้านค้าแบบดั้งเดิมในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ขณะที่ทราฟิกลดลงเกือบ 15% โดยยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นส่วนหนึ่งจากการจับจ่ายซื้อสินค้าช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนถึงวันคริสต์มาส ซึ่งยอดขายเพิ่มขึ้น 6.5%
สำหรับในปี 2560 นักวิเคราะห์มองว่า แนวโน้มการรุกพื้นที่ค้าปลีกออนไลน์ของเชนค้าปลีกขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในปี 2559 พร้อมกับการประเมินว่าทางเชนจำเป็นต้องขยายพื้นที่ร้านค้ารูปแบบดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยสไลซ์ อินเทลลิเจนซ์ ระบุว่า ช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา อเมซอนสูญเสียส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกออนไลน์ในสหรัฐฯ ไปเล็กน้อย แต่ยังคงนำห่างร้านค้าปลีกอื่นๆ อยู่มาก ขณะที่การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นอันดับ 2 มีความดุเดือดเพิ่มมากขึ้น เคน แคสซาร์ นักวิเคราะห์ของสไลซ์ อินเทลลิเจนซ์กล่าวว่า เชนค้าปลีกขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกเพิ่มการลงทุนบนแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ อาทิ การพัฒนาเว็บไซต์และเพิ่มประสิทธิภาพระบบจัดส่งสินค้า ในช่วงปลายปีก่อนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 และแนวโน้มดังกล่าวจะต่อเนื่องมาถึงปี 2560 ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายสินค้าเฉพาะประเภทก็มีแนวโน้มที่จะทำผลงานบนพื้นที่ออนไลน์ได้ดีในปี 2560 เช่นกัน
ขณะเดียวกัน เชนค้าปลีกมีแนวโน้มปิดร้านค้าเพิ่มเติมในปีนี้และปีต่อๆ ไปในเวลาที่สัญญาเช่ากำลังจะหมดลง อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซียร์สที่กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะเดินหน้าปิดร้านค้าที่ไม่ทำกำไร รวมถึงเชนค้าปลีกเสื้อผ้าวัยรุ่น อาเบอร์ครอมบี แอนด์ฟิตช์ ที่กล่าวว่า จะประเมินร้านค้าประมาณครึ่งหนึ่งจาก 745 แห่งที่มีอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะหมดสัญญาเช่าภายในปีครึ่งต่อจากนี้ว่าจะเปิดดำเนินการต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้ แบรนด์ดังจำนวนหนึ่งเตรียมถอนสินค้าออกจากห้างสรรพสินค้าที่พยายามจัดโปรโมชันลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเข้าห้าง และกำหนดทิศทางการขายของแบรนด์ตัวเองให้มากยิ่งขึ้น อาทิ แบรนด์กระเป๋าถือโค้ช ซึ่งหวังเพิ่มยอดขายจากกระเป๋าราคาแพง ได้เริ่มนำสินค้าออกจากร้านเอาต์เลตต่างๆ โดยคาดว่าจนถึงกลางปี 2560 จะปิดร้านในเอาต์เลตรวม 250 แห่ง ขณะที่แบรนด์กีฬาไนกี้และอันเดอร์อาเมอร์พยายามสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกของตัวเองเพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าตามที่แบรนด์ต้องการ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,224 วันที่ 5 - 7 มกราคม พ.ศ.2560






