thansettakij
thansettakij
จับตา ‘ดัชนีครม.ทรัมป์’ หุ้นร้อนพุ่งแรงอานิสงส์การเมืองมะกัน

จับตา ‘ดัชนีครม.ทรัมป์’ หุ้นร้อนพุ่งแรงอานิสงส์การเมืองมะกัน

02 ม.ค. 60 | 13:00 น.
ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ตลาดทุนมองว่า“โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นปัจจัยลบ มีการวิเคราะห์ว่าถ้าเขาได้รับชัยชนะ ตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดหุ้นทั่วโลกจะกลายเป็นผู้แพ้ ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์หลักๆจะหล่นวูบ แต่กว่า 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่าแม้ปฏิกิริยาช่วงแรกของตลาดหุ้นจะลดลง แต่ก็ไม่แรงอย่างที่คาดกันไว้ ซํ้ายังดีดกลับคืนอย่างรวดเร็ว และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ทะยานขึ้นไปปิดที่ระดับ 18,956.69 จุด ซึ่งเป็นระดับสูดสุด เช่นเดียวกับดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดค ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันที่ 2,198.18 จุด และ 5,368.86 จุดตามลำดับ เหตุผลส่วนหนึ่งเนื่องจากนักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้งว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะได้ประโยชน์จากนโยบายเร่งเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้รัฐบาลทรัมป์ (ซึ่งภายใต้รัฐบาลโอบามาไม่สามารถทำได้เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถขยายเพดานหนี้ จากการที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร)
จนถึงขณะนี้กลับกลายเป็นว่า ตลาดกลับมาจับตาท่าทีของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ว่าเขาจะทำอะไรและมีนโยบาย อย่างไร แม้แต่การคัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและทีมงานบริหารในหน่วยงานที่สำคัญๆก็ยังส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯในระยะนี้ ตัวอย่างเช่นเมื่อเร็วๆนี้ ทรัมป์แสดงความคิดเห็นผ่านทางทวิตเตอร์ว่า เขาสนับสนุนให้สหรัฐอเมริกาขยายเพิ่มศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ตลาดก็ตอบสนองด้วยราคาหุ้นของบริษัทผู้ถลุงแร่ยูเรเนียมที่ปรับสูงขึ้นทั่วหน้า

หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อทรัมป์ออกมาทวีตแสดงความเห็นเกี่ยวกับราคาผลิตเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ของประธานาธิบดี ที่ผลิตโดยบริษัท โบอิ้งฯ ว่าสูงเกินไป ส่งผลให้มีการเทขายหุ้นของบริษัท เช่นเดียวกับกรณีหุ้นของบริษัท ล็อคฮีด มาร์ตินฯ ผู้ผลิตเครื่องบินรบ ที่เจอสภาวะไม่ต่างกันเมื่อทรัมป์ทวีตแสดงความเห็นว่า โปรแกรมจัดหาเครื่องบินรบ F-35 ต้นทุนแพงจนฉุดไม่อยู่

  15 บริษัทหุ้นเด้งรับโผ

“Trump Cabinet Index” ที่สื่ออเมริกันเรียกขานดัชนีกลุ่มหุ้น 15 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความเกี่ยวพันทางใดทางหนึ่งกับผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกจับตาในฐานะหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากข่าวการแต่งตั้งครม.ทำให้ราคาซื้อขายขยับสูงขึ้นไปแล้ว 14% นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง (8 พ.ย. 59) ซึ่งสูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ขยับขึ้นเพียง 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้ครม.ของทรัมป์จะยังไม่ได้รับตำแหน่ง ยังไม่ได้เริ่มทำงาน แต่ความคาดหมายของตลาดทุนได้เกิดขึ้นแล้วจากการที่สมาชิกบอร์ดบริหารบางคนของบริษัทเหล่านี้มีชื่อว่าจะได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ดัชนีดังกล่าวประกอบด้วยหลักทรัพย์ของ 15 บริษัท อาทิ เอ็กซอนโมบิล โกลด์แมนซากส์ เจนเนอรัลไดนามิคส์ นิวส์คอร์ป. เวลส์ฟาร์โก ไปจนถึงอาร์เซลอร์ มิตตัล (ดังตารางประกอบ)

TP10-3223-A จากการรวบรวมของสำนักข่าวซีเอ็นบีซีร่วมกับบริษัทฐานข้อมูล อิควิลาร์ พบว่า ผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าร่วมครม.ชุดใหม่ เช่น นายเจมส์ แมตทิส นายแกรี่ คอห์น นายวิลเบอร์ รอส นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน และนางอิเลน เชา ทุกคนล้วนมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 1 บริษัท อย่างไรก็ตาม ก่อนจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในครม.ชุดใหม่ของสหรัฐฯ พวกเขาเหล่านี้จะต้องได้รับการลงมติรับรองจากวุฒิสภาเสียก่อน ดังนั้น ระหว่างนี้จึงยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์และตำแหน่งในบอร์ดบริหาร ยกตัวอย่างกรณีของนายสตีเวน มนูชิน นักการเงิน ผู้บริหารระดับสูงของโกลด์แมนซากส์ ที่ยอมวางมือจากตำแหน่งในบอร์ดบริหารบริษัท เซียร์ส โฮลดิ้งส์ฯ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อมุ่งหน้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองและลดทอนข้อครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ว่าที่รัฐมนตรีคนอื่นๆก็จำเป็นต้องสร้างความกระจ่างใสในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่ทรัมป์เองที่เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศแผนจะถอนตัวออกจากอาณาจักรธุรกิจของเขาเองที่มีอยู่หลากหลายแขนง ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจไวน์ สินเค้าแฟชั่น และบริษัทโมเดลลิ่ง โดยจะมอบหมายให้ลูกๆดูแลแทน แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก

นักวิเคราะห์ระบุว่าหลักทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลในโผครม.ของรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์นี้น่าจับตาตรงที่ว่า แรกๆอาจจะดูเหมือนได้ประโยชน์หรือได้รับอานิสงส์ดันให้ราคาสูงขึ้นจากความเกี่ยวเนื่องกับการเมือง เช่นกรณีหุ้นของโกลด์แมนซากส์ (GS) ที่พุ่งขึ้นไปแล้วถึง 32% ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา (ราคาหุ้นโกลด์แมนซากส์แตะระดับสูงสุดนับจากปี 2550 เป็นต้นมา) จากการที่ผู้บริหารของบริษัทมีชื่อติดโผคณะรัฐมนตรีรวมทั้งทีมที่ปรึกษาประธานาธิบดีจำนวนหลายคน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศไว้ว่าจะผ่อนคลายกฎระเบียบที่ควบคุมอุตสาหกรรมอยู่เพื่อให้เกิดการขยายตัวทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อๆไป เมื่อทรัมป์และทีมรัฐบาลเริ่มการบริหารประเทศ ความเกี่ยวเนื่องกับการเมืองก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อหลักทรัพย์เหล่านี้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องใด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,223 วันที่ 1 - 4 มกราคม 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline