
ลุ้นเอกชนลงทุนดันจีดีพีโต 3.3% ซีไอเอ็มบีไทยจับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ยกดเงินอ่อน 37 บาทต่อดอลลาร์
แบงก์ชาติ-ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ลุ้นเอกชนเร่งลงทุนหนุนจีดีพีปีหน้าโตเข้าเป้า 3.3% ซีไอเอ็มบีไทยจับตาดอกเบี้ยสหรัฐฯพุ่งแรงแซงดอกเบี้ยไทย กดดันบาทอ่อน เงินทุนไหลออก ส่วนกสิกรไทยคาดส่งออกฟื้นตัว
3 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจรัฐและเอกชน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ส่องเศรษฐกิจไทยในปีระกา 2560 จะขยายตัวในกรอบ 3.2-.3.3%
ธปท.ประเมินว่าหากจะให้จีดีพีขยายได้มากกว่าเป้า หรือได้ 4%ะเมินไว้ ภาคเอกชนจะต้องเร่งการลงทุน ต้องขยายตัวสูงกว่าปัจจุบัน ถ้าเอกชนไม่ลงทุนแม้รัฐบาลจะกระตุ้นผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือมีมาตรการกระตุ้นอื่นๆก็ไม่สามารถชดเชยได้
“จีดีพีปีหน้าที่คาดไว้3.2% เราได้รวมมาตรการต่างๆและการลงทุนภาครัฐแล้ว ถ้าจะให้โตกว่านี้เอกชนต้องลงทุน ดังนั้นจึงต้องมี Policy Reform 3 ด้านคือนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายการปฏิรูปทุกด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ”นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงินธปท. กล่าว
ปัจจุบันเครื่องจักรการลงทุนเอกชนมีสัดส่วนถึง 18% ต่อจีดีพี ใหญ่กว่าการลงทุนภาครัฐถึง 3 เท่า แต่การลงทุนเอกชนในรอบ 9 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพียงค่ 0.6% เท่านั้นขณะที่ธปท.มองส่งออกจะเริ่มดีขึ้น และการบริโภคฟื้นตัวจากรายได้ภาคเกษตรที่ดีขึ้น
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปีซ้อนไตรมาส 3 ปีนี้มีอัตราติดลบอยู่ที่ 0.5% และคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายยังคงติดลบ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามเร่งหรือมีการกระตุ้นผ่านมาตรการของรัฐทั้งการลดหย่อนภาษี หรือสิทธิประโยชน์ แต่ยังไม่เห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้น หากในปี 2560 การลงทุนไม่เกิดขึ้น จะส่งผลให้ไทยหลุดจากห่วงโซของโลก ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
“เศรษฐกิจปีหน้าจะเผชิญโอกาสและความท้าทาย เปรียบเหมือนสายรุ้งที่มีทั้งด้านสดใสและด้านอึมครึมจากสีม่วงไปจนถึงสีแดง เราจึงปรับประมาณการปีหน้าเหลือ 3.2% จากเดิมที่มอง 3.5% โดยให้น้ำหนักความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ ส่วนภายในเรื่องการลงทุนเอกชนที่คาดว่าบวกเล็กน้อย ดังนั้น นิยามเศรษฐกิจปีหน้า หากไม่ฝ่าสายฝน และจะเจอสายรุ้งได้ยังไง"
ทั้งนี้ การเติบโตในระดับ 3.2% เป็นการเติบโตด้วยความเสี่ยง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 3% และจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มาจากนโยบายการกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกาที่จะส่งผลต่อการส่งออกของจีนไปยังตลาดสหรัฐฯ น้อยลง และต่อเนื่องมายังการนำเข้าสินค้าจากไทยของจีนปรับลดลง
ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอ จะกดดันความเชื่อมั่นในการบริโภคให้ขยายตัวลดลง กระทบการส่งออกปีหน้ายังไม่ฟื้นตัวคาดว่าจะติดลบ 0.6%และต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและดอกเบี้ยสหรัฐฯหดแคบลง
ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2560 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเฟดทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยคือส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและดอกเบี้ยสหรัฐฯจะอยู่ในระดับเดียวกันที่ 1.5% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ในปี 2551ทำให้มีผลต่อค่าเงินบาทอ่อนตัว และเงินทุนไหลออก ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนในปี 2561 แต่คาดว่าเงินบาทในปี 2560 จะอยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
“แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะฟื้นตัวได้บ้างจากการบริโภคที่ดีขึ้น และปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายลงไป แต่ไม่อาจชดเชยแรงกดดันจากภายนอกได้ จึงเป็นโจทย์ท้าทายของภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ยังสดใสในปีหน้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้”
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2560 จะขยายตัว 3.3% เท่าปีนี้ โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวช้า เป็นผลมาจากปัจจัยต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 จากผลกระทบการจัดระเบียบการท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการบริโภคที่ชะลอตัวจากการใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านมาตรการช็อปช่วยชาติ
โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตได้ระดับ 3.2% และในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาขยายตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 3.4% โดยมีสัญญาณมาจากภาคเอกชนเริ่มลงทุน และการส่งออกที่กลับมาทรงตัวและหยุดติดลบ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
3 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจรัฐและเอกชน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ ส่องเศรษฐกิจไทยในปีระกา 2560 จะขยายตัวในกรอบ 3.2-.3.3%
ธปท.ประเมินว่าหากจะให้จีดีพีขยายได้มากกว่าเป้า หรือได้ 4%ะเมินไว้ ภาคเอกชนจะต้องเร่งการลงทุน ต้องขยายตัวสูงกว่าปัจจุบัน ถ้าเอกชนไม่ลงทุนแม้รัฐบาลจะกระตุ้นผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือมีมาตรการกระตุ้นอื่นๆก็ไม่สามารถชดเชยได้
“จีดีพีปีหน้าที่คาดไว้3.2% เราได้รวมมาตรการต่างๆและการลงทุนภาครัฐแล้ว ถ้าจะให้โตกว่านี้เอกชนต้องลงทุน ดังนั้นจึงต้องมี Policy Reform 3 ด้านคือนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายการปฏิรูปทุกด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ”นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงินธปท. กล่าว
ปัจจุบันเครื่องจักรการลงทุนเอกชนมีสัดส่วนถึง 18% ต่อจีดีพี ใหญ่กว่าการลงทุนภาครัฐถึง 3 เท่า แต่การลงทุนเอกชนในรอบ 9 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพียงค่ 0.6% เท่านั้นขณะที่ธปท.มองส่งออกจะเริ่มดีขึ้น และการบริโภคฟื้นตัวจากรายได้ภาคเกษตรที่ดีขึ้น
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การลงทุนภาคเอกชนติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปีซ้อนไตรมาส 3 ปีนี้มีอัตราติดลบอยู่ที่ 0.5% และคาดว่าในไตรมาสสุดท้ายยังคงติดลบ แม้ว่าภาครัฐจะพยายามเร่งหรือมีการกระตุ้นผ่านมาตรการของรัฐทั้งการลดหย่อนภาษี หรือสิทธิประโยชน์ แต่ยังไม่เห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้น หากในปี 2560 การลงทุนไม่เกิดขึ้น จะส่งผลให้ไทยหลุดจากห่วงโซของโลก ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
“เศรษฐกิจปีหน้าจะเผชิญโอกาสและความท้าทาย เปรียบเหมือนสายรุ้งที่มีทั้งด้านสดใสและด้านอึมครึมจากสีม่วงไปจนถึงสีแดง เราจึงปรับประมาณการปีหน้าเหลือ 3.2% จากเดิมที่มอง 3.5% โดยให้น้ำหนักความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศ ส่วนภายในเรื่องการลงทุนเอกชนที่คาดว่าบวกเล็กน้อย ดังนั้น นิยามเศรษฐกิจปีหน้า หากไม่ฝ่าสายฝน และจะเจอสายรุ้งได้ยังไง"
ทั้งนี้ การเติบโตในระดับ 3.2% เป็นการเติบโตด้วยความเสี่ยง โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 3% และจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มาจากนโยบายการกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกาที่จะส่งผลต่อการส่งออกของจีนไปยังตลาดสหรัฐฯ น้อยลง และต่อเนื่องมายังการนำเข้าสินค้าจากไทยของจีนปรับลดลง
ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอ จะกดดันความเชื่อมั่นในการบริโภคให้ขยายตัวลดลง กระทบการส่งออกปีหน้ายังไม่ฟื้นตัวคาดว่าจะติดลบ 0.6%และต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและดอกเบี้ยสหรัฐฯหดแคบลง
ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2560 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเฟดทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยคือส่วนต่างดอกเบี้ยไทยและดอกเบี้ยสหรัฐฯจะอยู่ในระดับเดียวกันที่ 1.5% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ในปี 2551ทำให้มีผลต่อค่าเงินบาทอ่อนตัว และเงินทุนไหลออก ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนในปี 2561 แต่คาดว่าเงินบาทในปี 2560 จะอยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
“แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะฟื้นตัวได้บ้างจากการบริโภคที่ดีขึ้น และปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายลงไป แต่ไม่อาจชดเชยแรงกดดันจากภายนอกได้ จึงเป็นโจทย์ท้าทายของภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ยังสดใสในปีหน้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้”
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2560 จะขยายตัว 3.3% เท่าปีนี้ โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวช้า เป็นผลมาจากปัจจัยต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 จากผลกระทบการจัดระเบียบการท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการบริโภคที่ชะลอตัวจากการใช้จ่ายล่วงหน้าผ่านมาตรการช็อปช่วยชาติ
โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกจะเติบโตได้ระดับ 3.2% และในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาขยายตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 3.4% โดยมีสัญญาณมาจากภาคเอกชนเริ่มลงทุน และการส่งออกที่กลับมาทรงตัวและหยุดติดลบ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559






