
วิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผอ. สถาบันเหล็กป้ายแดง! ผวาปี60จีนดัมพ์ตลาดหนัก
แม้อุตสาหกรรมเหล็กไทยจะเริ่มมองเห็นโอกาส หลังจากที่โครงการลงทุนภาครัฐจะเริ่มขยับงานก่อสร้างได้มากขึ้นนับจากปี2560 เป็นต้นไป แต่ใช่ว่าเหล็กไทยจะได้รับอานิสงส์ทั้งหมด หากไม่มีการสนับสนุนให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเวลานี้เหล็กนำเข้าจากต่างประเทศยังคงเพิ่มสถิติการนำเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศยังใช้กำลังผลิตได้ไม่ถึง 50%
“ฐานเศรษฐกิจ”เปิดตัววิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยฉบับแรกถึงมุมมองบทบาทของสถาบันเหล็กฯ โอกาสและข้อกังวลของอุตสาหกรรมดังกล่าวนับจากนี้ไป
-สถาบันเหล็กฯพร้อมให้บริการทดสอบ
โดยเปิดประเด็นด้วยการกล่าวถึงบทบาทของสถาบันเหล็กฯ ว่าเป็นสถาบันในเครือข่ายสังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานอิสระ มีจุดแข็งตรงที่ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ และพร้อมให้บริการทางวิชาการแก่สมาชิก และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้งด้านการทดสอบเหล็ก โดยมีห้องแล็บที่ทันสมัย ทดสอบเหล็กทางด้านเคมีและการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลของเหล็ก ที่กล้วยน้ำไทยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กให้มีคุณภาพ โดยสามารถทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ไม่ต้องส่งเหล็กไปทดสอบในต่างประเทศ ต่อไปเหล็กในประเทศไทยจะมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
“เราจะเห็นว่าการใช้เหล็กในปัจจุบันพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างทีวี ตู้เย็น และงานก่อสร้างที่ทันสมัยมากขึ้น และอนาคตจะพัฒนาเป็นเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ โดยเหล็กเหล่านี้จะมีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้น เช่น อัลลอย โดยผ่านการทดสอบจากห้องแล็บ ที่จะยกระดับสามารถทดสอบโลหะอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง เหล่านี้จะเป็นบทบาทที่เราจะต้องส่งเสริมในด้านเทคนิคต่อไป”
ผู้อำนวยการสภาบันเหล็กฯ กล่าวอีกว่า ศูนย์บริการทดสอบแห่งนี้จะให้บริการไม่แพง ให้บริการตั้งแต่ศูนย์ทดสอบ งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัยด้านข้อมูล เหล่านี้จะมีทั้งให้บริการฟรีและเก็บเงินขึ้นอยู่กับภารกิจ เพราะไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร แต่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
นอกจากงานด้านการทดสอบ งานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เรามีความคิดว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทางสถาบันเหล็กจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงาน
ร่วมมือกับวงการก่อสร้างเสริมจุดแข็ง
สำหรับกิจกรรมในปี 2560 จะมีเรื่องจัดสัมมนาและการฝึกอบรมเกี่ยวกับเหล็ก โดยจะโฟกัสเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในวงการเหล็กรวมถึงการเข้าไปเสริมจุดแข็งในแง่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมถึงการจะให้ความร่วมมือกับวงการก่อสร้างมากขึ้นในการที่จะส่งเสริมให้มีการใช้เหล็กที่สะดวกและทันสมัย เช่น การส่งเสริมการออกแบบโครงสร้างเหล็ก ในงานก่อสร้าง ก็จะมีเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย เหล็กรูปพรรณต่างๆ งานประกอบเหล็กต่างๆโดยงานก่อสร้างจะเป็นกลุ่มที่ใช้เหล็กมากถึงสัดส่วน64.4% รองลงมาเป็นกลุ่มยานยนต์ 15% ของการบริโภคเหล็กในประเทศปี2559 ถ้าวงการก่อสร้างใช้เหล็กที่มีคุณภาพดีขึ้น ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดก็จะทำให้งานก่อสร้างมั่นคง และปลอดภัย
