
เพิ่มภาษี‘เอดี’ฟันเหล็กลวดจีน ทบทวนใหม่เก็บอากรขาเข้า12-36%-ผู้ผลิตในประเทศฟื้น
เหล็กลวดคาร์บอนสูงเฮ กระทรวงพาณิชย์ ทบทวนเอดีใหม่ สกัดเหล็กลวดจากจีน 9 ราย ตั้งพิกัดนำเข้าสูงถึง 12.26-36.79% “ทาทา สตีล”ยัน ถูกดัมพ์ราคาหนักแตกต่างเกือบ 2,000 บาทต่อตัน ส่งผลยอดจำหน่ายร่วง ด้านผู้นำเข้าเหล็กลวดร้องต้นทุนสูงขึ้น 10-15%
นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ได้ลงนามในประกาศทบทวนอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง รวมถึงเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่เจือธาตุอื่นที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนแล้ว ซึ่งมีผลใช้บังคับทันที
สำหรับการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากการนำเข้าสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง รวมถึงเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่เจือธาตุอื่น ที่มีลักษณะเป็นท่อนและเส้นที่ได้จากการรีดร้อน ขดเป็นม้วนอย่างไม่เป็นระเบียบ กำหนดให้มีคาร์บอนตั้งแต่0.76% แต่ไม่เกิน 0.92% โดยนํ้าหนักภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรประเภทต่างๆที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนในอัตราทบทวนใหม่นี้จะอยู่ที่ 12.26-36.79% ของราคาซีไอเอฟ ซึ่งครอบคลุมผู้ผลิตจำนวน 9บริษัทโดยจัดเก็บในอัตรา 12.26% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจากบริษัทBenxi Beitai Gaosu Steet Wire Rodเรียกเก็บอากร 15.04% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจาก 6 บริษัท ในกลุ่มบริษัท Jiangsu Shagang Group และเรียกเก็บอากรในอัตรา 20.56% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจากบริษัทJiangsu Yonggang Group และจัดเก็บอากรในอัตรา 36.79% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตหรือส่งออกจากรายอื่น
ทั้งนี้ การทบทวนอัตราอากรเอดีดังกล่าว เป็นผลจากมาตรการเอดีเดิมที่ใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2557เป็นต้นมา ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 5.17-33.98%ของราคาซีไอเอฟ ตามแต่ละพิกัด เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่สามารถที่จะสกัดการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูงจากจีนได้เนื่องจากมีการหลีกเลี่ยงนำเข้าในพิกัดอื่นที่มีการเจือธาตุแทน เพื่อให้ได้รับการยกเว้นอากรนำเข้า 5% และไม่เข้าข่ายในมาตรการเอดี โดยเห็นได้จากในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2559 มีการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูงและคาร์บอนต่ำรวมกันกว่า 8 หมื่นตันต่อเดือน จากความต้องการใช้เหล็กลวดคาร์บอนสูงอยู่ที่ราว5 หมื่นตันต่อเดือน
ในขณะที่กลุ่มบริษัท ทาทา สตีลฯซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่มีกำลังผลิตเกือบ 3หมื่นตันต่อเดือน แต่สามารถจำหน่ายเหล็กลวดคาร์บอนสูงได้เพียงเฉลี่ยเดือนละ 3,500 ตันเท่านั้น หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดเพียง 15% จากความต้องการใช้ทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อเดือน จากที่เคยจำหน่ายได้อยู่ราว 8,000-10,000 ตันต่อเดือน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่นำเข้าจากจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าเกือบ 2,000 บาทต่อตันได้ จึงกระทบต่อกำลังการผลิตที่ลดลง ปัจจุบันการจำหน่ายก็จะมีอยู่เฉพาะลูกค้าเก่าเท่านั้น ที่ยังเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า
นายชัยเฉลิม กล่าวอีกว่า สำหรับอัตราเอดีที่ทบทวนใหม่นี้ ทางบริษัทมีความเชื่อว่าจะสามารถสกัดเหล็กลวดคาร์บอนสูงจากจีนได้ส่วนหนึ่ง และจะส่งผลให้การผลิตหรือปริมาณจำหน่ายของบริษัทปรับตัวดีขึ้นจากเดิมได้ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนเท่าใด เพราะจะต้องรอข้อมูลในเดือนมกราคม 2560 ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหวังว่า ผลการเก็บอากรที่สูงขึ้นนี้ จะทำให้มีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาซื้อเหล็กลวดคาร์บอนสูงในปริมาณที่มากขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันราคาเหล็กลวดฯได้ปรับตัวขึ้นมาตามตลาดโลก ส่งผลให้ราคาเหล็กลวดฯที่นำเข้ามา มีส่วนต่างตํ่ากว่าราคาที่ผลิตในประเทศไม่มากนัก โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 17-18 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อมีการเก็บอากรเอดีที่ทบทวนใหม่เข้ามาช่วยเชื่อว่าจะทำให้ราคาเหล็กนำเข้าปรับตัวมาใกล้เคียงกับราคาที่ผลิตเหล็กลวดฯในประเทศได้ และเชื่อว่าจะมีลูกค้าจากที่เคยใช้เหล็กลวดนำเข้าหันมาใช้เหล็กลวดที่ผลิตในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าแทน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงว่าจะมีเหล็กลวดคาร์บอนสูง ซึ่งไม่อยู่ในพิกัดตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดจะเป็นช่องทางให้มีการหลีกเลี่ยงพิกัดนำเขา้ มาอีก ในส่วนนี้คงตดิ ตามสถานการณ์ต่อไปว่า สุดท้ายแล้วมาตรการเอดีที่ใช้อยู่จะสามารถสกัดเหล็กลวดจากจีนให้หมดไปได้หรือไม่
ปัจจุบันมีผู้ผลิตเหล็กลวดคาร์บอนสูงอยู่ 2 ราย ได้แก่ บริษัท เหล็กสยาม(2001) จำกัด ในเครือ ทาทา สตีล กำลังผลิต 7 แสนตันต่อปี และบริษัท มิลล์คอนสตีล จำกัด (มหาชน) กำลังผลิตประมาณ 4 แสนตันต่อปี
ด้านนายสุนทร กระตุฤกษ์ อุปนายกสมาคมลวดเหล็กแรงดึงสูง ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ใช้เหล็กลวดนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบกล่าวว่า กรณีที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ใช้เหล็กลวดได้รับผลกระทบ เพราะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นตั้งแต่ 10-15% หากมาใช้วัตถุดิบ(เหล็กลวด) ในประเทศก็เจอปัญหาคุณภาพไม่สมํ่าเสมอ ส่วนที่สินค้านำเข้าจากจีนถูกมองว่าคุณภาพไม่ได้มาตรฐานนั้นไม่เกี่ยวกับเหล็กลวด น่าจะเป็นกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปมากกว่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,223 วันที่ 1 - 4 มกราคม 2560
นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ได้ลงนามในประกาศทบทวนอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง รวมถึงเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่เจือธาตุอื่นที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนแล้ว ซึ่งมีผลใช้บังคับทันที
สำหรับการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากการนำเข้าสินค้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง รวมถึงเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่เจือธาตุอื่น ที่มีลักษณะเป็นท่อนและเส้นที่ได้จากการรีดร้อน ขดเป็นม้วนอย่างไม่เป็นระเบียบ กำหนดให้มีคาร์บอนตั้งแต่0.76% แต่ไม่เกิน 0.92% โดยนํ้าหนักภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรประเภทต่างๆที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนในอัตราทบทวนใหม่นี้จะอยู่ที่ 12.26-36.79% ของราคาซีไอเอฟ ซึ่งครอบคลุมผู้ผลิตจำนวน 9บริษัทโดยจัดเก็บในอัตรา 12.26% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจากบริษัทBenxi Beitai Gaosu Steet Wire Rodเรียกเก็บอากร 15.04% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจาก 6 บริษัท ในกลุ่มบริษัท Jiangsu Shagang Group และเรียกเก็บอากรในอัตรา 20.56% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตจากบริษัทJiangsu Yonggang Group และจัดเก็บอากรในอัตรา 36.79% สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่ผลิตหรือส่งออกจากรายอื่น
ทั้งนี้ การทบทวนอัตราอากรเอดีดังกล่าว เป็นผลจากมาตรการเอดีเดิมที่ใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2557เป็นต้นมา ซึ่งจัดเก็บในอัตรา 5.17-33.98%ของราคาซีไอเอฟ ตามแต่ละพิกัด เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่สามารถที่จะสกัดการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูงจากจีนได้เนื่องจากมีการหลีกเลี่ยงนำเข้าในพิกัดอื่นที่มีการเจือธาตุแทน เพื่อให้ได้รับการยกเว้นอากรนำเข้า 5% และไม่เข้าข่ายในมาตรการเอดี โดยเห็นได้จากในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2559 มีการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูงและคาร์บอนต่ำรวมกันกว่า 8 หมื่นตันต่อเดือน จากความต้องการใช้เหล็กลวดคาร์บอนสูงอยู่ที่ราว5 หมื่นตันต่อเดือน
ในขณะที่กลุ่มบริษัท ทาทา สตีลฯซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่มีกำลังผลิตเกือบ 3หมื่นตันต่อเดือน แต่สามารถจำหน่ายเหล็กลวดคาร์บอนสูงได้เพียงเฉลี่ยเดือนละ 3,500 ตันเท่านั้น หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดเพียง 15% จากความต้องการใช้ทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อเดือน จากที่เคยจำหน่ายได้อยู่ราว 8,000-10,000 ตันต่อเดือน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเหล็กลวดคาร์บอนสูงที่นำเข้าจากจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่าเกือบ 2,000 บาทต่อตันได้ จึงกระทบต่อกำลังการผลิตที่ลดลง ปัจจุบันการจำหน่ายก็จะมีอยู่เฉพาะลูกค้าเก่าเท่านั้น ที่ยังเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า
นายชัยเฉลิม กล่าวอีกว่า สำหรับอัตราเอดีที่ทบทวนใหม่นี้ ทางบริษัทมีความเชื่อว่าจะสามารถสกัดเหล็กลวดคาร์บอนสูงจากจีนได้ส่วนหนึ่ง และจะส่งผลให้การผลิตหรือปริมาณจำหน่ายของบริษัทปรับตัวดีขึ้นจากเดิมได้ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนเท่าใด เพราะจะต้องรอข้อมูลในเดือนมกราคม 2560 ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งหวังว่า ผลการเก็บอากรที่สูงขึ้นนี้ จะทำให้มีลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาซื้อเหล็กลวดคาร์บอนสูงในปริมาณที่มากขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันราคาเหล็กลวดฯได้ปรับตัวขึ้นมาตามตลาดโลก ส่งผลให้ราคาเหล็กลวดฯที่นำเข้ามา มีส่วนต่างตํ่ากว่าราคาที่ผลิตในประเทศไม่มากนัก โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 17-18 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อมีการเก็บอากรเอดีที่ทบทวนใหม่เข้ามาช่วยเชื่อว่าจะทำให้ราคาเหล็กนำเข้าปรับตัวมาใกล้เคียงกับราคาที่ผลิตเหล็กลวดฯในประเทศได้ และเชื่อว่าจะมีลูกค้าจากที่เคยใช้เหล็กลวดนำเข้าหันมาใช้เหล็กลวดที่ผลิตในประเทศ ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าแทน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงว่าจะมีเหล็กลวดคาร์บอนสูง ซึ่งไม่อยู่ในพิกัดตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดจะเป็นช่องทางให้มีการหลีกเลี่ยงพิกัดนำเขา้ มาอีก ในส่วนนี้คงตดิ ตามสถานการณ์ต่อไปว่า สุดท้ายแล้วมาตรการเอดีที่ใช้อยู่จะสามารถสกัดเหล็กลวดจากจีนให้หมดไปได้หรือไม่
ปัจจุบันมีผู้ผลิตเหล็กลวดคาร์บอนสูงอยู่ 2 ราย ได้แก่ บริษัท เหล็กสยาม(2001) จำกัด ในเครือ ทาทา สตีล กำลังผลิต 7 แสนตันต่อปี และบริษัท มิลล์คอนสตีล จำกัด (มหาชน) กำลังผลิตประมาณ 4 แสนตันต่อปี
ด้านนายสุนทร กระตุฤกษ์ อุปนายกสมาคมลวดเหล็กแรงดึงสูง ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ใช้เหล็กลวดนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบกล่าวว่า กรณีที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ใช้เหล็กลวดได้รับผลกระทบ เพราะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นตั้งแต่ 10-15% หากมาใช้วัตถุดิบ(เหล็กลวด) ในประเทศก็เจอปัญหาคุณภาพไม่สมํ่าเสมอ ส่วนที่สินค้านำเข้าจากจีนถูกมองว่าคุณภาพไม่ได้มาตรฐานนั้นไม่เกี่ยวกับเหล็กลวด น่าจะเป็นกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปมากกว่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,223 วันที่ 1 - 4 มกราคม 2560






