
‘ไนกี้’ปรับกลยุทธ์รองเท้าบาส ดันกำไรไตรมาสล่าสุดทะยาน
ไนกี้ ชูกลยุทธ์หนีคู่แข่ง ปรับลดราคา-ออกแบบใหม่เพื่อชิงตลาดกลุ่มบาสเกตบอล ส่งผลให้ตัวเลขผลประกอบการไตรมาสล่าสุดฟื้นตัวขึ้น โดยบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น 7.3 % และรายได้ปรับตัวเพิ่ม 6.4%
ไนกี้ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า กำไรในปีนี้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จากอานิสงส์ของการฟื้นตัวของธุรกิจบาสเกตบอล โดยหลังจากธุรกิจดังกล่าวของไนกี้เผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง ไนกี้จึงตอบโต้ด้วยการชูกลยุทธ์เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และตั้งราคาขายที่ถูกลง อาทิ รองเท้ารุ่น จอร์แดน 31 และโกเบ เอ. ดี. เปลี่ยนกลยุทธ์จากที่ผ่านมาที่ไนกี้เจาะฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมเป็นหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจรองเท้ากีฬาบาสเกตบอลของไนกี้เจอกับการแข่งขันจากคู่แข่งอย่างรองเท้ากีฬาแบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ที่เริ่มจากการทำเสื้อกีฬา แล้วขยับมาทำธุรกิจรองเท้ากีฬา ที่ดึงตัวนักบาสเก็ตบอลชื่อดังของเอ็นบีเอ สเตเฟนเคอรี่ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ทำให้รองเท้ารุ่น Curry One และ Curry Two ได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มวัยรุ่น
นายเทรเวอร์ เอ็ดเวิร์ด ประธานบริหารของแบรนด์ไนกี้ กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นการกลับมาของบาสเกตบอลอีกครั้ง ซึ่งบริษัทคาดว่ากลุ่มสินค้าบาสเกตบอลจะกลับมาโตอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2560
ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2559 กลุ่มสินค้าบาสเกตบอลของไนกี้ทำรายได้เป็นสัดส่วน 5.1 % ของรายได้ทั้งหมด และแบรนด์จอร์แดนที่ขายสินค้าหลักในกลุ่มบาสเกตบอลเช่นเดียวกัน ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนอีก 10% ทำให้ทั้งแบรนด์ไนกี้และจอร์แดนทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทประมาณ 2.723 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้ตลอดทั้งปีงบประมาณปัจจุบันคาดว่าจะเติบโตได้ในระดับเลขตัวเดียว
นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าตลาดอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในรายงานผลการประกอบการไตรมาส 2 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยอดขายของตลาดอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 3 % อยู่ที่ 3.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้านตลาดจีนนั้น เป็นตลาดที่ไนกี้พยายามกระตุ้นยอดขายมากที่สุด ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 12 % เป็น 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะเดียวกันตลอดทั้งไตรมาสเดือนกันยายน-พฤศจิกายนปี 2559 ไนกี้มีกำไรเพิ่มขึ้น 7.3 % เป็น 842 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น และรายได้เพิ่มขึ้น 6.4% อยู่ที่ 8.180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรหดตัว 1.4% เหลือ 44.2% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของการผลิต มูลค่าของเงินดอลลาร์ที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนลดราคาของสินค้า โดยรายได้และกำไรที่มากขึ้นนี้เป็นผลงานที่ดีใน 2 ตลาดใหญ่ คือ อเมริกาเหนือและจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559
ไนกี้ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า กำไรในปีนี้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จากอานิสงส์ของการฟื้นตัวของธุรกิจบาสเกตบอล โดยหลังจากธุรกิจดังกล่าวของไนกี้เผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง ไนกี้จึงตอบโต้ด้วยการชูกลยุทธ์เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และตั้งราคาขายที่ถูกลง อาทิ รองเท้ารุ่น จอร์แดน 31 และโกเบ เอ. ดี. เปลี่ยนกลยุทธ์จากที่ผ่านมาที่ไนกี้เจาะฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมเป็นหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจรองเท้ากีฬาบาสเกตบอลของไนกี้เจอกับการแข่งขันจากคู่แข่งอย่างรองเท้ากีฬาแบรนด์อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ที่เริ่มจากการทำเสื้อกีฬา แล้วขยับมาทำธุรกิจรองเท้ากีฬา ที่ดึงตัวนักบาสเก็ตบอลชื่อดังของเอ็นบีเอ สเตเฟนเคอรี่ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ทำให้รองเท้ารุ่น Curry One และ Curry Two ได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มวัยรุ่น
นายเทรเวอร์ เอ็ดเวิร์ด ประธานบริหารของแบรนด์ไนกี้ กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นการกลับมาของบาสเกตบอลอีกครั้ง ซึ่งบริษัทคาดว่ากลุ่มสินค้าบาสเกตบอลจะกลับมาโตอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2560
ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2559 กลุ่มสินค้าบาสเกตบอลของไนกี้ทำรายได้เป็นสัดส่วน 5.1 % ของรายได้ทั้งหมด และแบรนด์จอร์แดนที่ขายสินค้าหลักในกลุ่มบาสเกตบอลเช่นเดียวกัน ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนอีก 10% ทำให้ทั้งแบรนด์ไนกี้และจอร์แดนทำรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทประมาณ 2.723 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้ตลอดทั้งปีงบประมาณปัจจุบันคาดว่าจะเติบโตได้ในระดับเลขตัวเดียว
นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าตลาดอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในรายงานผลการประกอบการไตรมาส 2 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยอดขายของตลาดอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 3 % อยู่ที่ 3.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้านตลาดจีนนั้น เป็นตลาดที่ไนกี้พยายามกระตุ้นยอดขายมากที่สุด ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 12 % เป็น 1.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะเดียวกันตลอดทั้งไตรมาสเดือนกันยายน-พฤศจิกายนปี 2559 ไนกี้มีกำไรเพิ่มขึ้น 7.3 % เป็น 842 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น และรายได้เพิ่มขึ้น 6.4% อยู่ที่ 8.180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรหดตัว 1.4% เหลือ 44.2% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของการผลิต มูลค่าของเงินดอลลาร์ที่สูงขึ้น รวมถึงส่วนลดราคาของสินค้า โดยรายได้และกำไรที่มากขึ้นนี้เป็นผลงานที่ดีใน 2 ตลาดใหญ่ คือ อเมริกาเหนือและจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,221 วันที่ 25-28 ธันวาคม 2559






