
‘พิเชฐ’ลั่น!ไม่แตะ‘ซิงเกิล เกตเวย์’ ‘ดีอี’ลุยเน็ตหมู่บ้าน
หลังถูกแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี นายพิเชฐ ดรุงคเวโรจน์ รัฐมนตรีคนแรก ซึ่งมานั่งตำแหน่งอย่างเป็นทางการแทน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รักษาการรัฐมนตรีดีอี ได้ถือฤกษ์เอาวันที่ 21 ธันวาคม มอบนโยบายให้กับหน่วยงานภายใต้สังกัด พร้อมทั้งแถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงดีอี เป็นครั้งแรก
สร้างกระทรวงให้เป็นปึกแผ่น
นายพิเชฐ บอกว่า เป็นวันแรกที่ได้เข้ากระทรวงหลังได้รับตำแหน่งและจะเข้ามาช่วยประสานงานให้กระทรวงเป็นปึกแผ่นและได้ให้นโยบายให้หน่วยงานที่มีอยู่ร่วมกันภายใต้กระทรวงดีอีทำงานร่วมกันได้ ลดการแข่งขัน และให้เกิดการต่อยอดร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะสังเกตได้จากข้อมูลทั้ง 10 หน่วยงาน ของกระทรวงดีอีที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับประเทศได้เป็นอย่างมาก
"เรามีหลายอย่างที่เชื่อมโยงได้ในระดับประเทศและที่อะเมซิ่งคือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีศูนย์ให้บริการถึง 5,000 แห่ง สำนักงานสถิติที่มีครบทุกจังหวัด 76 จังหวัด ศูนย์อินเตอร์เน็ตชุมชนกว่า 2,000 แห่ง ทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ของกระทรวงที่ผมจะใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เนื่องจากเรามีทั้งเรื่องของบทบาทการเป็นกระทรวงดีอี มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานประเทศโดยใช้ดิจิตอล มีแผนสร้างเกตเวย์ให้ทั่วประเทศ”
ทำโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสะพานเชื่อมระดับภูมิภาค
นายพิเชฐ ยังเผยถึงบทบาทกระทรวงดีอี ว่า ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศก้าวหน้าเพื่อเป็นสะพานเชื่อมในระดับภูมิภาคในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม) เนื่องจากประเทศไทยยอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด
“เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่พอต้องส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้ด้วย และ ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานเพื่อเป็นช่องทางพัฒนา อี-บิสิเนส และ แอพพลิเคชัน อื่น ๆ เป็นต้น”
กลางปี 60 ผุดงาน “ไทยแลนด์ดิจิตอลบิ๊กแบง”
นอกจากนี้แล้วจากการคุยกับ 10 หน่วยงาน และจากฟังผู้บริหารที่ได้สรุป คือ การสร้างดิจิตอลไทยแลนด์จะเป็นคำตอบให้กับไทยแลนด์ 4.0 ดิจิตอลไทยแลนด์ หลายอย่างไม่ได้ทำให้เสร็จในเวลาเดียว แต่จะให้เป็นหลักการ คือ เน้นดิจิตอลชุมชน อันประกอบด้วย 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 3.ระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น โดยการใช้ดิจิตอลชุมชนทั้งในประเทศและนอกประเทศครอบคลุมโลจิสติกส์ของปณท และเอกชน รวมถึงการทำงานกลายเป็นดิจิตอลชุมชน ด้วยหลายความรู้ แหล่งความรู้ทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องเป็นการร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข ที่จะนำความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้พัฒนา
ในเชิงรูปธรรมของการทำให้สังคมไทยและทั่วโลกได้รับรู้ ดังนั้นในกลางปีหน้าจะมีการเตรียมจัดงาน "ไทยแลนด์ดิจิตอลบิ๊กแบง" เพื่อเชิญกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งหลักๆ การให้นโยบายในครั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานทำงานบูรณาการกับทุกกระทรวง ตนจะเป็นตัวเชื่อมให้เพื่อให้ ทำงานอย่างมีพลัง เพื่อเห็นไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมและจะทำงานอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เดินหน้าเน็ตหมู่บ้านเป็นของขวัญปีใหม่
ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ กระทรวงดีอี ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในเฟสแรกในมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท จากจำนวนทั้งหมด 7.9 หมื่นหมู่บ้าน ในจำนวน 50% ได้ติดตั้งและใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปแล้ว แต่อีกจำนวน 4 หมื่นหมู่บ้านยังไม่มีการติดตั้ง
ดังนั้นกระทรวงดีอี ได้มอบหมายให้ ทีโอที ไปดำเนินการติดตั้งจำนวน 2.47 หมื่นหมู่บ้าน ส่วนอีก 1.5หมื่นหมู่บ้าน ทางสำนักงาน กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) จะดำเนินการในส่วนนี้ โดยใช้งบเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ USO (Universal Service Obligation)
“ปี 2560-2561 จะเป็นปีแห่งการวางรากฐานดิจิตอลชุมชนเป็นของขวัญปีใหม่ที่มากกว่าของขวัญปีใหม่ เพราะไม่ได้มีแต่โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านเท่านั้น ยังมีโครงการติดตั้งเคเบิลใต้น้ำ และ โครงการการพัฒนาการเรียนรู้”
ไม่แตะ “ซิงเกิล เกตเวย์”
นายพิเชฐ ได้ชี้แจงกรณีการผ่านพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ซึ่งมีกลุ่มผู้คัดค้านว่า พร้อมจะชี้แจงให้ฝ่ายคัดค้านเข้าใจว่า ขณะนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก ซึ่งการผ่าน พ.ร.บ.คอมพ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนไปของสังคมโลก และสังคมประเทศ ต้องปรับตัวให้ไล่ทันเทคโนโลยีอย่างมีสติ เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนดังนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่โลกกำลังเป็นระบบดิจิตอล หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนต้องปรับให้ทันสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่คือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในระบบดิจิตอล พัฒนาประเทศให้เป็นแสงสว่าง
“มีเรื่องที่สังคมเข้าผิดใจ และผมอยากขอชี้แจง ว่าเรากำลังเดินหน้าประเทศไทยเพื่อการพัฒนา แต่ระหว่างทางของการพัฒนาประเทศ มันอาจจะมีติ่งอยู่ 5% หรือ 10% ที่เป็นติ่งแบบเงาสลัวๆ ทำให้ประเทศมืดมิดลง เกิดความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน แต่เราอยู่กันในสังคม ก็ต้องดูแลสังคมด้วย เราต้องทำทำให้สังคมมีความปลอดภัย ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเรากำลังเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง อะไรที่เป็นความแน่นอน ส่วนอะไรที่เป็นความคลุมเครือเราจะทำให้ถูกต้อง หลายอย่างที่ยังไม่แน่นใจนัก เราจะทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ผู้ที่กังวล เพื่อทำให้มีการปรับเปลี่ยนประกาศกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดความชัดเจน และยอมรับมากที่สุด”
ชี้ต้องมีคำสั่งศาล
นอกจากนี้แล้ว พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประเด็นซิงเกิลเกตเวย์ การลิดรอนสิทธิ์ประชาชน ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมกลั่นกรองเพื่อมาพิจารณาความผิดจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะปรับเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจาก 5 คน เป็น 9 คน และจะให้มีตัวแทนประชาสังคมร่วมด้วยส่วนข้อกังวลว่า รมว.ดีอี จะมีอำนาจมากไปนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีการระบุชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไร ต้องขอให้ศาลพิจารณา ทำให้เกิดความรัดกุมในการกลั่นกรองมากขึ้นแต่ รมว.ดีอี เป็นคนช่วยดูแลให้ทุกเรื่องเดินไปได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เชื่อว่าจะทำให้ผู้กังวลใจนั้น ยอมรับได้ และขอให้เปิดใจดูการทำงานของรัฐบาล กับ กฎหมาย พ.รบ.คอมพ์ฉบับนี้
และทั้งหมด คือ แผนยุทธศาสตร์กระทรวงดีอี ภายใต้การขับเคลื่อนของ นายพิเชฐ ดรุงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี คนปัจจุบัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559
สร้างกระทรวงให้เป็นปึกแผ่น
นายพิเชฐ บอกว่า เป็นวันแรกที่ได้เข้ากระทรวงหลังได้รับตำแหน่งและจะเข้ามาช่วยประสานงานให้กระทรวงเป็นปึกแผ่นและได้ให้นโยบายให้หน่วยงานที่มีอยู่ร่วมกันภายใต้กระทรวงดีอีทำงานร่วมกันได้ ลดการแข่งขัน และให้เกิดการต่อยอดร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะสังเกตได้จากข้อมูลทั้ง 10 หน่วยงาน ของกระทรวงดีอีที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับประเทศได้เป็นอย่างมาก
"เรามีหลายอย่างที่เชื่อมโยงได้ในระดับประเทศและที่อะเมซิ่งคือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีศูนย์ให้บริการถึง 5,000 แห่ง สำนักงานสถิติที่มีครบทุกจังหวัด 76 จังหวัด ศูนย์อินเตอร์เน็ตชุมชนกว่า 2,000 แห่ง ทั้งหมดเป็นสินทรัพย์ของกระทรวงที่ผมจะใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เนื่องจากเรามีทั้งเรื่องของบทบาทการเป็นกระทรวงดีอี มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานประเทศโดยใช้ดิจิตอล มีแผนสร้างเกตเวย์ให้ทั่วประเทศ”
ทำโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสะพานเชื่อมระดับภูมิภาค
นายพิเชฐ ยังเผยถึงบทบาทกระทรวงดีอี ว่า ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศก้าวหน้าเพื่อเป็นสะพานเชื่อมในระดับภูมิภาคในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม) เนื่องจากประเทศไทยยอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด
“เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวไม่พอต้องส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้ด้วย และ ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานเพื่อเป็นช่องทางพัฒนา อี-บิสิเนส และ แอพพลิเคชัน อื่น ๆ เป็นต้น”
กลางปี 60 ผุดงาน “ไทยแลนด์ดิจิตอลบิ๊กแบง”
