thansettakij
thansettakij
‘ขุนคลัง’เปิดอกเคลียร์ สิทธิคงเดิมรักษาพยาบาลข้าราชการ

‘ขุนคลัง’เปิดอกเคลียร์ สิทธิคงเดิมรักษาพยาบาลข้าราชการ

25 ธ.ค. 59 | 09:00 น.
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ยืนยันว่า แนวคิดของกระทรวงการคลัง ที่จะให้ธุรกิจประกันภัย เป็นผู้บริหารงบประมาณค่ารักษาพยาบาลประจำปีนั้น สิทธิของข้าราชการจะยังคงเดิมทุกประการ ไม่ต่างจากปัจจุบันที่ข้าราชการตั้งเรื่องเบิกจากกรมบัญชีกลาง แต่ที่คลังต้องดำเนินการเพื่อคุมงบประมาณค่ารักษาพยาบาลประจำปีไม่ให้สูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้

“คลังยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะไปลดทอนสิทธิประโยชน์ของข้าราชการทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้จะให้บริษัทประกันภัยเข้ามารับบริหาร ซึ่งเดิมเคยรักษาโรงพยาบาลไหนสุดท้ายก็ยังรักษาที่โรงพยาบาลนั้น หรือเมื่อป่วยเคยเบิกยาอะไรได้ ก็ยังเบิกได้เหมือนเดิม ส่วนโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมบัญชีกลางก็ยังได้รับสิทธิเบิกค่ารักษาได้ตามเดิม”นายอภิศักดิ์ กล่าว

ค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินจริงเกิดขึ้นหลังตรวจพบความผิดปกติ ทำให้เงินค่ารักษาพยาบาล และค่ายาปรับเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปีงบประมาณ 2559 มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาท แต่มีการเบิกค่ารักษาและค่ายาสูงถึง 7.1 หมื่นล้านบาท

จุดรั่วไหลที่กรมบัญชีกลางพบบ่อยคือ การเวียนเทียนยา การเบิกค่ารักษาเกินจริง ไม่เจ็บไม่ป่วยแต่มารักษาเพื่อนำยาไปใช้ส่วนตัว มีการเบิกยาทุกวัน การเปลี่ยนโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ และคนไข้รักษาอยู่จังหวัดหนึ่งแต่เบิกยาอีกจังหวัดหนึ่ง

แนวคิดดึงบริษัทประกันมาบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ มีการศึกษากันมาหลายปีแล้ว โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เสนอแนวคิดให้ธุรกิจประกันมารับความเสี่ยงตรงนี้ แต่ธุรกิจประกันมองว่ามีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูง ซึ่งแต่ละปีได้มีการเรียกธุรกิจประกันให้เข้ามารับข้อมูลแต่ก็ยังไม่มีข้อตกลงที่แน่ชัด

“บริษัทประกันมองว่าจุดที่เสี่ยงคือข้อตกลงของรัฐบาลที่กำหนดวงเงินให้เทียบเท่ากับวงเงินที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลในปีงบประมาณที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับขึ้นทุกปีโอกาสทำกำไรยากแต่เที่ยวนี้ปลัดคลังบอกว่าประกันภัยจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยสังคม เพราะมีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้ในการบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลถ้าประกันเข้ามาบริหารจะลดการรั่วไหลได้ และกลับมาเป็นผลกำไรของบริษัทประกันต่างๆ”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันด้วยว่าแม้จะให้บริษัทประกันมาบริหารรัฐบาลจะคุมงบประมาณต่อปีไว้ที่ไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท ไม่มีการเพิ่มงบประมาณให้กับธุรกิจเพิ่มเติม เรียกว่ากำหนดวงเงินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น

ส่วนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นสิ่งที่ธุรกิจประกันต้องไปหาวิธีการบริหารจัดการเอง แต่ห้ามลดสิทธิ ตลอดจนการรักษาพยาบาลจากเดิมที่ข้าราชการเคยได้รับ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีความชดเจนจากธุรกิจประกันว่าจะเข้ามารับบริหารวงเงินก้อนนี้หรือไม่ อาจต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาก่อนที่จะเสนอกลับมายังกรมบัญชีกลางอีกครั้งในปี 2560ซึ่งก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าธุรกิจประกันจะเข้ามารับความเสี่ยงหรือบริหารแทนกรมบัญชีกลาง ระหว่างนี้กระทรวงการคลังต้องเร่งทำความเข้าใจว่าข้าราชการจะไม่เสียประโยชน์

ส่วนสาเหตุที่ทำไมไม่ให้กรมบัญชีกลางควบคุมตั้งแต่ต้นทางตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องมีระบบตรวจสอบ เช่นเดียวกับบริษัทประกันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่ากรมบัญชีกลางไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปดูรวมถึงตรวจสอบความผิดปกติซึ่งเดิมเคยมีผู้เสนอว่าให้ตั้งหน่วยงานติดตามเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก

ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาธุรกิจประกันก็มีการรับประกันภัยด้านสุขภาพนี้อยู่ และรู้ว่ามีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นธุรกิจประกันสามารถนำประสบการณ์นำมาจัดการสิ่งที่เจอหรือสิ่งที่กรมบัญชีกลางเจอในแง่ของการทุจริตด้านค่ารักษาพยาบาลซึ่งธุรกิจประกันยืนยันว่าจะไม่ตรวจสอบการรักษาพยาบาลของทุกราย จะใช้วิธีสุ่มตรวจ เพียง 2-3%ของข้าราชการทั้งหมด 10 ล้านราย

“ถามว่าการที่จะให้กรมบัญชีกลางไปทำระบบเหมือนธุรกิจประกันนั้นทำได้หรือไม่คงตอบได้ว่ากรมบัญชีกลางไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปดูรวมถึงตรวจสอบความผิดปกติซึ่งเดิมเคยมีผู้เสนอว่าให้ตั้งหน่วยงานติดตามเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลขึ้นมา ในทางกลับกันการตั้งหน่วยงานขึ้นมาต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ที่จะใช้ติดตามและตรวจสอบหากต้องใช้งบเข้ามาพัฒนาระบบแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ตามที่คาดหมาย”

ขณะที่กว่าที่ธุรกิจประกันจะมีระบบตรวจสอบความผิดปกติ ทางด้านค่ารักษาพยาบาลนั้นก็ต้องอาศัยระยะเวลาอาศัยกระบวนการลองผิดลองถูกของตัวเองทั้งสิ้น ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนเป็นระบบที่ใช้ในปัจจุบันเพราะสมัยก่อนที่เคยทำแรกๆ นั้นก็เจ๊ง ขาดทุนไปเพราะเจอการเวียนเทียนยาแบบนี้เหมือนกัน แต่ภายหลังเมื่อมีการพัฒนาระบบก็สามารถควบคุมไม่ให้เกิดการการรั่วไหลเกิดขึ้นได้

“กระทรวงการคลังเปิดรับความคิดเห็นตรงนี้ไม่ใช่ว่าจะปิดหรือให้เฉพาะธุรกิจประกันเข้ามาบริหารงานให้แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัดรวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นและเพิ่มขึ้นทุกปี โจทย์คือทำอย่างไรที่จะต้องควบคุมงบประมาณให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเหมาะสม”

นายอภิศักดิ์ ชี้ว่า คนที่ออกมาเรียกร้อง ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนที่เคยได้ประโยชน์บางแบบไม่ถูกต้อง เมื่อจะเปลี่ยนก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะเสียประโยชน์ก็ออกมาโวยวาย ตรงนี้เราก็มองว่าไม่เป็นไรเราฟังทุกคนจุดประสงค์ของคลังคือทำอย่างไรให้คนทั้งประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราไม่ได้ออกมาตรการหรือนโยบายเพื่อช่วยเฉพาะคนบางกลุ่ม”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline