thansettakij
thansettakij
สปริงนิวส์ผนึกCNNดีลเด่นปี59

สปริงนิวส์ผนึกCNNดีลเด่นปี59

28 ธ.ค. 59 | 01:00 น.
ในปีวอกที่ผ่านมา ธุรกิจต่างเดินหน้าขับเคลื่อนท่ามกลางการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงด้วยปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันไป หนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกจับตามองคือ "ซินเนอร์ยี" การผนึกกำลังเพื่อเสริมแกร่ง ให้องค์กรสามารถเดินหน้าและแข่งขันให้ธุรกิจบรรลุเป้าประสงค์ได้ ในปีนี้ก็เช่นกัน มีการผนึกกำลังเกิดขึ้นมากมาย "ฐานเศรษฐกิจ" ขอนำเสนอ 3 ดีลแห่งปีที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการ

 สปริงนิวส์ผนึกCNN ย้ำผู้นำสื่อ

การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถานีข่าวสปริงนิวส์ ทีวีดิจิทัล ช่อง 19 กับบริษัท ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเมอร์เชี่ยลฯ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการนำคอนเทนต์ของรายการจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นเข้ามาออกอากาศในเมืองไทยเป็นครั้งแรกถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการสื่อเมืองไทย

"ธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปริงนิวส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารสถานีข่าวสปริงนิวส์ ทีวีดิจิทัล ช่อง 19 ,หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ , สปริงเรดิโอ FMz98.5 ฯลฯ หัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนจนบรรลุผลสำเร็จ เล่าให้ฟังว่า "การร่วมมือระหว่างสปริงนิวส์และซีเอ็นเอ็นครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแตกต่างของรูปแบบรายการข่าวในเมืองไทยภายหลังจากการเกิดขึ้นของทีวีดิจิตอล เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายคนดูตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป โดยเป้าหมายของบริษัทคือการมีสื่อครบวงจรที่สุดในเมืองไทย รวมถึงการทำให้สปริงนิวส์เป็นช่องข่าวที่ดีที่สุดในประเทศ ผ่านรูปแบบรายการทั้งระดับโลกและรายการคุณภาพที่ผลิตขึ้นเอง หรือที่เรียกว่ามัลติ-แพลตฟอร์ม และจุดเด่นในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้คือการใช้ความเป็นทีวีดิจิตอลหรือฟรีทีวี แบบไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิกในการเข้าถึงฐานคนดูที่มีกว่า 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ"

จุดเด่นคือการบรรยายข้อความใต้ภาพภาษาไทย และออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ ประกอบด้วย 1.รายการข่าวรูปแบบต่างๆ (Program) อาทิ รายการแอนเดอร์สัน คูเปอร์ 360 องศา,เควสนิวส์ บิสิเนส เป็นต้น และการนำเสนอข่าวในรูปแบบเบรกกิ้งนิวส์ แบบทันท่วงที ซึ่งจะได้รับสิทธิ์ในการใช้โลโกซีเอ็นเอ็น เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดยแบ่งสัดส่วนการนำเสนอรายการที่มาจากซีเอ็นเอ็น 30% และรายการของสปริงนิวส์ 70%

นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดร่วมมือในเรื่องการฝึกฝน และอบรม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ และผู้บริหาร ตลอดจนการให้คำปรึกษาจากซีเอ็นเอ็น ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงานและบุคลากรภายในองค์กรของสปริงนิวส์ ขณะที่สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์พร้อมที่จะสนับสนุนทีมข่าวของซีเอ็นเอ็นในเรื่องของเนื้อหา การทำงานข่าวภายในประเทศไทยหากบุคลากรจากซีเอ็นเอ็นหากไม่เพียงพอ โดยเนื้อหาที่จัดทำโดยทีมสปริงนิวส์ จะมีโลโกของสปริงนิวส์ในระหว่างการออกอากาศในต่างประเทศด้วย

 เซ็นทรัลฮุบซาโล่ร่า

การประกาศเข้าซื้อกิจการของซาโลร่า (Zalora) อี-คอมเมิร์ซด้านแฟชั่นรายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มเซ็นทรัลไม่เหนือความคาดหมายของใครนัก เพราะหนึ่งในนโยบายในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มนี้ คือการลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการ หรือ M&A (Mergers and Acquisitions)

MP21-3222-B ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งการลงทุนในระบบไอที บุคลากร รวมถึงการเข้าซื้อกิจการเพื่อวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์มากขึ้น หลังจากที่ผลสำรวจพบว่า โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อนักช็อปในทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่พบว่าการช็อปออนไลน์มีการเติบโตกว่า 50% ด้วยเหตุผลเพราะสะดวกสบาย ราคาสินค้าจูงใจ และสามารถศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบได้เอง อีกทั้งยังสามารถซื้อสินค้าได้ 24 ชม.

"พรชนก ตันสกุล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจออนไลน์ บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) หรือ COL บอกว่า การเข้าซื้อกิจการซาโลร่าของกลุ่มเซ็นทรัล จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ทำให้สามารถนำสินค้าเข้ามาขายได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางการแข่งขันทางการตลาดจากเดิมที่มีเพียงช่องทางออฟไลน์ ซึ่งการเข้าซื้อกิจการซาโลร่าของกลุ่มเซ็นทรัลครั้งนี้เพราะเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของซาโลร่า ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนทำงานและผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่น โดยมีสินค้าให้เลือกซื้อกว่า 8 หมื่นรายการอาทิ เสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องสำอาง ฯลฯ

ความแข็งแกร่งของ "ซาโลร่า" ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของภูมิภาค เชื่อว่าจะถูกนำมาต่อยอดและช่วยปิดจุดอ่อนของกลุ่มเซ็นทรัลหลังจากที่พยายามสร้างช่องทางจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 สหพัฒน์ผนึกทุนยักษ์ 3 ชาติ

นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้การลงทุนของต่างชาติก็ชะลอตัวลงตามไปด้วย หรือแม้แต่การลงทุนของผู้ประกอบการไทยเองก็ไม่คึกคักเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ดูเหมือนว่าเครือสหพัฒน์ ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคและบริโภคของไทย จะไม่ได้สนใจต่อปัจจัยในเรื่องภาวะเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเครือสหพัฒน์ ได้เซ็นสัญญาประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่กับ 3 ชาติในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และเมียนมา เพื่อลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยว แฟชั่น และร้านอาหาร สร้างการเติบโตทั้งเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

MP21-3222-C สำหรับดีลแรกเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า ร่วมลงทุนกับบริษัท โครากุเอ็น โฮลดิ้งคอร์เปอเรชั่น จำกัด ( Kourakuen Holdings Corporation) ประเทศญี่ปุ่นที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านราเมง ด้วยการจัดตั้งบริษัท เพรซิเดนท์ โคราคุเอ็น จำกัด กับเม็ดเงินลงทุน 25 ล้านบาท บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ฯ ถือหุ้นสัดส่วน 70% บริษัท โครากุเอ็นฯสัดส่วน 14% และถือหุ้นนามบุคคลในเครือสหพัฒน์อีก 16%

ดีลที่ 2 เป็นการรุกตลาดธุรกิจแฟชั่น ที่เครือสหพัฒน์ร่วมทุนกับบริษัท เวิลด์ จำกัด ผู้นำธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่นจากประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เวิลด์ สหแฟชั่น จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยกลุ่มสหพัฒน์ถือหุ้นสัดส่วน 51% แบ่งเป็นการลงทุนโดยบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 15% บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 19% และส่วนที่เหลือเป็นบริษัทย่อยในเครือสหพัฒน์ ขณะที่กลุ่มเวิลด์ลงทุนสัดส่วน 49% การร่วมทุนกันดังกล่าว เป็นการผนึกกำลังของ 2 กลุ่มทุนด้านธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ต้องการนำเข้าและทำตลาดแบรนด์แฟชั่นผู้ชาย ทาเคโอะคิคูชิ (Takeo Kikuchi) ที่ถือเป็นสินค้าระดับไฮเอนด์ และแบรนด์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจับกลุ่มเป้าหมายคนทำงานเป็นหลัก อายุ 20-40 ปี โดยราคาในญี่ปุ่นถ้าเป็นชุดสูทเริ่มต้นระดับหมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งนอกจากมีสินค้าผู้ชายแล้วทางญี่ปุ่นยังมีแบรนด์ผู้หญิงด้วย แนวทางการทำตลาดจะทำร่วมกับทางญี่ปุ่น เบื้องต้นช่วงต้นปีหน้า วางแผนขายในร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า และวางแผนขยายสาขา 6-8 แห่งต่อปี

ส่วนดีลสุดท้าย เป็นการรุกตลาดด้านการท่องเที่ยวครบวงจร ที่เป็นความร่วมมือระหว่างผู้บริหารในเครือสหพัฒน์ กับกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ (MayFlower Group) ประเทศมาเลเซีย จัดตั้ง บริษัท เมย์ฟลาวเวอร์สหไทยแลนด์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยบุคคลธรรมดาในเครือสหพัฒน์ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ถือหุ้น 49% เพื่อให้บริการท่องเที่ยวครบวงจร เช่น บริการจองและขายตั๋วเครื่องบินในทุกเส้นทาง และทุกสายการบินทั่วโลก บริการจองโรงแรมและที่พัก บริการนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาในประเทศไทย จัดนำนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวต่างประเทศ บริการจัดประชุมให้กับหน่วยงานหรือองค์กรทั้งในและต่างประเทศ บริการจัดท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลให้กับพนักงาน บริการด้านการจัดประชุมนานาชาติ และบริการจัดงานแสดงสินค้า เป็นต้น โดยคาดหวังว่าในการทำตลาดปีแรกจะมีรายได้ประมาณ 66 ล้านบาท

"การลงทุนของเครือสหพัฒน์เป็นไปตามจังหวะและโอกาสในแต่ละธุรกิจ รวมถึงการเข้ามาเจรจาของกลุ่มทุนต่างชาติ อย่างกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อร่วมทุน เพราะเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทย ขณะที่ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจภายในประเทศญี่ปุ่นไม่ดีเท่าใดนัก และเครือสหพัฒน์ก็เปิดโอกาสให้กับทุกธุรกิจและทุกกลุ่มทุน แต่จะลงตัวธุรกิจอะไรนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจาเป็นหลัก" นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline