thansettakij
thansettakij
‘Trumponomics’ จุดเปลี่ยนจากฝั่งอเมริกา

‘Trumponomics’ จุดเปลี่ยนจากฝั่งอเมริกา

29 ธ.ค. 59 | 00:00 น.
จากการเป็นม้านอกสายตาบ้าง ตัวตลกบ้าง เป็นผู้สมัครที่มีคนเกลียดมากที่สุดคนหนึ่งจากข่าวอื้อฉาวและภาพลักษณ์เป็นเสือผู้หญิง การพูดจาจิกกัดเหยียดเชื้อชาติ บวกกับนานาข้อด้อยที่ซึ่งรวมถึงประวัติการทำงานที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง แต่สุดท้าย “โดนัลด์ ทรัมป์” นักธุรกิจมหาเศรษฐีตัวแทนพรรครีพับลิกัน ก็ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และกำลังจะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งแบบช็อกบรรดานักวิเคราะห์ ช็อกตลาดหุ้นโลก และสวนทางกับผลการสำรวจของโพลล์หลายสำนักที่ทำนายว่า ฮิลลารี คลินตัน จากฝั่งเดโมแครต มีแต้มต่อและน่าจะได้รับชัยชนะ ซึ่งอันที่จริงคลินตันก็ชนะทรัมป์อย่างเฉียดฉิวในแง่คะแนนรวมจากเสียงของประชาชน ที่เธอกวาดไปกว่า 60.8 ล้านคะแนน (47.75%) ขณะที่ทรัมป์ได้เพียง 60.26 ล้านคะแนน (47.30%)แต่เมื่อชัยชนะวัดกันที่คะแนนจากคณะผู้แทนการเลือกตั้ง หรือ electoral vote ตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่จึงตกเป็นของโดนัลด์ทรัมป์ อย่างขาดลอย เพราะผู้ชนะต้องได้ 270 คะแนน แต่ทรัมป์กวาดไปได้ถึง 306 คะแนน

ภายใต้การบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ เขามีสัญญาประชาคมที่ทำไว้กับประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษรดังปรากฏในเว็บไซต์ donaldjtrump.comถือเป็นมาตรการหลักๆที่จะนำมาใช้ภายใน 100 วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งหลายมาตรการถ้าทำจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาขอรื้อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ที่ทำไว้กับแคนาดาและเม็กซิโก หรือการถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐฯลงนามไว้กับอีก 11 ประเทศสมาชิกในสมัยประธานาธิบดีโอบามา

นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่เรียกขานกันว่า “ทรัมโพโนมิคส์” (Trumponomics)ตั้งเป้ากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด America First ที่มุ่งผลประโยชน์ของสหรัฐฯและอเมริกันชนมาก่อนสิ่งอื่นใด ประกอบด้วยหลากหลายมาตรการ อาทิ การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มาตรการเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการปราบปรามแรงงานผิดกฎหมาย(ซึ่งหมายรวมถึงการส่งกลับประเทศต้นทาง) และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ

หลายมาตรการมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งหลายคนเรียกขานแนวโน้มดังกล่าวนี้ว่า Trumpflationอาทิ การคุมเข้มแรงงานผิดกฎหมายที่ข้ามแดนมาจากฝั่งเม็กซิโก ที่น่าจะทำเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานและทำให้ต้นทุนแรงงานขยับสูงขึ้น มาตรการปกป้องตลาดในประเทศด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าจากจีน จะทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯต้องจ่ายแพงขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนเพิ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็น่าจะเพิ่มยอดหนี้สาธารณะของสหรัฐฯในยุครัฐบาลทรัมป์ด้วย อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทรัมป์ที่นักวิเคราะห์หลากหลายสำนักมองว่าชวนก่อให้เกิดภาวะ ‘สงครามการค้า’ มีส่วนเร่งเร้าให้บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รีบเข้ามาจับมือสานสัมพันธ์กับ (ว่าที่) รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯเป็นประเทศแรกๆ โดยประธานกลุ่มซอฟต์แบงก์ ได้เข้าพบและให้คำมั่นกับทรัมป์ว่าจะเข้าไปลงทุนด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ และสร้างการจ้างงานอย่างน้อย 3,000 ตำแหน่งในระยะ 4 ปีข้างหน้า การสลับจับขั้วใหม่ระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจในยุครัฐบาลทรัมป์เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์คาดหวังจะได้เห็น เช่น การร่วมมือมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย ขณะที่จีนจะแน่นแฟ้นกับพันธมิตรในเอเชียมากขึ้นเช่นกัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline