thansettakij
thansettakij
บีโอไอดันเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์

บีโอไอดันเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์

24 ธ.ค. 59 | 07:00 น.
บีโอไอดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์ 5 ปี ตั้งกิจการแล้ว 88 ราย ทั้งภาคการผลิต การค้า บริการล้วนผ่านการอบรมหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ เผยส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง และเป็นทายาทธุรกิจ โฟกัสแผนส่งเสริมลงทุนไทยในต่างประเทศปี 60 พุ่งกว่า 100 ราย

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงการลงทุนไทยในต่างประเทศว่าบทบาทของบีโอไอในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการส่งเสริมและการอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านข้อมูลและคำปรึกษาซึ่งในปีนี้ได้ทำคู่มือการลงทุนให้กับนักลงทุนที่สนใจไปลงทุนในอาเซียนและสนใจไปลงทุนในประเทศตลาดใหม่คู่มือตรงนี้จะแนะนำว่า ถ้าไปลงทุนแล้วนโยบายของประเทศนั้นๆ จะเป็นอย่างไรควรลงทุนตรงไหน กฎหมายระเบียบต่างๆ เป็นอย่างไร หรือจะร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นหรือกับภาครัฐได้อย่างไร

นอกจากนี้บีโอไอจะจัดกิจกรรมเผยแพร่สัมมนา ปีละ 2-3 ครั้ง แบ่งเป็นจัดในอาเซียน 2 ครั้ง และในตลาดใหม่ 1 ครั้ง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องกฎหมายลงทุนในประเทศเหล่านั้นมาให้ความรู้ และเชิญนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนอยู่แล้วมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งเชิญบีโอไอในประเทศเหล่านั้นมาร่วมสัมมนาด้วย โดยบีโอไอจะมีที่ปรึกษากฎหมายคือ บริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด ซึ่งมีสำนักงานสาขาอยู่ใน 5 ประเทศในกัมพูชา สปป.ลาวเมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย (CLMVI)

“เราจะมีคอนแทร็กต์กับบริษัทสำนักงาน อีวายฯ นักลงทุนอยากรู้เรื่องกฎหมาย ก็จะให้คำปรึกษาได้หรือบางประเทศกฎหมาย กฎระเบียบเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็จะได้เตรียมความพร้อมตรงนี้ก่อน ”

รวมไปถึงการมีหลักสูตรฝึกอบรมสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ (TOISC) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ กลุ่มนี้จะมีการลงทะเบียนกับบีโอไอ ซึ่งในส่วนนี้จัดหลักสูตรฝึกอบรมไปแล้ว 11 รุ่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูล ณ กันยายน2559 ผ่านการอบรมจากบีโอไอแล้ว ทั้งสิ้นกว่า 409 คน ในจำนวนนี้พบว่ามีการจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศหรือในอาเซียนแล้วจำนวน 88 ราย แยกเป็นภาคการผลิต 66 ราย ภาคการค้าและบริการ 22 ราย

ทั้งนี้ถ้าแยกตามประเภทจะเป็นภาคการผลิต ประกอบด้วย ภาคเกษตรแปรรูป 11 ราย เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ 9 ราย อาหารแปรรูป 9 ราย ปิโตรเคมีและพลาสติก 6 ราย อิเล็กทรอนิกส์และซอร์ฟแวร์ 6 ราย ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักร 4 ราย และอื่นๆ 18 ราย (เช่นเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องสำอาง สติ๊กเกอร์ ทำห้องเย็นและพลังงาน เป็นต้น) และภาคการค้าและบริการ จำนวน 22 ราย เช่นขายส่ง ขายปลีก ร้านอาหาร สปา ตัวแทนจำหน่าย รับเหมาก่อสร้าง ให้บริการห้องเย็น บริการทางวิศวกรรมและโรงสีข้าว เป็นต้น

“ทำได้ 10% ขึ้นไปถือว่าประสบผลสำเร็จในการทำให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ เหมือนขายประกันชีวิตที่ขาย 10 รายได้ลูกค้ามา 1 ราย สมมุติว่าผมจัดจับคู่ทางธุรกิจถ้าคุยกัน 10 ราย สำเร็จ 1 รายก็พอใจแล้ว”