ปี 60 บริโภคเหล็กมากขึ้นรัฐต้องหนุน
ส่วนปี 2560 มองเห็นโอกาสอะไรในอุตสาหกรรมเหล็ก สิ่งแรกมองว่าการบริโภคเหล็กภายในประทศจะเพิ่มขึ้น จากที่ปี 2559 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กทุกชนิดรวมกันที่ 17.5 ล้านตัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นการบริโภคเหล็กทรงยาว 43% และบริโภคเหล็กทรงแบน 57% คาดว่าปี 2560 การบริโภคเหล็กจะเพิ่มเป็น18 ล้านตัน และมองว่ามีโอกาสเติบโต เนื่องจาก 1. มีการก่อสร้างโดยการลงทุนภาครัฐ ในส่วนนี้ถ้ารัฐส่งเสริมให้ใช้เหล็กในประเทศก็จะยิ่งเกิดผลดีต่ออุตสาหกรรมเหล็ก ที่ซบเซามาต่อเนื่องหลายปี 2.ก่อนหน้านี้จีนออกมาประกาศว่าจะลดการผลิตเหล็กลงถึง100 ล้านตัน ต้องติดตามว่าปีหน้าจะลดได้จริงหรือไม่
ห่วงเหล็กนำเข้าพุ่ง12.1ล้านตัน
นอกจากนี้ยังมองว่าแม้ปี2560 จะเริ่มมองเห็นโอกาส แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าการที่ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่มีนโยบายใช้ของในอเมริกามากขึ้น จะกระทบต่อการค้าเหล็กกับจีน ขณะที่สหภาพอียู ก็ใช้มาตรการตอบโต้การค้ากับจีน เช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทำให้บทบาทในการส่งออกของจีนไปยังประเทศเหล่านี้ลดลง ตรงนี้อาจจะเป็นปัจจัยลบต่อไทยและอาเซียนได้เนื่องจากเหล็กจากจีนจะเข้ามาตีตลาดเพิ่มขึ้น เพราะมีมาตรการกีดกันทางการค้าไม่รุนแรงเหมือนอเมริกา หรือยุโรป ถือว่ายังน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้ข้อมูลจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยระบุว่าปี2559 มีเหล็กทุกชนิดนำเข้าทั้งสิ้น 11.9 ล้านตันในขณะที่ใช้เหล็กในประเทศเพียง 6.8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะมีการนำเข้าเหล็กสูงถึง 12.1 ล้านตัน เทียบกับการใช้เหล็กในประเทศมีเพียง 6.9 ล้านตัน ทำให้ในแง่ผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศจะมีการผลิตเหล็กเพียง 20-40% ของความสามารถในการผลิตเต็มเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราสร้างโรงงานขึ้นมา 1 แห่งจะต้องมีการใช้กำลังผลิต 60% ขึ้นไปเพื่อให้ธุรกิจมีผลดำเนินงานที่ดี เมื่อผลิตได้ไม่ถึง 60% ก็มีปัญหาด้านผลประกอบการไม่ดี ก็โยงไปที่ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
นอกจากฐานผลิตเหล็กของไทยมีปัญหาเรื่องการใช้กำลังผลิตไม่ถึง 60% แล้ว ยังเจอปัญหาคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีความคืบหน้าในอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้นจากที่เดิมไทยจะเป็นที่1ในอุตสาหกรรมเหล็กในภาคพื้นนี้ อีกทั้งปัจจุบันเหล็กจากจีนที่ส่งเข้ามาในอาเซียนจะส่งเข้าไปยังเวียดนามมากเป็นอันดับ 1โดยจีนส่งเหล็กมาขายในตลาดอาเซียนมากถึง 50 ล้านตันต่อปี โดยส่งเข้าไปยังตลาดเวียดนามราว 14 ล้านตัน ฉะนั้นการระบายเหล็กจากจีนออกมานอกประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจีนส่งออกมายังอาเซียนจำนวนมาก โดยเฉพาะการส่งเหล็กมายังตลาดเวียดนามจำนวนมากเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆอีกทอดหนึ่งโดยปัจจุบันจีนมีกำลังผลิตเหล็กจริงอยู่ที่ราว 800 ล้านตัน ในจำนวนนี้จีนมีการระบายออกมานอกประเทศราว 100-150 ล้านตันต่อปี โดยจีนแต่มีขีดความสามารถในการผลิตเหล็กได้เต็มที่สูงกว่า 1,200 ล้านตันต่อปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
“ฐานเศรษฐกิจ”เปิดตัววิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยฉบับแรกถึงมุมมองบทบาทของสถาบันเหล็กฯ โอกาสและข้อกังวลของอุตสาหกรรมดังกล่าวนับจากนี้ไป
-สถาบันเหล็กฯพร้อมให้บริการทดสอบ
โดยเปิดประเด็นด้วยการกล่าวถึงบทบาทของสถาบันเหล็กฯ ว่าเป็นสถาบันในเครือข่ายสังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานอิสระ มีจุดแข็งตรงที่ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ และพร้อมให้บริการทางวิชาการแก่สมาชิก และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในประเทศไทยทั้งด้านการทดสอบเหล็ก โดยมีห้องแล็บที่ทันสมัย ทดสอบเหล็กทางด้านเคมีและการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลของเหล็ก ที่กล้วยน้ำไทยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กให้มีคุณภาพ โดยสามารถทดสอบตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ไม่ต้องส่งเหล็กไปทดสอบในต่างประเทศ ต่อไปเหล็กในประเทศไทยจะมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
“เราจะเห็นว่าการใช้เหล็กในปัจจุบันพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น เหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างทีวี ตู้เย็น และงานก่อสร้างที่ทันสมัยมากขึ้น และอนาคตจะพัฒนาเป็นเหล็กสำหรับผลิตอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ โดยเหล็กเหล่านี้จะมีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้น เช่น อัลลอย โดยผ่านการทดสอบจากห้องแล็บ ที่จะยกระดับสามารถทดสอบโลหะอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง เหล่านี้จะเป็นบทบาทที่เราจะต้องส่งเสริมในด้านเทคนิคต่อไป”
ผู้อำนวยการสภาบันเหล็กฯ กล่าวอีกว่า ศูนย์บริการทดสอบแห่งนี้จะให้บริการไม่แพง ให้บริการตั้งแต่ศูนย์ทดสอบ งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัยด้านข้อมูล เหล่านี้จะมีทั้งให้บริการฟรีและเก็บเงินขึ้นอยู่กับภารกิจ เพราะไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร แต่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
นอกจากงานด้านการทดสอบ งานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เรามีความคิดว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทางสถาบันเหล็กจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงาน
ร่วมมือกับวงการก่อสร้างเสริมจุดแข็ง
สำหรับกิจกรรมในปี 2560 จะมีเรื่องจัดสัมมนาและการฝึกอบรมเกี่ยวกับเหล็ก โดยจะโฟกัสเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในวงการเหล็กรวมถึงการเข้าไปเสริมจุดแข็งในแง่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมถึงการจะให้ความร่วมมือกับวงการก่อสร้างมากขึ้นในการที่จะส่งเสริมให้มีการใช้เหล็กที่สะดวกและทันสมัย เช่น การส่งเสริมการออกแบบโครงสร้างเหล็ก ในงานก่อสร้าง ก็จะมีเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย เหล็กรูปพรรณต่างๆ งานประกอบเหล็กต่างๆโดยงานก่อสร้างจะเป็นกลุ่มที่ใช้เหล็กมากถึงสัดส่วน64.4% รองลงมาเป็นกลุ่มยานยนต์ 15% ของการบริโภคเหล็กในประเทศปี2559 ถ้าวงการก่อสร้างใช้เหล็กที่มีคุณภาพดีขึ้น ได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดก็จะทำให้งานก่อสร้างมั่นคง และปลอดภัย
ปี 60 บริโภคเหล็กมากขึ้นรัฐต้องหนุน
ส่วนปี 2560 มองเห็นโอกาสอะไรในอุตสาหกรรมเหล็ก สิ่งแรกมองว่าการบริโภคเหล็กภายในประทศจะเพิ่มขึ้น จากที่ปี 2559 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กทุกชนิดรวมกันที่ 17.5 ล้านตัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นการบริโภคเหล็กทรงยาว 43% และบริโภคเหล็กทรงแบน 57% คาดว่าปี 2560 การบริโภคเหล็กจะเพิ่มเป็น18 ล้านตัน และมองว่ามีโอกาสเติบโต เนื่องจาก 1. มีการก่อสร้างโดยการลงทุนภาครัฐ ในส่วนนี้ถ้ารัฐส่งเสริมให้ใช้เหล็กในประเทศก็จะยิ่งเกิดผลดีต่ออุตสาหกรรมเหล็ก ที่ซบเซามาต่อเนื่องหลายปี 2.ก่อนหน้านี้จีนออกมาประกาศว่าจะลดการผลิตเหล็กลงถึง100 ล้านตัน ต้องติดตามว่าปีหน้าจะลดได้จริงหรือไม่
ห่วงเหล็กนำเข้าพุ่ง12.1ล้านตัน
นอกจากนี้ยังมองว่าแม้ปี2560 จะเริ่มมองเห็นโอกาส แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าการที่ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่มีนโยบายใช้ของในอเมริกามากขึ้น จะกระทบต่อการค้าเหล็กกับจีน ขณะที่สหภาพอียู ก็ใช้มาตรการตอบโต้การค้ากับจีน เช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ทำให้บทบาทในการส่งออกของจีนไปยังประเทศเหล่านี้ลดลง ตรงนี้อาจจะเป็นปัจจัยลบต่อไทยและอาเซียนได้เนื่องจากเหล็กจากจีนจะเข้ามาตีตลาดเพิ่มขึ้น เพราะมีมาตรการกีดกันทางการค้าไม่รุนแรงเหมือนอเมริกา หรือยุโรป ถือว่ายังน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้ข้อมูลจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยระบุว่าปี2559 มีเหล็กทุกชนิดนำเข้าทั้งสิ้น 11.9 ล้านตันในขณะที่ใช้เหล็กในประเทศเพียง 6.8 ล้านตัน และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะมีการนำเข้าเหล็กสูงถึง 12.1 ล้านตัน เทียบกับการใช้เหล็กในประเทศมีเพียง 6.9 ล้านตัน ทำให้ในแง่ผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศจะมีการผลิตเหล็กเพียง 20-40% ของความสามารถในการผลิตเต็มเท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราสร้างโรงงานขึ้นมา 1 แห่งจะต้องมีการใช้กำลังผลิต 60% ขึ้นไปเพื่อให้ธุรกิจมีผลดำเนินงานที่ดี เมื่อผลิตได้ไม่ถึง 60% ก็มีปัญหาด้านผลประกอบการไม่ดี ก็โยงไปที่ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
นอกจากฐานผลิตเหล็กของไทยมีปัญหาเรื่องการใช้กำลังผลิตไม่ถึง 60% แล้ว ยังเจอปัญหาคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีความคืบหน้าในอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้นจากที่เดิมไทยจะเป็นที่1ในอุตสาหกรรมเหล็กในภาคพื้นนี้ อีกทั้งปัจจุบันเหล็กจากจีนที่ส่งเข้ามาในอาเซียนจะส่งเข้าไปยังเวียดนามมากเป็นอันดับ 1โดยจีนส่งเหล็กมาขายในตลาดอาเซียนมากถึง 50 ล้านตันต่อปี โดยส่งเข้าไปยังตลาดเวียดนามราว 14 ล้านตัน ฉะนั้นการระบายเหล็กจากจีนออกมานอกประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจีนส่งออกมายังอาเซียนจำนวนมาก โดยเฉพาะการส่งเหล็กมายังตลาดเวียดนามจำนวนมากเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆอีกทอดหนึ่งโดยปัจจุบันจีนมีกำลังผลิตเหล็กจริงอยู่ที่ราว 800 ล้านตัน ในจำนวนนี้จีนมีการระบายออกมานอกประเทศราว 100-150 ล้านตันต่อปี โดยจีนแต่มีขีดความสามารถในการผลิตเหล็กได้เต็มที่สูงกว่า 1,200 ล้านตันต่อปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559