นอกจากนี้แล้วจากการคุยกับ 10 หน่วยงาน และจากฟังผู้บริหารที่ได้สรุป คือ การสร้างดิจิตอลไทยแลนด์จะเป็นคำตอบให้กับไทยแลนด์ 4.0 ดิจิตอลไทยแลนด์ หลายอย่างไม่ได้ทำให้เสร็จในเวลาเดียว แต่จะให้เป็นหลักการ คือ เน้นดิจิตอลชุมชน อันประกอบด้วย 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 3.ระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น โดยการใช้ดิจิตอลชุมชนทั้งในประเทศและนอกประเทศครอบคลุมโลจิสติกส์ของปณท และเอกชน รวมถึงการทำงานกลายเป็นดิจิตอลชุมชน ด้วยหลายความรู้ แหล่งความรู้ทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องเป็นการร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข ที่จะนำความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้พัฒนา
ในเชิงรูปธรรมของการทำให้สังคมไทยและทั่วโลกได้รับรู้ ดังนั้นในกลางปีหน้าจะมีการเตรียมจัดงาน "ไทยแลนด์ดิจิตอลบิ๊กแบง" เพื่อเชิญกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งหลักๆ การให้นโยบายในครั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานทำงานบูรณาการกับทุกกระทรวง ตนจะเป็นตัวเชื่อมให้เพื่อให้ ทำงานอย่างมีพลัง เพื่อเห็นไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมและจะทำงานอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
เดินหน้าเน็ตหมู่บ้านเป็นของขวัญปีใหม่
ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ กระทรวงดีอี ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในเฟสแรกในมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท จากจำนวนทั้งหมด 7.9 หมื่นหมู่บ้าน ในจำนวน 50% ได้ติดตั้งและใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปแล้ว แต่อีกจำนวน 4 หมื่นหมู่บ้านยังไม่มีการติดตั้ง
“ปี 2560-2561 จะเป็นปีแห่งการวางรากฐานดิจิตอลชุมชนเป็นของขวัญปีใหม่ที่มากกว่าของขวัญปีใหม่ เพราะไม่ได้มีแต่โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านเท่านั้น ยังมีโครงการติดตั้งเคเบิลใต้น้ำ และ โครงการการพัฒนาการเรียนรู้”
ไม่แตะ “ซิงเกิล เกตเวย์”
นายพิเชฐ ได้ชี้แจงกรณีการผ่านพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ซึ่งมีกลุ่มผู้คัดค้านว่า พร้อมจะชี้แจงให้ฝ่ายคัดค้านเข้าใจว่า ขณะนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก ซึ่งการผ่าน พ.ร.บ.คอมพ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนไปของสังคมโลก และสังคมประเทศ ต้องปรับตัวให้ไล่ทันเทคโนโลยีอย่างมีสติ เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนดังนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่โลกกำลังเป็นระบบดิจิตอล หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนต้องปรับให้ทันสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่คือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในระบบดิจิตอล พัฒนาประเทศให้เป็นแสงสว่าง
“มีเรื่องที่สังคมเข้าผิดใจ และผมอยากขอชี้แจง ว่าเรากำลังเดินหน้าประเทศไทยเพื่อการพัฒนา แต่ระหว่างทางของการพัฒนาประเทศ มันอาจจะมีติ่งอยู่ 5% หรือ 10% ที่เป็นติ่งแบบเงาสลัวๆ ทำให้ประเทศมืดมิดลง เกิดความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน แต่เราอยู่กันในสังคม ก็ต้องดูแลสังคมด้วย เราต้องทำทำให้สังคมมีความปลอดภัย ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเรากำลังเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง อะไรที่เป็นความแน่นอน ส่วนอะไรที่เป็นความคลุมเครือเราจะทำให้ถูกต้อง หลายอย่างที่ยังไม่แน่นใจนัก เราจะทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง ผู้ที่กังวล เพื่อทำให้มีการปรับเปลี่ยนประกาศกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดความชัดเจน และยอมรับมากที่สุด”
ชี้ต้องมีคำสั่งศาล
นอกจากนี้แล้ว พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประเด็นซิงเกิลเกตเวย์ การลิดรอนสิทธิ์ประชาชน ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะกรรมกลั่นกรองเพื่อมาพิจารณาความผิดจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะปรับเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจาก 5 คน เป็น 9 คน และจะให้มีตัวแทนประชาสังคมร่วมด้วยส่วนข้อกังวลว่า รมว.ดีอี จะมีอำนาจมากไปนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีการระบุชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไร ต้องขอให้ศาลพิจารณา ทำให้เกิดความรัดกุมในการกลั่นกรองมากขึ้นแต่ รมว.ดีอี เป็นคนช่วยดูแลให้ทุกเรื่องเดินไปได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เชื่อว่าจะทำให้ผู้กังวลใจนั้น ยอมรับได้ และขอให้เปิดใจดูการทำงานของรัฐบาล กับ กฎหมาย พ.รบ.คอมพ์ฉบับนี้
และทั้งหมด คือ แผนยุทธศาสตร์กระทรวงดีอี ภายใต้การขับเคลื่อนของ นายพิเชฐ ดรุงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี คนปัจจุบัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559






