
ส.อ.ท.ห่วงทรัมป์ฉุดภาวะศก. ยันปัจจัยในประเทศไร้ความเสี่ยง
ส.อ.ท.ชี้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวดี และต่อเนื่องถึงปีหน้า ได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังผลิต จากยอดคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง แต่ยังกังวลปัจจัยภายนอกจากนโยบายโดนัลทรัมป์ จากมาตรการกีดกันการค้า การก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรง ฉุดภาวะส่งออกทรุด
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงผู้ประกอบการมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศและต่างประเทศมีการฟื้นตัวแล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามามีผลกระทบ จะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นมากกว่าปี 2559
ทั้งนี้ เป็นผลจากการได้รับแรงขับเคลื่อนของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดี ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อกลับเข้ามา รวมถึงการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ถนน และโครงการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้ง ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท จัดสรรให้กับการพัฒนากลุ่มจังหวัด ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560
อีกทั้ง การลงทุนของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่า จะกลับมาขยายตัวดีขึ้นในระดับ 0-2 % จากปี 2558 ติดลบ 1 % ที่เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปีหน้าคาดว่าไม่น่าเกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังเป็นราคาที่ผู้ประกอบการรับได้ ประกอบกับจะช่วยให้ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยเห็นได้จากขณะนี้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากยอดคำสั่งซื้อสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องใน 32 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องสำอาง อะลูมิเนียม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งผลการสำรวจความเชื่อมั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางที่ดี เพราะมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลต่อยอดการขายและปริมาณการผลิตสินค้าสูงขึ้น
นายเจน กล่าวอีกว่า ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 นั้น เห็นว่าคงจะหมดไป ไม่ว่าภัยแล้ว น้ำท่วม ขณะที่ราคาสินค้าการเกษตรก็จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีตามราคาน้ำมัน ซึ่งหากไม่มีแรงเสียดทานในสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะไปได้ดี
อย่างไรก็ตาม ทางส.อ.ท.มีความเป็นห่วงต่อปัจจัยภายนอก ที่จะส่งผลกระทบมายังการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศได้ จากการค้าการลงทุนของโลกที่ยังมีความแน่นอนจากการดำเนินนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของนายโดนัลทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มกีดกันทางการค้า อย่างการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาสู่ภาคการส่งออกของไทย ที่มีสัดส่วนส่งออกไปจีนถึง 10.6 % โดยเฉพาะในสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป
อีกทั้ง ความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุนโลก จากความแตกต่างกันของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการจ้างงานที่มีทิศทางที่ดีและการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่สหภาพยุโรป ก็จะต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของผู้นำคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศในปีหน้า ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทย หรือฉุดการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นถึงผู้ประกอบการมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศและต่างประเทศมีการฟื้นตัวแล้ว และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามามีผลกระทบ จะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นมากกว่าปี 2559
ทั้งนี้ เป็นผลจากการได้รับแรงขับเคลื่อนของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างดี ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อกลับเข้ามา รวมถึงการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ถนน และโครงการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้ง ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีเม็ดเงินราว 1 แสนล้านบาท จัดสรรให้กับการพัฒนากลุ่มจังหวัด ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560
อีกทั้ง การลงทุนของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่า จะกลับมาขยายตัวดีขึ้นในระดับ 0-2 % จากปี 2558 ติดลบ 1 % ที่เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาในระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปีหน้าคาดว่าไม่น่าเกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังเป็นราคาที่ผู้ประกอบการรับได้ ประกอบกับจะช่วยให้ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย
โดยเห็นได้จากขณะนี้มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากยอดคำสั่งซื้อสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องใน 32 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องสำอาง อะลูมิเนียม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งผลการสำรวจความเชื่อมั่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางที่ดี เพราะมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศมีเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลต่อยอดการขายและปริมาณการผลิตสินค้าสูงขึ้น
นายเจน กล่าวอีกว่า ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 นั้น เห็นว่าคงจะหมดไป ไม่ว่าภัยแล้ว น้ำท่วม ขณะที่ราคาสินค้าการเกษตรก็จะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีตามราคาน้ำมัน ซึ่งหากไม่มีแรงเสียดทานในสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะไปได้ดี
อย่างไรก็ตาม ทางส.อ.ท.มีความเป็นห่วงต่อปัจจัยภายนอก ที่จะส่งผลกระทบมายังการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศได้ จากการค้าการลงทุนของโลกที่ยังมีความแน่นอนจากการดำเนินนโยบายด้านการค้าและการลงทุนของนายโดนัลทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มกีดกันทางการค้า อย่างการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมมาสู่ภาคการส่งออกของไทย ที่มีสัดส่วนส่งออกไปจีนถึง 10.6 % โดยเฉพาะในสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป
อีกทั้ง ความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุนโลก จากความแตกต่างกันของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการจ้างงานที่มีทิศทางที่ดีและการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่สหภาพยุโรป ก็จะต้องติดตามนโยบายต่างๆ ของผู้นำคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศในปีหน้า ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรด้วย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทย หรือฉุดการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559






