
2559 ปีแห่งการ... เปลี่ยนแปลง‘สื่อ’
เพราะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายใน "ธุรกิจสื่อ" ปิดฉากปี 2559 นี้ จึงยกให้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง "สื่อ"
จากข้อมูล The Nielsen Company ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินโฆษณา 11 เดือนของปี 2559 ว่า มียอดรวมกว่า 9.83 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.49% โดยสื่อหลักไม่ว่าจะเป็นทีวี/เคเบิลทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร มีเม็ดเงินลดลงทั้งสิ้น ขณะที่สื่ออื่นๆ แม้จะมีการเติบโตแต่ก็มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อหลัก จึงไม่ได้ช่วยผลักดันให้สื่อรวมมีการขยายตัวแต่อย่างใด
"แม็กกาซีน" เลือดยังไหลไม่หยุด
โดยตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งพบว่า สื่อแม็กกาซีนมีเม็ดเงินโฆษณาลดลง 31% ส่งผลให้หลายหัวต้องยุติบทบาทลง ไม่ว่าจะเป็นแม็กกาซีนวัยรุ่นอย่าง "แคนดี้" ของค่ายโมโน รวมถึง Volume ที่ปิดตัวในเดือนถัดมา ถือเป็นอีกกลุ่มที่ถอนตัวออกจากธุรกิจตามเปรียว , Oops , ซุบซิบ ขณะที่บางหัวเลือกที่จะปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาองค์กรให้เดินต่อไป อย่าง "ดิฉัน" แม็กกาซีนผู้หญิงที่เป็นตำนานของวงการ กับการพลิกโฉมเป็นรายเดือน จากเดิมที่เป็นรายปักษ์ , Zoo นิตยสารหัวนอกแนวหวือหวา ปรับจากรายสัปดาห์เป็นรายปักษ์ , Lips ปรับเป็นฟรีก๊อบปี้ 3 ฉบับ ได้แก่ Lips LOVE, Lips GARCON และ Lips PALETTE ไม่ขายแต่แจกฟรี เป็นต้น
จนถึงเดือนพฤศจิกายน สื่อแม็กกาซีนก็ยังมีเม็ดเงินโฆษณาลดลง 30.84% พร้อมกับการประกาศปิดตัวของนิตยสารชื่อดังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น "สกุลไทย" ที่วางแผงฉบับสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ตามด้วย "พลอยแกมเพชร" ที่โพสต์ข้อความปิดตัวปลายปีนี้ โดยฉบับสุดท้ายวางแผงในวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ปิดฉากตำนาน 25 ปีในวงการ รวมถึง WHO ที่ยุติบทบาทหลังจากเปิดตัวในวงการได้ไม่นาน
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมนิตยสาร มาจากจำนวนผู้ซื้อลดลงในอัตรา 20-30% และปัญหาหลักคือโฆษณาลดลงระดับ 40-50% แม้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวสู่รูปแบบอี-แมกกาซีนเพื่อเพิ่ม ช่องการทางขายและยอดดาวน์โหลดมีแล้วโน้มเติบโต แต่ยังไม่สามารถทดแทนเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงในอัตราสูงจากนิตยสารเล่มได้ และเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงจากรูปเล่มไม่ได้ย้ายไปที่อี-แมกกาซีน ขณะที่รายได้หลักของนิตยสารมากจากโฆษณากว่า 50% สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผล ให้นิตยสารที่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ต้องทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง
แนวทางที่เชื่อว่าจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะนิตยสารอยู่รอดคือ การปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ควบคู่กัน เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตนั่นเอง
"ทีวีดิจิตอล" ป่วนไม่เลิก
แม้จะก้าวสู่ปีที่ 3 แต่ดูเหมือนทีวีดิจิตอลยังไม่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องของเรตติ้ง เม็ดเงินโฆษณา คอนเทนต์และเงินรายได้
ในปี 2559 จึงเกิดเหตุการณ์มากมาย แต่ที่ฮือฮาสุดๆ เห็นจะเป็นข้อพิพากระหว่างกสทช. กับเจ้ติ๋ม ทีวีพูล หรือนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด ผู้บริหารช่องไทยทีวี และเอ็มวีทีวี แฟมิลี่ หรือช่องโลก้าเดิม ที่ยังคงยืนกรานไม่จ่ายเงินค่างวด 2 ที่ค้างชำระ จนกระทั่งกสทช. มีมติให้เพิกถอนใบอนุญาต พร้อมกับเรียกเก็บเงินจากธนาคารกรุงเทพในฐานะผู้ค้ำประกันหรือแบงก์การันตี จนที่สุดธนาคารกรุงเทพต้องยอมชำระเงินค่างวดที่ 2 แทน ส่วนช่องไทยทีวีและเอ็มวีทีวี แฟมิลี่ก็ยุติการออกอากาศ ถือเป็น "เหยื่อ" รายแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิตอลเมืองไทย
รวมถึงการประกาศเข้าถือหุ้นใหญ่ของอมรินทร์ทีวี โดย 2 พี่น้อง "ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี" ด้วยสัดส่วน 47.62% ด้วยเงินลงทุนรวม850 ล้านบาท หลังจากที่อมรินทร์ทีวีต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน 2-3 ปีต่อเนื่อง โดยจะนำเงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับชำระค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่น ค่าโครงข่ายทีวีดิจิตอล และอื่นๆ ถือเป็นการไดเวอร์ซิไฟน์ธุรกิจครั้งใหญ่ของ "สิริวัฒนภักดี" ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อลมหายใจให้กับอมรินทร์ทีวี อีกหนึ่งสื่อใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลายแต่ก็ยังไม่สามารถยืนหยัดต้านทานกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงและแข่งขันรุนแรงได้
ยังมีดีลใหญ่ที่สร้างความฮือฮาส่งท้ายปี คือ การเข้าซื้อกิจการของช่อง ONE กลุ่มจีเอ็มเอ็ม โดยกลุ่มปราสาททองโอสถ ซึ่งต่อมาแม้นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัดในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE จะออกมาบอกว่า การขายหุ้นให้กับบริษัท ประนันท์ภรณ์จํากัด ถือเป็นการขายหุ้นให้แก่พันธมิตร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจและเสริมศักยภาพทางด้านเงินทุน เพื่อนำเม็ดเงินมาลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ฟอร์มใหญ่และเพิ่มสต็อกละครให้มากขึ้น ไม่ใช่การนำเงินมาชำระหนี้แต่อย่างใด เพราะช่องวัน มีการเติบโตที่ดี มีเรตติ้งติดอันดับท็อป 5 ในอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลอยู่แล้ว แต่ก็สร้างความฮือฮา เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต คือการซินเนอร์ยีธุรกิจกันจากทั้งช่องวัน ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 และพีพีทีวีนั่นเอง
ยักษ์ล้ม "ซีทีเอช-สรยุทธ์"
การประกาศยุติการออกอากาศของ "ซีทีเอช" สร้างความตระหนกให้กับวงการสื่อโทรทัศน์เมืองไทย เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง "ซีทีเอช" โดยนายวิชัย ทองแตง ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความฮือฮาให้กับวงการเมื่อทุ่มเงินกว่าหมื่นล้านบาท ประมูลคว้าชัยชนะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 ฤดูกาลรวดเฉือนชนะคู่แข่งอย่างทรูวิชั่นส์ ที่ถือลิขสิทธิ์มายาวนานนับ 10 ปี แต่ดูเหมือนตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจมาซีทีเอช ไม่เคยมีกำไร และล่าสุดยังประกาศยุติการออกอากาศ สร้างผลกระทบต่อสมาชิก ทำให้กสทช.ออกมาเรียกร้องให้เยียวยา แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้ เพราะซีทีเอชเองยังประสบปัญหาขาดทุนสะสมและมีหนี้สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท การจะเยียวยาสมาชิกจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ที่สุดจึงต้องพักใช้ใบอนุญาต พร้อมกับยุติการออกอากาศในที่สุด
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาในวงการสื่อ กับการประกาศยุติบทบาทของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวคนดังของช่อง 3 หลังจากศาลอาญาพิพากษาในความผิดกรณีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ซึ่งนายสรยุทธ์ไม่ได้ถูกพิพากษาจากศาลอาญาเท่านั้น แต่ยังถูกพิพากษาจากผู้ชม ทำให้ต้องยุติบทบาทการเป็นสื่อมวลชน และทำหน้าที่หน้าจอทีวีไปด้วย
แต่ท่ามกลางวิกฤตต่างๆมากมาย ก็ยังมีข่าวดีที่ว่า สื่อสิ่งพิมพ์ฟรีก็อปปี้ที่ยังคงเกิดขึ้นและได้รับความนิยม หนึ่งในนั้นคือ "BLT" หนังสือพิมพ์ฟรีก็อปปี้รายสัปดาห์สองภาษา ของเครือสปริง กรุ๊ปที่ฉบับปฐมฤกษ์แจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปในวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยยอดแจกจำนวน 5 แสนฉบับ ทั่วกรุงเทพฯกว่า 100 จุด อาทิ ด่านเก็บเงินทางด่วน , สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส, สถานีรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที , อาคารสำนักงาน ร้านกาแฟ ฯลฯ จำนวน 5 แสนฉบับ โดยเนื้อหาภายในนำเสนอข่าวสารในสัดส่วน 40% และ ไลฟ์สไตล์ 60% ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559
จากข้อมูล The Nielsen Company ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินโฆษณา 11 เดือนของปี 2559 ว่า มียอดรวมกว่า 9.83 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.49% โดยสื่อหลักไม่ว่าจะเป็นทีวี/เคเบิลทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร มีเม็ดเงินลดลงทั้งสิ้น ขณะที่สื่ออื่นๆ แม้จะมีการเติบโตแต่ก็มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อหลัก จึงไม่ได้ช่วยผลักดันให้สื่อรวมมีการขยายตัวแต่อย่างใด
"แม็กกาซีน" เลือดยังไหลไม่หยุด
โดยตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งพบว่า สื่อแม็กกาซีนมีเม็ดเงินโฆษณาลดลง 31% ส่งผลให้หลายหัวต้องยุติบทบาทลง ไม่ว่าจะเป็นแม็กกาซีนวัยรุ่นอย่าง "แคนดี้" ของค่ายโมโน รวมถึง Volume ที่ปิดตัวในเดือนถัดมา ถือเป็นอีกกลุ่มที่ถอนตัวออกจากธุรกิจตามเปรียว , Oops , ซุบซิบ ขณะที่บางหัวเลือกที่จะปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาองค์กรให้เดินต่อไป อย่าง "ดิฉัน" แม็กกาซีนผู้หญิงที่เป็นตำนานของวงการ กับการพลิกโฉมเป็นรายเดือน จากเดิมที่เป็นรายปักษ์ , Zoo นิตยสารหัวนอกแนวหวือหวา ปรับจากรายสัปดาห์เป็นรายปักษ์ , Lips ปรับเป็นฟรีก๊อบปี้ 3 ฉบับ ได้แก่ Lips LOVE, Lips GARCON และ Lips PALETTE ไม่ขายแต่แจกฟรี เป็นต้น
จนถึงเดือนพฤศจิกายน สื่อแม็กกาซีนก็ยังมีเม็ดเงินโฆษณาลดลง 30.84% พร้อมกับการประกาศปิดตัวของนิตยสารชื่อดังต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น "สกุลไทย" ที่วางแผงฉบับสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน ตามด้วย "พลอยแกมเพชร" ที่โพสต์ข้อความปิดตัวปลายปีนี้ โดยฉบับสุดท้ายวางแผงในวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ปิดฉากตำนาน 25 ปีในวงการ รวมถึง WHO ที่ยุติบทบาทหลังจากเปิดตัวในวงการได้ไม่นาน
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมนิตยสาร มาจากจำนวนผู้ซื้อลดลงในอัตรา 20-30% และปัญหาหลักคือโฆษณาลดลงระดับ 40-50% แม้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวสู่รูปแบบอี-แมกกาซีนเพื่อเพิ่ม ช่องการทางขายและยอดดาวน์โหลดมีแล้วโน้มเติบโต แต่ยังไม่สามารถทดแทนเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงในอัตราสูงจากนิตยสารเล่มได้ และเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงจากรูปเล่มไม่ได้ย้ายไปที่อี-แมกกาซีน ขณะที่รายได้หลักของนิตยสารมากจากโฆษณากว่า 50% สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผล ให้นิตยสารที่มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ต้องทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง
แนวทางที่เชื่อว่าจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะนิตยสารอยู่รอดคือ การปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ควบคู่กัน เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตนั่นเอง
"ทีวีดิจิตอล" ป่วนไม่เลิก
แม้จะก้าวสู่ปีที่ 3 แต่ดูเหมือนทีวีดิจิตอลยังไม่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องของเรตติ้ง เม็ดเงินโฆษณา คอนเทนต์และเงินรายได้
ในปี 2559 จึงเกิดเหตุการณ์มากมาย แต่ที่ฮือฮาสุดๆ เห็นจะเป็นข้อพิพากระหว่างกสทช. กับเจ้ติ๋ม ทีวีพูล หรือนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด ผู้บริหารช่องไทยทีวี และเอ็มวีทีวี แฟมิลี่ หรือช่องโลก้าเดิม ที่ยังคงยืนกรานไม่จ่ายเงินค่างวด 2 ที่ค้างชำระ จนกระทั่งกสทช. มีมติให้เพิกถอนใบอนุญาต พร้อมกับเรียกเก็บเงินจากธนาคารกรุงเทพในฐานะผู้ค้ำประกันหรือแบงก์การันตี จนที่สุดธนาคารกรุงเทพต้องยอมชำระเงินค่างวดที่ 2 แทน ส่วนช่องไทยทีวีและเอ็มวีทีวี แฟมิลี่ก็ยุติการออกอากาศ ถือเป็น "เหยื่อ" รายแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิตอลเมืองไทย
รวมถึงการประกาศเข้าถือหุ้นใหญ่ของอมรินทร์ทีวี โดย 2 พี่น้อง "ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี" ด้วยสัดส่วน 47.62% ด้วยเงินลงทุนรวม850 ล้านบาท หลังจากที่อมรินทร์ทีวีต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน 2-3 ปีต่อเนื่อง โดยจะนำเงินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับชำระค่าใบอนุญาตให้ใช้คลื่น ค่าโครงข่ายทีวีดิจิตอล และอื่นๆ ถือเป็นการไดเวอร์ซิไฟน์ธุรกิจครั้งใหญ่ของ "สิริวัฒนภักดี" ขณะเดียวกันก็เป็นการต่อลมหายใจให้กับอมรินทร์ทีวี อีกหนึ่งสื่อใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลายแต่ก็ยังไม่สามารถยืนหยัดต้านทานกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงและแข่งขันรุนแรงได้
ยังมีดีลใหญ่ที่สร้างความฮือฮาส่งท้ายปี คือ การเข้าซื้อกิจการของช่อง ONE กลุ่มจีเอ็มเอ็ม โดยกลุ่มปราสาททองโอสถ ซึ่งต่อมาแม้นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัดในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE จะออกมาบอกว่า การขายหุ้นให้กับบริษัท ประนันท์ภรณ์จํากัด ถือเป็นการขายหุ้นให้แก่พันธมิตร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจและเสริมศักยภาพทางด้านเงินทุน เพื่อนำเม็ดเงินมาลงทุนในการผลิตคอนเทนต์ฟอร์มใหญ่และเพิ่มสต็อกละครให้มากขึ้น ไม่ใช่การนำเงินมาชำระหนี้แต่อย่างใด เพราะช่องวัน มีการเติบโตที่ดี มีเรตติ้งติดอันดับท็อป 5 ในอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลอยู่แล้ว แต่ก็สร้างความฮือฮา เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต คือการซินเนอร์ยีธุรกิจกันจากทั้งช่องวัน ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 และพีพีทีวีนั่นเอง
ยักษ์ล้ม "ซีทีเอช-สรยุทธ์"
การประกาศยุติการออกอากาศของ "ซีทีเอช" สร้างความตระหนกให้กับวงการสื่อโทรทัศน์เมืองไทย เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง "ซีทีเอช" โดยนายวิชัย ทองแตง ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความฮือฮาให้กับวงการเมื่อทุ่มเงินกว่าหมื่นล้านบาท ประมูลคว้าชัยชนะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 ฤดูกาลรวดเฉือนชนะคู่แข่งอย่างทรูวิชั่นส์ ที่ถือลิขสิทธิ์มายาวนานนับ 10 ปี แต่ดูเหมือนตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจมาซีทีเอช ไม่เคยมีกำไร และล่าสุดยังประกาศยุติการออกอากาศ สร้างผลกระทบต่อสมาชิก ทำให้กสทช.ออกมาเรียกร้องให้เยียวยา แต่เมื่อตกลงกันไม่ได้ เพราะซีทีเอชเองยังประสบปัญหาขาดทุนสะสมและมีหนี้สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท การจะเยียวยาสมาชิกจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ที่สุดจึงต้องพักใช้ใบอนุญาต พร้อมกับยุติการออกอากาศในที่สุด
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความฮือฮาในวงการสื่อ กับการประกาศยุติบทบาทของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวคนดังของช่อง 3 หลังจากศาลอาญาพิพากษาในความผิดกรณีบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ซึ่งนายสรยุทธ์ไม่ได้ถูกพิพากษาจากศาลอาญาเท่านั้น แต่ยังถูกพิพากษาจากผู้ชม ทำให้ต้องยุติบทบาทการเป็นสื่อมวลชน และทำหน้าที่หน้าจอทีวีไปด้วย
แต่ท่ามกลางวิกฤตต่างๆมากมาย ก็ยังมีข่าวดีที่ว่า สื่อสิ่งพิมพ์ฟรีก็อปปี้ที่ยังคงเกิดขึ้นและได้รับความนิยม หนึ่งในนั้นคือ "BLT" หนังสือพิมพ์ฟรีก็อปปี้รายสัปดาห์สองภาษา ของเครือสปริง กรุ๊ปที่ฉบับปฐมฤกษ์แจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปในวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยยอดแจกจำนวน 5 แสนฉบับ ทั่วกรุงเทพฯกว่า 100 จุด อาทิ ด่านเก็บเงินทางด่วน , สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส, สถานีรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที , อาคารสำนักงาน ร้านกาแฟ ฯลฯ จำนวน 5 แสนฉบับ โดยเนื้อหาภายในนำเสนอข่าวสารในสัดส่วน 40% และ ไลฟ์สไตล์ 60% ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559






