
คุมธุรกิจสร้างบ้านพ่นพิษ ลูกค้าชะลอเซ็นสัญญา รอดูความชัดเจน
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน โอดเริ่มเห็นสัญญาณลูกค้าชะลอเซ็นสัญญาก่อสร้าง หลังมีประกาศให้ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ผู้ประกอบการปรับแก้สัญญารองรับ ด้าน สมาคมไทยรับสร้างบ้าน เล็งเข้าพบเลขาธิการสคบ.ชี้แจงข้อเท็จจริง หวั่นกระทบรับเหมารายย่อยกว่าหมื่นรายทั่วประเทศ
นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการสอบถามไปยังสมาชิกสมาคมฯกว่า 50 บริษัทในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เกี่ยวกับผลกระทบจากประกาศให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อยู่อาศัยหรือธุรกิจรับสร้างเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญานั้น ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการเซ็นสัญญาก่อสร้าง โดยให้หตุผลว่าอยากให้ประกาศมีผลบังคับใช้ก่อน และต้องการให้บริษัทปรับแก้สัญญาให้สอดคล้องกับประกาศดังกล่าว ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง
“แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่เป็นตัวเลขว่ามีการชะลอการเซ็นสัญญามากน้อยเพียงใด แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่บงบอกว่าประกาศดังกล่าว มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมจึงต้องรีบส่งหนังสือขอความคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครอง คาดว่าจะยื่นก่อนปีใหม่ ระหว่างนี้ก็ได้มีการปรับแก้ในส่วนของสัญญาให้สอดคล้องกับประกาศไปก่อน จนกว่าศาลจะมีการพิจารณาใดๆออกมา”
เมื่อสอบถามถึงเรื่องการเข้าพบ พล.ต.ต ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆ นายพิชิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯได้มีการเข้าร่วมประชุมหารือเรื่องร่างประกาศดังกล่าว พร้อมเสนอแนะข้อเท็จจริงมาโดยตลอด แต่เหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับ แม้ว่าจะส่งหนังสือขอรายงานการประชุมไปหลายครั้งแล้วก็ตาม
ต่อกรณีที่ทดลองใช้ประกาศดังกล่าวก่อนเป็นเวลา 1 ปี หากพบปัญหาก็สามารถเข้ามาเจรจากับทางสคบ. มองว่าหากให้ถึงเวลานั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่อาจประเมินค่าได้เกิดขึ้นจึงเห็นสมควรทำหนังสือส่งถึงศาลปกครองให้พิจารณาดีกว่า
สำหรับภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดลงประมาณ 15% จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีว่า ตลาดจะมีมูลค่าอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่ารวมของตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปีนี้มีอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ 1.02 หมื่นล้านบาท
นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะเข้าพบท่านเลขาธิการสคบ. เพื่อบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากประกาศดังกล่าว โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในรูปนิติบุคคล ซึ่งมีจำนวนกว่า 5 หมื่นรายทั่วประเทศ เนื่องจากผู้รับเหมากลุ่มนี้ยังขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำ BOQ หรือการให้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาค่าก่อสร้างทั้งหมดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งบัญชีแสดงปริมาณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและราคา
โดยการทำแบบ BOQ เป็นลักษณะของการประมูลงานของหน่วยราชการ คือ ผู้บริโภคนำแบบมาให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยผู้รับเหมาจะแสดงรายการต่างๆอย่างละเอียด เพื่อยื่นประมูลแข่งกัน ผู้รับเหมารายใดแสดงรายการตรงตามความต้องการก็จะได้รับงานก่อสร้างชิ้นนั้นๆไป ซึ่งทางปฎิบัติผู้รับเหมารายย่อยไม่เคยทำ BOQ มาก่อน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ผู้รับเหมากลุ่มนี้จะออกจากตลาด
นอกจากนี้ยังมองว่าประกาศดังกล่าว ถูกจัดทำขึ้นผิดหลักวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก เดิมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสคบ.ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้าน เพื่อขอข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำสัญญามาตรฐานรับสร้างบ้าน แต่เมื่อใช้จริงกลับเป็นประกาศให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่ออยู่อาศัยหรือธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ซึ่งเป็นการสั่งให้ทำและห้ามทำ ไม่ใช่การกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เหมือนสัญญามาตรฐาน
“ตอนนี้สมาคมได้ส่งหนังสือชี้แจง เกี่ยวกับรายละเอียดของประกาศดังกล่าว พร้อมให้ความรู้กับทางสมาชิกรับทราบแล้ว ซึ่งจากการสอบถามสมาชิกหลายท่านก็บอกตรงกันว่า ยังไม่มีการชะลอการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ยังคงดำเนินการตามแผนเดิม แต่ที่มีแนวคิดจะเข้าพบท่านเลขาธิการสคบ.ก็เพราะเป็นห่วงผู้รับเหมารายย่อยที่เป็นจำนวนมากในประเทศ” นายสิทธิพร กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559
นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการสอบถามไปยังสมาชิกสมาคมฯกว่า 50 บริษัทในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เกี่ยวกับผลกระทบจากประกาศให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อยู่อาศัยหรือธุรกิจรับสร้างเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญานั้น ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการเซ็นสัญญาก่อสร้าง โดยให้หตุผลว่าอยากให้ประกาศมีผลบังคับใช้ก่อน และต้องการให้บริษัทปรับแก้สัญญาให้สอดคล้องกับประกาศดังกล่าว ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง
“แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่เป็นตัวเลขว่ามีการชะลอการเซ็นสัญญามากน้อยเพียงใด แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่บงบอกว่าประกาศดังกล่าว มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมจึงต้องรีบส่งหนังสือขอความคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครอง คาดว่าจะยื่นก่อนปีใหม่ ระหว่างนี้ก็ได้มีการปรับแก้ในส่วนของสัญญาให้สอดคล้องกับประกาศไปก่อน จนกว่าศาลจะมีการพิจารณาใดๆออกมา”
เมื่อสอบถามถึงเรื่องการเข้าพบ พล.ต.ต ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆ นายพิชิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯได้มีการเข้าร่วมประชุมหารือเรื่องร่างประกาศดังกล่าว พร้อมเสนอแนะข้อเท็จจริงมาโดยตลอด แต่เหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับ แม้ว่าจะส่งหนังสือขอรายงานการประชุมไปหลายครั้งแล้วก็ตาม
ต่อกรณีที่ทดลองใช้ประกาศดังกล่าวก่อนเป็นเวลา 1 ปี หากพบปัญหาก็สามารถเข้ามาเจรจากับทางสคบ. มองว่าหากให้ถึงเวลานั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่อาจประเมินค่าได้เกิดขึ้นจึงเห็นสมควรทำหนังสือส่งถึงศาลปกครองให้พิจารณาดีกว่า
สำหรับภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดลงประมาณ 15% จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีว่า ตลาดจะมีมูลค่าอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่ารวมของตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปีนี้มีอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ 1.02 หมื่นล้านบาท
นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะเข้าพบท่านเลขาธิการสคบ. เพื่อบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากประกาศดังกล่าว โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยที่ไม่ได้อยู่ในรูปนิติบุคคล ซึ่งมีจำนวนกว่า 5 หมื่นรายทั่วประเทศ เนื่องจากผู้รับเหมากลุ่มนี้ยังขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำ BOQ หรือการให้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับราคาค่าก่อสร้างทั้งหมดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งบัญชีแสดงปริมาณวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างและราคา
โดยการทำแบบ BOQ เป็นลักษณะของการประมูลงานของหน่วยราชการ คือ ผู้บริโภคนำแบบมาให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยผู้รับเหมาจะแสดงรายการต่างๆอย่างละเอียด เพื่อยื่นประมูลแข่งกัน ผู้รับเหมารายใดแสดงรายการตรงตามความต้องการก็จะได้รับงานก่อสร้างชิ้นนั้นๆไป ซึ่งทางปฎิบัติผู้รับเหมารายย่อยไม่เคยทำ BOQ มาก่อน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ผู้รับเหมากลุ่มนี้จะออกจากตลาด
นอกจากนี้ยังมองว่าประกาศดังกล่าว ถูกจัดทำขึ้นผิดหลักวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก เดิมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางสคบ.ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้าน เพื่อขอข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำสัญญามาตรฐานรับสร้างบ้าน แต่เมื่อใช้จริงกลับเป็นประกาศให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่ออยู่อาศัยหรือธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ซึ่งเป็นการสั่งให้ทำและห้ามทำ ไม่ใช่การกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน เหมือนสัญญามาตรฐาน
“ตอนนี้สมาคมได้ส่งหนังสือชี้แจง เกี่ยวกับรายละเอียดของประกาศดังกล่าว พร้อมให้ความรู้กับทางสมาชิกรับทราบแล้ว ซึ่งจากการสอบถามสมาชิกหลายท่านก็บอกตรงกันว่า ยังไม่มีการชะลอการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ยังคงดำเนินการตามแผนเดิม แต่ที่มีแนวคิดจะเข้าพบท่านเลขาธิการสคบ.ก็เพราะเป็นห่วงผู้รับเหมารายย่อยที่เป็นจำนวนมากในประเทศ” นายสิทธิพร กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559






