
‘ฟ็อกซ์’ขย้ำบิ๊กBBLลุ้นแฮปปี้เอนดิ้ง
ผู้บริหารฟ็อกซ์เดินสายขย้ำธนาคารกรุงเทพ(BBL) กรณีไม่ชำระแบงก์การันตีจนฟ็อกซ์ต้องฟ้องศาล กังขามาตฐานการให้สินเชื่อลูกหนี้ทีวีดิจิตอลที่ไปไม่รอดทั้งไทยทีวี-CTH-GMM ยันไม่มีเจตนาดิสเครดิต ยังเชื่อมั่นไทย ด้านบิ๊กบัวหลวงเชื่อสุดท้ายไกล่เกลี่ยกันได้
นายซูบิน กานเดเวีย ประธานบริษัท ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับกรณีการตัดสินใจยื่นฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีสำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศรายการของฟ็อกซ์ แทนบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ และบริษัท ซีทีเอชฯ
โดยได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการสอบทานธุรกิจของธนาคารกรุงเทพก่อนการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ของไทยว่าได้ดำเนินการอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
“ผมสงสัยว่าธนาคารได้ทำการสอบทานธุรกิจของบริษัทเหล่านี้อย่างไรบ้าง อันที่จริงมีถึง 3 บริษัทที่ล้มเหลวในการทำธุรกิจภายในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ คือ ซีทีเอช แกรมมี่ และไทยทีวี ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นบริษัททำธุรกิจกับเรา ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการสอบทานธุรกิจที่ธนาคารใช้ เพราะเราเองก็ต้องพึ่งพากระบวนการสอบทานธุรกิจของธนาคารเพื่อประเมินว่าควรทำข้อตกลงหรือไม่”
นายกานเดเวียยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การดิสเครดิตหรือมีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของธนาคารกรุงเทพ เป็นเพียงการเรียกร้องเงินในส่วนที่ทางฟ็อกซ์ควรจะได้รับ อย่างไรก็ดี ท่าทีของธนาคารทำให้ผู้บริหารฟ็อกซ์ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ “ถ้าธนาคารทำธุรกิจด้วยการให้แบงก์การันตี และไม่ปฏิบัติตามการันตีนั้น แล้วรากฐานความน่าเชื่อถือของธนาคารอยู่ตรงไหน” นายกาเดเวียกล่าว
“แบงก์การันตีซึ่งไม่มีเงื่อนไขใดๆ จะขึ้นอยู่กับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ไปตั้งแต่แรกได้อย่างไร ลองดูในเอกสารการทำแบงก์การันตีก็ได้ จะเห็นชัดเลยว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ถ้าแกรมมี่และซีทีเอชไม่จ่ายเงิน ธนาคารต้องจ่าย มีเท่านั้นเอง มันเป็นสองมาตรฐาน ผมคิดว่าธนาคารเองก็คงไม่อยากได้รับการปฏิบัติอย่างนั้น”
ผู้บริหารฟ็อกซ์ยังตั้งคำถามด้วยว่า ถ้าเงินจำนวนเพียง 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาทที่ฟ็อกซ์เรียกร้องไป ซึ่งเชื่อว่าเป็นวงเงินที่ไม่มากสำหรับธนาคารกรุงเทพ ทางธนาคารยังบ่ายเบี่ยงที่จะจ่าย แล้วการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจทีวีดิจิตอลซึ่งอาจจะมีมูลค่ามากกว่านี้ถึง 10 เท่า ถ้าธนาคารไม่สามารถจ่ายเงินก้อนนั้นได้ ธุรกิจทั้งหมดมีโอกาสล้ม
“ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจทีวีดิจิตอลที่รัฐบาลไทยกำลังให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก การทำแบบนี้ธนาคารกรุงเทพกำลังทำลายทั้งอีโคซิสเต็มของธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ มันเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าเฉพาะเรา”
อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกรุงเทพต้องการเจรจา สามารถมาหาตนได้ตลอดเวลา และถ้าทางธนาคารมีแนวคิดในการแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือฟ็อกซ์จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร ตนก็พร้อมจะรับฟัง เพราะตนต้องการทำธุรกิจเป็นหลัก การใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างที่เกิดขึ้นถือเป็นหนทางสุดท้าย
เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากมีผู้ประกอบการไทยต้องการไปขอลิขสิทธิ์เผยแพร่ช่องของฟ็อกซ์ ฟ็อกซ์จะยินดีเจรจาด้วยหรือไม่ นายกานเดเวียตอบว่า “แน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าจะทำธุรกิจกับธนาคารกรุงเทพอีกหรือไม่”
ทั้งนี้ ในยุคที่ภูมิทัศน์ของสื่อความบันเทิงเปลี่ยนแปลงไปจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมารับชมผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลมากขึ้น การปรับตัวของผู้ให้บริการต้องเกิดขึ้น แต่นายกานเดเวียเชื่อว่า ฟ็อกซ์อยู่ในฐานะผู้ให้บริการคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นยุคอนาล็อกหรือดิจิตอล ฟ็อกซ์ยังคงทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้กับผู้ชม และฟ็อกซ์มีความพร้อมที่จะเดินหน้ารุกตลาดในส่วนนี้ต่อไป
ขณะเดียวกันธุรกิจเพย์ทีวีจะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่นอกจากจะรับชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ยังต้องการมีทางเลือกในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต ในเวลาและสถานที่ที่ตนเองสะดวก ถ้าผู้ประกอบการสามารถมอบทางเลือกให้ผู้ชมด้วยแพคเกจราคาที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีอนาคตที่สดใส
บิ๊กบัวหลวงเชื่อไกล่เกลี่ยสำเร็จ
ล่าสุดนายเดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร BBL ระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบหรือรายละเอียด เพราะต้องรอกระบวนการของศาล แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะตกลงกันได้ เพราะการยื่นฟ้องเป็นพิธีการทางกฎหมาย
“หลังฟ้องคู่สัญญาเขาก็สามารถเจรจากันได้ ส่วนสถานการณ์วีดิจิตอลตอนนี้ยังไม่น่าห่วง มองว่าอนาคตธุรกิจไปได้ การที่ผู้ประกอบการบางรายมีการหาผู้ร่วมทุนหรือพันธมิตร เป็นธุรกิจของลูกค้าที่จะปรับกลยุทธ์ซึ่งธนาคารไม่ก้าวก่ายแต่อย่างใด”
สำหรับธนาคารกรุงเทพเป็น 1 ใน 3 ของธนาคารพาณิชย์ที่ออกแบงก์การันตี ที่เหลือคือกสิกรไทยกับกรุงศรีอยุธยา โดย BBLปล่อยสินเชื่อและออกแบงก์การันตีให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลจำนวถึง 14 ราย จากทั้งหมด 24 ราย วงเงินรวม 2.2 หมื่นล้านบาท
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังมีปัญหาเงินกู้ที่ธนาคารกรุงเทพปล่อยกู้ให้ CTH วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีหลักทรัพย์ทั้งจำนวน โดยเฉพาะ 50% เป็นหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS ที่นายวิชัย ทองแตง ประธาน CTH นำมาวางประกัน และธนาคากรุงเทพต้องการครอบครอง
แต่หลังจาก CTH ยุติการให้บริการ เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา นายวิชัยได้ตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากมีหนี้สินล้นพ้นตัว 2.14 หมื่นล้านบาท ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อ 2 เดือนก่อนและนัดไต่สวนนัดแรกไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะนัดไต่สวนคำร้องทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านครั้งต่อไปในวันที่ 10 วันที่ 22 วันที่ 23 และวันที่ 24 มีนาคม 2560
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
นายซูบิน กานเดเวีย ประธานบริษัท ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับกรณีการตัดสินใจยื่นฟ้องธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีสำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศรายการของฟ็อกซ์ แทนบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ และบริษัท ซีทีเอชฯ
โดยได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการสอบทานธุรกิจของธนาคารกรุงเทพก่อนการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ของไทยว่าได้ดำเนินการอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
“ผมสงสัยว่าธนาคารได้ทำการสอบทานธุรกิจของบริษัทเหล่านี้อย่างไรบ้าง อันที่จริงมีถึง 3 บริษัทที่ล้มเหลวในการทำธุรกิจภายในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ คือ ซีทีเอช แกรมมี่ และไทยทีวี ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นบริษัททำธุรกิจกับเรา ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามถึงกระบวนการสอบทานธุรกิจที่ธนาคารใช้ เพราะเราเองก็ต้องพึ่งพากระบวนการสอบทานธุรกิจของธนาคารเพื่อประเมินว่าควรทำข้อตกลงหรือไม่”
นายกานเดเวียยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การดิสเครดิตหรือมีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของธนาคารกรุงเทพ เป็นเพียงการเรียกร้องเงินในส่วนที่ทางฟ็อกซ์ควรจะได้รับ อย่างไรก็ดี ท่าทีของธนาคารทำให้ผู้บริหารฟ็อกซ์ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ “ถ้าธนาคารทำธุรกิจด้วยการให้แบงก์การันตี และไม่ปฏิบัติตามการันตีนั้น แล้วรากฐานความน่าเชื่อถือของธนาคารอยู่ตรงไหน” นายกาเดเวียกล่าว
“แบงก์การันตีซึ่งไม่มีเงื่อนไขใดๆ จะขึ้นอยู่กับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ไปตั้งแต่แรกได้อย่างไร ลองดูในเอกสารการทำแบงก์การันตีก็ได้ จะเห็นชัดเลยว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ถ้าแกรมมี่และซีทีเอชไม่จ่ายเงิน ธนาคารต้องจ่าย มีเท่านั้นเอง มันเป็นสองมาตรฐาน ผมคิดว่าธนาคารเองก็คงไม่อยากได้รับการปฏิบัติอย่างนั้น”
ผู้บริหารฟ็อกซ์ยังตั้งคำถามด้วยว่า ถ้าเงินจำนวนเพียง 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาทที่ฟ็อกซ์เรียกร้องไป ซึ่งเชื่อว่าเป็นวงเงินที่ไม่มากสำหรับธนาคารกรุงเทพ ทางธนาคารยังบ่ายเบี่ยงที่จะจ่าย แล้วการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจทีวีดิจิตอลซึ่งอาจจะมีมูลค่ามากกว่านี้ถึง 10 เท่า ถ้าธนาคารไม่สามารถจ่ายเงินก้อนนั้นได้ ธุรกิจทั้งหมดมีโอกาสล้ม
“ธนาคารกรุงเทพเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจทีวีดิจิตอลที่รัฐบาลไทยกำลังให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก การทำแบบนี้ธนาคารกรุงเทพกำลังทำลายทั้งอีโคซิสเต็มของธุรกิจโทรทัศน์ ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ มันเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าเฉพาะเรา”
อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกรุงเทพต้องการเจรจา สามารถมาหาตนได้ตลอดเวลา และถ้าทางธนาคารมีแนวคิดในการแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือฟ็อกซ์จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร ตนก็พร้อมจะรับฟัง เพราะตนต้องการทำธุรกิจเป็นหลัก การใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างที่เกิดขึ้นถือเป็นหนทางสุดท้าย
เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากมีผู้ประกอบการไทยต้องการไปขอลิขสิทธิ์เผยแพร่ช่องของฟ็อกซ์ ฟ็อกซ์จะยินดีเจรจาด้วยหรือไม่ นายกานเดเวียตอบว่า “แน่นอน แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าจะทำธุรกิจกับธนาคารกรุงเทพอีกหรือไม่”
ทั้งนี้ ในยุคที่ภูมิทัศน์ของสื่อความบันเทิงเปลี่ยนแปลงไปจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมารับชมผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลมากขึ้น การปรับตัวของผู้ให้บริการต้องเกิดขึ้น แต่นายกานเดเวียเชื่อว่า ฟ็อกซ์อยู่ในฐานะผู้ให้บริการคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นยุคอนาล็อกหรือดิจิตอล ฟ็อกซ์ยังคงทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ให้กับผู้ชม และฟ็อกซ์มีความพร้อมที่จะเดินหน้ารุกตลาดในส่วนนี้ต่อไป
ขณะเดียวกันธุรกิจเพย์ทีวีจะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่นอกจากจะรับชมคอนเทนต์ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ยังต้องการมีทางเลือกในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต ในเวลาและสถานที่ที่ตนเองสะดวก ถ้าผู้ประกอบการสามารถมอบทางเลือกให้ผู้ชมด้วยแพคเกจราคาที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีอนาคตที่สดใส
บิ๊กบัวหลวงเชื่อไกล่เกลี่ยสำเร็จ
ล่าสุดนายเดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร BBL ระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบหรือรายละเอียด เพราะต้องรอกระบวนการของศาล แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะตกลงกันได้ เพราะการยื่นฟ้องเป็นพิธีการทางกฎหมาย
“หลังฟ้องคู่สัญญาเขาก็สามารถเจรจากันได้ ส่วนสถานการณ์วีดิจิตอลตอนนี้ยังไม่น่าห่วง มองว่าอนาคตธุรกิจไปได้ การที่ผู้ประกอบการบางรายมีการหาผู้ร่วมทุนหรือพันธมิตร เป็นธุรกิจของลูกค้าที่จะปรับกลยุทธ์ซึ่งธนาคารไม่ก้าวก่ายแต่อย่างใด”
สำหรับธนาคารกรุงเทพเป็น 1 ใน 3 ของธนาคารพาณิชย์ที่ออกแบงก์การันตี ที่เหลือคือกสิกรไทยกับกรุงศรีอยุธยา โดย BBLปล่อยสินเชื่อและออกแบงก์การันตีให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลจำนวถึง 14 ราย จากทั้งหมด 24 ราย วงเงินรวม 2.2 หมื่นล้านบาท
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังมีปัญหาเงินกู้ที่ธนาคารกรุงเทพปล่อยกู้ให้ CTH วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีหลักทรัพย์ทั้งจำนวน โดยเฉพาะ 50% เป็นหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS ที่นายวิชัย ทองแตง ประธาน CTH นำมาวางประกัน และธนาคากรุงเทพต้องการครอบครอง
แต่หลังจาก CTH ยุติการให้บริการ เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา นายวิชัยได้ตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากมีหนี้สินล้นพ้นตัว 2.14 หมื่นล้านบาท ศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อ 2 เดือนก่อนและนัดไต่สวนนัดแรกไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะนัดไต่สวนคำร้องทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านครั้งต่อไปในวันที่ 10 วันที่ 22 วันที่ 23 และวันที่ 24 มีนาคม 2560
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559






