thansettakij
thansettakij
บี/อีค้างในระบบ3แสนล. จับตาไม่ต่ออายุสมาคมเตือนผู้ออกเปิดวงเงินสินเชื่อเผื่อไว้

บี/อีค้างในระบบ3แสนล. จับตาไม่ต่ออายุสมาคมเตือนผู้ออกเปิดวงเงินสินเชื่อเผื่อไว้

26 ธ.ค. 59 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ธ.ค. 59 | 10:16 น.
สมาคมเปิดยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้นถึง 2 ล้านล้านบาทปีนี้ ไม่มีเรตติ้งสูงกว่า 1 ล้านล้าน ส่วนระยะยาวนิวไฮ กว่า 7 แสนล้านบาท

รายงานข่าวจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้รวบรวมข้อมูลการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชนในปี 2559 นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 20 ธันวาคมว่า มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะสั้นรวม 2.1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 105% ของมูลค่าการขึ้นทะเบียนใยนปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นตราหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต(ไม่มีเรตติ้ง)มูลค่า 1.19 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ การออกตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนใหญ่เป็นการเสนอขายตั๋วแลกเงิน(บี/อี)ให้กับนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ หรือกลุ่มไฮเน็ตเวิร์ค ทั้งประเภทที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียนกับสมาคม
สมาคมยังมีการรายงานตัวเลขตราสารหนี้ระยะสั้นคงค้างมีทั้งสิ้น 435,003 ล้านบาท โดยมีตั๋วบี/อีสูงที่สุด ถึง 317,098 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 73% รองลงมาเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น สัดส่วน 25% มูลค่า 107,625 ล้านบาท ขณะเดียวกันตราสารหนี้ระยะสั้นคงค้างส่วนใหญ่หรือประมาณ 67% มีการจัดอันดับเครดิต(จัดเรตติ้ง) ที่เหลือสัดส่วน 33% ไม่มีการจัดเครดิต

สำหรับตราสารหนี้ระยะยาว ในปีนี้ จนถึงวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าการออกรวม 786,569 ล้านบาท ถือเป็นการขึ้นทะเบียนสูงสุดจากทุกช่วงเวลาในอดีต(นิวไฮ) และคิดเป็น131% ของมูลค่าการขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มธุรกิจที่ออกเสนอขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธนาคาร ,พาณิชย์ ,พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ,เงินทุนและหลักทรัพย์, พลังงานและสาธารณูปโภค

“ตราสารหนี้ระยะยาวส่วนใหญ่มีการขึ้นทะเบียน ส่วนการเสนอขายให้กับนักลงทุนกลุ่มใหญ่ มีทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน นอกจากนั้นมูลค่าคงค้างส่วนใหญ่เป็นตราสารที่มีการเรตติ้งด้วย คือมีเพียง4% เท่านั้นที่ไม่มีการเรตติ้ง คิดเป็นมูลค่า 97,419 ล้านบาท ” สมาคมระบุ

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าว กรณีบริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ฯ (KC) ผิดนัดชำระหนี้ ว่า อาจจะส่งผลเชิงจิตวิทยา ทำให้นักลงทุนไม่ซื้อตั๋วบี/อี เพื่อความไม่ประมาท บริษัทผู้ออกควรจะเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ เช่น การขอเปิดวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ไว้ หากนักลงทุนไม่ต่ออายุ ก็จะมีเงินคืนได้ทันที

“ กรณี KC ทำให้นักลงทุนคิดว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับรายอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจจะไม่ต่ออายุตั๋วบี/อีเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ออกอย่าชะล่าใจ จะต้องมีแบ็กอัพเผื่อไว้ ธุรกิจไม่ได้ใช้สินเชื่อแบงก์เป็นเงินหมุนเวียนเหมือนแต่ก่อน หันมาใช้ตั๋วบีอีแทน จึงไม่มีวงเงิน แต่ต่อไปจะต้องเตรียมพร้อม”นางสาวอริยากล่าว

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกล่าวว่า สมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกับตลอด หลังจากแนวโน้มการออกตั๋วบี/อี เพิ่มขึ้น และเป็นกังวลเรื่องการออกบี/อีนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ชำระหนี้การค้า อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการหันมานิยมออกตั๋วบี/อี เพราะการออกมีความสะดวกและรวดเร็ว กว่าการออกหุ้นกู้ ซึ่งการออกหุ้นกู้แม้เป็นระยะสั้นก็จะต้องขอที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตามกฎหมายมหาชน ส่วนการออกบี/อีขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเท่านั้น

“จะต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การออกหุ้นกู้สะดวกและรวดเร็ว เพราะการออก ตั๋วบี/อีใช้เวลา1 วันก็ขายได้แล้ว และไม่มีข้อกำหนดสิทธิ์ ไม่ต้องมีหน้าที่ของผู้ออก”

ด้านบริษัท เคซี.พร็อพเพอร์ตี้ฯ ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี วงเงิน 130 ล้านบาท กับกองเปิดโซลาริสพริวิลเลจ 3 เอ็ม 4 (S-PFI 3M4) ของบลจ.โซลาริส เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะการชะลอตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นบริษัท ได้หาแนวทางแก้ไขแล้วและได้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้เป็นวันที่ 10 เมษายน 2560 โดยคงอัตราดอกเบี้ยที่ 7.5% ต่อปี หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะต้องชำระดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะดำเนินการขายที่ดินรอการพัฒนาที่ยังไม่มีนโยบายพัฒนาเป็นโครงการในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อชำระหนี้คืนแก่บลจ.โซลาริส โดยคาดว่าจะสามารถชำระหนี้จำนวนดังกล่าวครบถ้วนภายใน 3 เดือน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline