thansettakij
thansettakij
ธปท.เปิดแผน 3ปียกระดับเสถียรภาพการเงิน

ธปท.เปิดแผน 3ปียกระดับเสถียรภาพการเงิน

26 ธ.ค. 59 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ธ.ค. 59 | 10:17 น.
ธปท.กางยุทธศาสตร์ 3 ปี (2560-2562) ดูแล 3 กลุ่มงานหลัก เสถียรภาพ/พัฒนา/เสริมสร้างความแข็งแกร่งองค์กร ชี้ พร้อมยกระดับผู้เล่นหน้าใหม่ หนุนแบงก์ป้องกันไซเบอร์ ล่าสุด ลงนามความร่วมมือธนาคารกลางอินโดนีเซีย เดินหน้าค้าขายสกุลท้องถิ่น

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2562 โดยมุ่งหวังวางรากฐานการทำหน้าที่ของธปท. เพื่อส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจ โดยมี 3 กลุ่มงานสำคัญ ได้แก่ด้าน 1.ด้านเสถียรภาพ 2.ด้านการพัฒนา และ 3.ด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในองค์กร ภายใต้วิสัยทัศน์เป็นองค์กรที่มองไกล มีหลักการและร่วมมือเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยังยืนของไทย และมุ่งส่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีเสถียรภาพ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

ภายใต้กลุ่มงานด้านเสถียรภาพ เป็นโจทย์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเศรษฐกิจในอนาคตการเงินมีการเชื่อมโยงซับซ้อนมากขึ้น ภาวะดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และสภาพคล่องสูงที่เป็นปรากฎการณ์ความผันผวนที่เผชิญมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ด้านเสถียรภาพจะครอบคลุมทั้งด้านการเงิน ด้านระบบการเงิน ด้านระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน

ดังนั้น ภายใต้เสถียรภาพทั้ง 4 ด้าน ธปท.จึงต้องมีกระบวนการตัดสินใจนโยบายการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าจะต้องให้นำหนักในปัจจัยด้านอุปทานมากขึ้น จากเดิมที่ให้น้ำหนักในอุปสงค์ ตลอดจนการพัฒนาระบบแบบจำลองและเครื่องมือที่จะต้องปรับปรุงให้ทันสมัย และพร้อมใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผลักดันให้กลไกอัตราแลกเปลี่ยนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะผลักดันการดูแลเสถียรภาพรูปแบบการเงินของประเทศร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพการติดตามและประเมินความเสี่ยงควบคู่กัน

ส่วนการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินจะปรับปรุงการกำกับดูแลให้พร้อมรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ อย่างเหมาะสม สร้างความมั่นคง ขณะเดียวกันจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน รวมทั้งขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินมีการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านไอทีและรับมือกับภัยคุกคามจากไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากล เนื่องจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นด้านไซเบอร์ ธปท.จึงต้องมีการกำกับดูแล และทำงานเชิงรุก เพราะความท้าทายในอนาคตดิจิทัล ฟินเทค และระบบการชำระเงิน จึงมีการตั้งหน่วยงานตรวจสอบไอทีเพื่อทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน และเท่าทันความเสี่ยงมากขึ้น โดยธปท.จะเป็นแกนหลักในการผลักดัน

"ส่วนการสร้างเครื่องมือและนโยบายการเงิน จะหยิบยกตัวอย่างจากต่างประเทศ และดูความสอดคล้องของไทยด้วย ซึ่งจะมีทั้งเครื่องมือเก่าและเครื่องมือใหม่ เพราะในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสถาบันการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โลกเดิม จึงต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนจะสร้างเครื่องมือ และจะต้องดูเรื่องการส่งผ่านนโยบายการเงิน เช่น ดอกเบี้ย ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง และผลต่อข้อต่อต่างๆ จึงต้องปรับกันไป เพราะในยามเงินเฟ้อสูง จะเห็นว่านโยบายการเงินจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ในช่วงเงินเฟ้อต่ำ สภาพคล่องสูง นโยบายการเงินจะไม่เข้มข้นเท่า ซึ่งเป็นไปตามภาวะ และจะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาธปท.ปรับดอกเบี้ย แต่แบงก์ไม่ปรับเลย แต่จะเห็นนโยบายส่งผ่านไปตลาดทุนมากกว่า เรื่องนี้จึงต้องพิจารณาดูว่าเครื่องมือไหนเหมาะสม"

สำหรับด้านการพัฒนา ภายหลังจากดิจิทัลเข้ามา ทำให้ทิศทางการทำธุรกรรมผ่านเอทีเอ็มน้อยลง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกับสมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารพาณิชย์บางแล้วที่จะหันมาใช้เอทีเอ็มร่วมกัน นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบการเงินกับต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะกับกลุ่ม CLMV ที่มีการค้าและลงทุนเพิ่มขึ้น จึงมีการร่วมมือในด้านเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชำระเงินรายย่อยและขยายบริการโอนเงินระหว่างประเทศ (Local Currency) ที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีความผันผวน

ที่ผ่านมาธปท.สามารถทำธุรกรรมกับสกุลเงินหยวน/จีนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากปัจจุบันปริมาณธุรกรรมเพิ่มเป็น 2% จากก่อนทำอยู่ที่ 0.3% รวมถึงเงินริงกิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรนั้น ธปท.จะยกระดับองค์กรให้ทันสมัยคล่องตัว โดยจะพัฒนาใน 5 ด้านได้แก่ การพัฒนาระบบข้อมูลและการวิเคราะห์การพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาศักยภาพองค์กรและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องโดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน รวมถึงการเปิดศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางเศรษฐกิจการเงินอย่างครบวงจร

"บุคลากรธปท.จะต้องมีความรู้เชิงลึก รู้รอบด้าน และต้องมีความเข้าใจด้าน Supply Side ภาคธุรกิจมากขึ้น และจะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนมิติผลตอบแทนไม่ได้เป็นมิติสำคัญ แต่เป็นมิติหนึ่งในภาพมิติใหญ่ โดยพนักงานยังคงอยู่ที่ 3,600 คน แต่พนักงานจะมีหน้าที่ที่หลากหลายมากขึ้น"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25 -28 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline