
‘ฮอลลีวูด’มองปี60สดใส ภาคต่อหนังดังเข้าคิวฉาย
วงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมองแนวโน้มปี 2560 สดใส หวังทุบสถิติรายได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องรอคิวเข้าฉาย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำรายได้จากการขายบัตรชมภาพยนตร์ได้ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2559 ซึ่งเป็นสถิติรายได้สูงสุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากปี 2558 ซึ่งทำรายได้เกินกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ด้วยรายได้ 1.114 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีวอลท์ดิสนีย์เป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญในแวดวงภาพยนตร์มองว่า ปี 2560 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่แนวโน้มรายได้สดใส และมีเหตุผลเพียงพอที่เชื่อว่ารายได้จะทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน "ปี 2560 ดูเหมือนจะเป็นปีที่ยอดเยี่ยม ไม่เพียงแต่สำหรับดิสนีย์ แต่รวมถึงผู้สร้างภาพยนตร์ทุกราย" พอล เดอร์การาบีเดียน นักวิเคราะห์อาวุโสจากคอมสกอร์ ให้ความเห็น
เหตุผลที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าปี 2560 จะเป็นปีที่ดีสำหรับฮอลลีวู้ด เนื่องจากสตูดิโอต่างๆ เตรียมนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จำนวนมากกว่าปกติออกฉาย โดยหลายเรื่องเป็นภาพยนตร์ภาคต่อจากเรื่องที่เคยกวาดรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศมาก่อน โดยยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ มีแผนจะนำ The Fate of the Furious และ Despicable Me 3 เข้าฉาย รวมไปถึงภาคต่อของ Fifty Shades of Gray
วอร์เนอร์ บราเธอร์ส มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่รอคิวอยู่หลายเรื่อง อาทิ Wonder Woman, Justice League และ The LEGO Batman Movie ขณะที่ดิสนีย์ยังคงมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำเงินได้ดี ทั้ง Guardian of the Galaxy 2 และ Thor: Ragnarok จากมาร์เวลสตูดิโอ รวมไปถึง Car 3 แอนิเมชันภาคต่อจากพิกซาร์ ภาคที่ 5 ของ Pirates of the Carribean และปิดท้ายปลายปีด้วย Star Wars: Episode VIII
ทั้งนี้ ในปี 2559 เป็นอีกหนึ่งปีที่ดิสนีย์ครองแชมป์ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จากอานิสงส์ของภาพยนตร์แอนิเมชัน Finding Dory และ Captain Amarica: Civil War ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงสุดในตลาดอเมริกาเหนือเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ คอมสกอร์ประเมินว่าดิสนีย์จะทำรายได้รวมจากตลาดภายในประเทศได้ 2.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทกล่าวว่า รายได้จากทั่วโลกเกิน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว
วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เป็นสตูดิโอที่ทำรายได้มากเป็นอันดับ 2 ในปี 2559 ด้วยยอดขายบัตรชมภาพยนตร์ประมาณ 1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากความสำเร็จของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ Batman v Superman: Dawn of Justice ขณะที่กระแสฮิตของภาพยนตร์ Deadpool ช่วยให้ฟ็อกซ์มีผลงานดีเป็นอันดับ 3
สำหรับหนึ่งในปัจจัยที่จะมีบทบาทต่อการตัดสินความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 2560 คือตลาดต่างประเทศ หลังจากปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกต่างทำรายได้ในตลาดต่างประเทศได้สูงกว่าตลาดภายในประเทศ
จีนเป็นตลาดภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนอกเหนือจากสหรัฐฯ และมีโอกาสก้าวแซงหน้าขึ้นมาเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดจีนมีโอกาสชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความกังวลของการเข้ามาของรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ
ขณะเดียวกัน ในขณะที่ฮอลลีวู้ดทำรายได้ทำลายสถิติ แต่แนวโน้มจำนวนผู้ชมไม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คอมสกอร์คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เข้าชมในโรงภาพยนตร์ของสหรัฐฯ ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็นไม่ถึง 1% จากปี 2558 และจำนวนผู้ชมเฉลี่ยคงที่อยู่ประมาณ 1.3 พันล้านคนในช่วง 3 ปีหลัง ลดลงจากระดับสูงสุด 1.6 พันล้านคนเมื่อปี 2545 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนับเป็นเรื่องน่ากังวลใจต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยรวม โดยเฉพาะในเวลาที่ความนิยมของการรับชมผ่านอินเตอร์เน็ตและช่องทางอื่นๆ ที่บ้านเพิ่มสูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,224 วันที่ 5 - 7 มกราคม พ.ศ.2560
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำรายได้จากการขายบัตรชมภาพยนตร์ได้ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2559 ซึ่งเป็นสถิติรายได้สูงสุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากปี 2558 ซึ่งทำรายได้เกินกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ด้วยรายได้ 1.114 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีวอลท์ดิสนีย์เป็นสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญในแวดวงภาพยนตร์มองว่า ปี 2560 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่แนวโน้มรายได้สดใส และมีเหตุผลเพียงพอที่เชื่อว่ารายได้จะทำลายสถิติต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน "ปี 2560 ดูเหมือนจะเป็นปีที่ยอดเยี่ยม ไม่เพียงแต่สำหรับดิสนีย์ แต่รวมถึงผู้สร้างภาพยนตร์ทุกราย" พอล เดอร์การาบีเดียน นักวิเคราะห์อาวุโสจากคอมสกอร์ ให้ความเห็น
เหตุผลที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าปี 2560 จะเป็นปีที่ดีสำหรับฮอลลีวู้ด เนื่องจากสตูดิโอต่างๆ เตรียมนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จำนวนมากกว่าปกติออกฉาย โดยหลายเรื่องเป็นภาพยนตร์ภาคต่อจากเรื่องที่เคยกวาดรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศมาก่อน โดยยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ มีแผนจะนำ The Fate of the Furious และ Despicable Me 3 เข้าฉาย รวมไปถึงภาคต่อของ Fifty Shades of Gray
วอร์เนอร์ บราเธอร์ส มีภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่รอคิวอยู่หลายเรื่อง อาทิ Wonder Woman, Justice League และ The LEGO Batman Movie ขณะที่ดิสนีย์ยังคงมีภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำเงินได้ดี ทั้ง Guardian of the Galaxy 2 และ Thor: Ragnarok จากมาร์เวลสตูดิโอ รวมไปถึง Car 3 แอนิเมชันภาคต่อจากพิกซาร์ ภาคที่ 5 ของ Pirates of the Carribean และปิดท้ายปลายปีด้วย Star Wars: Episode VIII
ทั้งนี้ ในปี 2559 เป็นอีกหนึ่งปีที่ดิสนีย์ครองแชมป์ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จากอานิสงส์ของภาพยนตร์แอนิเมชัน Finding Dory และ Captain Amarica: Civil War ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงสุดในตลาดอเมริกาเหนือเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ คอมสกอร์ประเมินว่าดิสนีย์จะทำรายได้รวมจากตลาดภายในประเทศได้ 2.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทกล่าวว่า รายได้จากทั่วโลกเกิน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว
วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เป็นสตูดิโอที่ทำรายได้มากเป็นอันดับ 2 ในปี 2559 ด้วยยอดขายบัตรชมภาพยนตร์ประมาณ 1.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากความสำเร็จของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ Batman v Superman: Dawn of Justice ขณะที่กระแสฮิตของภาพยนตร์ Deadpool ช่วยให้ฟ็อกซ์มีผลงานดีเป็นอันดับ 3
สำหรับหนึ่งในปัจจัยที่จะมีบทบาทต่อการตัดสินความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 2560 คือตลาดต่างประเทศ หลังจากปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกต่างทำรายได้ในตลาดต่างประเทศได้สูงกว่าตลาดภายในประเทศ
จีนเป็นตลาดภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนอกเหนือจากสหรัฐฯ และมีโอกาสก้าวแซงหน้าขึ้นมาเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดจีนมีโอกาสชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความกังวลของการเข้ามาของรัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ
ขณะเดียวกัน ในขณะที่ฮอลลีวู้ดทำรายได้ทำลายสถิติ แต่แนวโน้มจำนวนผู้ชมไม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คอมสกอร์คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เข้าชมในโรงภาพยนตร์ของสหรัฐฯ ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็นไม่ถึง 1% จากปี 2558 และจำนวนผู้ชมเฉลี่ยคงที่อยู่ประมาณ 1.3 พันล้านคนในช่วง 3 ปีหลัง ลดลงจากระดับสูงสุด 1.6 พันล้านคนเมื่อปี 2545 ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนับเป็นเรื่องน่ากังวลใจต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยรวม โดยเฉพาะในเวลาที่ความนิยมของการรับชมผ่านอินเตอร์เน็ตและช่องทางอื่นๆ ที่บ้านเพิ่มสูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,224 วันที่ 5 - 7 มกราคม พ.ศ.2560