รองเลขาธิการกล่าวอีกว่าใน 88 รายนี้ เกิดจากที่นักลงทุนสนใจมาร่วมฝึกอบรมหลักสูตร "สร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ ”โดยผ่านการมาลงทะเบียนสมัครกับบีโอไอก่อน โดยรับรุ่นละไม่เกิน 35 คน พอมาลงทะเบียน บีโอไอก็จัดการฝึกอบรม 60 ชั่วโมง อบรมเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ เรื่องนโยบาย เรื่องการเตรียมพร้อมในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ การวางแผนทางภาษี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการไปดูงาน โดยเปิดโครงการอบรมในหลักสูตรพัฒนาการลงทุนไทยในต่างประเทศมาแล้ว 5 ปี อบรมปีละ 2 รุ่น โดยบีโอไอจะเน้นนักธุรกิจที่เป็นขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี เข้ามาอบรม ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง และเป็นทายาทธุรกิจ มีอำนาจตัดสินใจในการออกไปลงทุน และใช้เงินทุนไม่สูง เป็นการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้โกอินเตอร์ได้เร็วขึ้น

สำหรับแผนดำเนินงานส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศปีงบประมาณ 2560 บีโอไอจะรุกหนักมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะมีการจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศหรือในอาเซียนที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรสร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ โดยผ่านการมาลงทะเบียนสมัครกับบีโอไอจนสามารถจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศได้แล้วเพิ่มขึ้นจาก 88 รายเป็นมากกว่า 100 ราย

โดยนายโชคดี กล่าวถึงแผนการดำเนินงานส่งเสริมปีหน้าว่า จะเดินไปในเชิงรุกและเข้มข้นขึ้นคือ 1.มีเป้าหมายลงไปเจาะลึกเป็นรายเซ็กเตอร์ ลงพื้นที่มากขึ้นว่าควรจะลงทุนในอุตสาหกรรมอะไรดี ในพื้นที่ไหน ประเทศไหน เพราะเวลาที่เอสเอ็มอีไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ ลงไปศึกษาหรือไปทำความรู้จักกับสภาพของตลาดก่อนที่จะเข้าไปลงทุนจริง โดยวางเป้าหมายศึกษาข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มประเทศอาเซียน 6 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และเมียนมา โดยลงไปเจาะกลุ่มประเทศ เจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย(ดูตาราง) 2.จะเปิดออฟฟิศที่เวียดนามและ เมียนมา และในปี2561จะเปิดที่อินโดนีเซีย จากเดิมที่บางสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศจะดู2ขาคือ ดูเรื่องการออกไปดึงทุนทางตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)เข้ามาลงทุนในไทย และส่งเสริมข้อมูลให้ไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ 3.ดูเรื่องรูปแบบการลงทุน

อีกทั้งตามแผนปีงบประมาณ2560 ยังศึกษาข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มประเทศตลาดใหม่5 ประเทศด้วย ได้แก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป ,อินเดีย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเบา และชิ้นส่วนยานยนต์,แทนซาเนีย อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องใช้ฟ้า การแปรรูปอาหารทะเล, เอธิโอเปีย กลุ่มเกษตรแปรรูป ผักผลไม้แปรรูป,แอฟริกาใต้ เจาะกลุ่มชิ้นส่วนยายนต์ เกษตรแปรรูป เป็นต้น

“การสนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ บีโอไอมองว่าจะเป็นการสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนไทยในต่างประเทศ และต้องการสร้างรายได้เข้าประเทศ 2 เรื่องนี้เป็นการตอบโจทย์ และเป็นนโยบายของบีโอไอที่จะทำคู่ขนานไปกับการดึงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ”

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ระบุว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีการลงทุนไทยในต่างประเทศโดยรวมมีมูลค่าเงินอยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบันไต่ขึ้นมาที่ระดับ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาเป็น 10 เท่า (รวมทุกโครงการที่ออกไปลงทุนนอกประเทศไทย) การลงทุนจะกระจายไปทั่วโลก ทั้งการผลิต ภาคบริการ ภาคพลังงาน ถ้าโฟกัสมาที่การลงทุนในอาเซียนหลักๆก็จะมีในCLMV( กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)รวมถึง สิงคโปร์ มาเลเซีย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline