
ประหยัด 1.8 แสนล.-ลดคอร์รัปชัน ไตรมาส 2 เริ่มอี-เพย์เมนต์ภาครัฐ
“อภิศักดิ์”มั่นใจโครงการเนชั่นแนลอี-เพย์เมนต์ ลดใช้เงินสดประหยัดปีละ 1.8 แสนล้านบาท หวังผลพลอยได้ลดคอร์รัปชัน ยันพร้อมเพย์ให้บริการไตรมาสแรกปีหน้า
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงความคืบหน้าโครงการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)ว่า ภายในไตรมาสแรกปี 2560 เฟสแรกของโครงการคือเรื่องการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์(Prompt Pay)จะให้บริการได้อย่างแน่นอน หลังเลื่อนจากสิ้นปีนี้ เนื่องจากสมาคมธนาคารไทย ต้องการพัฒนาระบบให้ปลอดภัยและมีความเสถียรมากที่สุด เมื่อพร้อมเพย์เปิดใช้งาน ก็จะเดินหน้าโครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐต่อไป
โครงการเนชั่นแนลอี-เพย์เมนต์ มีทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 1 โครงการระบบการชำระเงินแบบใช้หมายเลขใดก็ได้ หรือ Any ID ผ่านระบบพร้อมเพย์ โครงการที่ 2 การขยายการใช้บัตร โดยจะทำให้ร้านค้าต่างๆทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มีเครื่องรูดบัตรหรืออีดีซี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงการใช้ได้งานและครอบคลุมทั่วประเทศ โครงการที่ 3 ระบบภาษีของสรรพากร
โครงการที่ 4 โครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เมื่อภาครัฐจะจ่ายเงิน หรือรับเงิน จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ส่วนที่ 2 คือ การบูรณาการสวัสดิการ จะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อย สามารถรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ และ โครงการสุดท้าย การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้
[caption id="attachment_121013" align="aligncenter" width="503"]
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์[/caption]
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีนาคม 2560 ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของทางภาครัฐและประชาชนจะเป็นรูปธรรม ระบบจะสามารถรองรับบัตรหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ที่มีรายได้น้อยที่จะต้องเสร็จและพร้อมใช้งาน
สาเหตุที่เน้นให้ระบบของกลุ่มนี้ให้สามารถดำเนินการใช้งานได้ก่อนกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากกลุ่มทั่วไปมีทางเลือกอื่นให้ใช้งาน ส่วนใหญ่จะมีบัตรกดเงินสด หรือ เดบิตกันทั้งหมดแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังไม่มีระบบหรือบัตรเดบิตมาใช้งาน
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานจำนวนผู้ถือบัตรเดบิต ทั้งระบบสิ้นสุดตุลาคม 2559 ประมาณ 52 ล้านใบ บัตรเอทีเอ็มประมาณ 11 ล้านใบ และบัตรเครดิตประมาณ 23 ล้านใบ
“การที่รัฐบาลจะให้สิทธิ์ที่ประโยชน์หรือรัฐสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการรับเงินแนวทางการช่วยเหลือคือจะต้องรู้จำนวนผู้มีรายได้น้อยก่อนเพื่อจัดสรรงบประมาณหรือความช่วยเหลือต่างๆให้ตรงตามความต้องการจริง และยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้มีรายได้น้อย”
สำหรับบัตรที่เป็นเหมือนเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ข้อดีคือสามารถเติมเงินเข้าสู่บัตรได้และในอนาคตหากต้องการสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการก็ใช้บัตรนี้เท่านั้นสิ่งเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้เกิดการแพร่หลายโดยทั่วไปและช่วยเหลือได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
ยกตัวอย่างเช่นการให้สิทธิ์ในการโดยสารรถเมล์ฟรีซึ่งผู้ที่มีหรือได้สิทธิ์รับถือบัตร ที่ได้รับสิทธิ์การช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้น้อยสามารถนำบัตรดังกล่าวแตะเพื่อชำระค่าโดยสาร เมื่อแตะเพื่อชำระปกติจะมีการหักเงินที่อยู่ในบัตรเช่น 3 บาท 5 บาท กรณีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยก็จะไม่ต้องเสียค่าเดินทาง
ในอนาคตสวัสดิการหรือสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพื่อยกเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้มีรายได้น้อย ในอนาคตจะมีการดีไซน์ว่าสามารถนำบัตรใช้เป็นการชำระค่าบริการหรือค่าโดยสารในส่วนของรถไฟ ซึ่งหากเป็นผู้มีรายได้น้อยสามารถชำระค่าเดินทางเพียง50% รวมถึงการให้สิทธิยกเว้นค่าน้ำค่าไฟหรือค่าสาธารณูปโภคต่างๆได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
“หากเราทำความช่วยเหลือในแง่ของสวัสดิการได้การที่จะต้องแจกเงินอย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้คือ 1,500 บาทและ 3,000 บาท เงินที่อุดหนุนเหล่านี้ก็แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้อีก เพราะการที่แจกในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบยังไม่สามารถช่วยเหลือได้เต็มกำลัง”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป้าหมายหลักของของการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ คือ การลดการใช้เงินสดของประเทศ ส่วนเป้าหมายพลอยได้คือการลดการคอร์รัปชัน
“เคยมีการคำนวณว่าหากมีการใช้อิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบจะทำให้ประเทศประหยัดได้ถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปีต้นทุนที่หายไปเกิดขึ้นจากไม่ต้องใช้ระบบรถขนเงินไปเติมยังตู้เอทีเอ็มหรือสาขาต่างๆ ต้นทุนหายไปแบงก์ชาติ ไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้หมุนเวียนภายในประเทศ ลดต้นทุนจากกรณีที่ธนาคารไม่จำเป็นต้องขยายตู้เอทีเอ็มเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งาน”
เมื่อมองในแง่ของประชาชนสิทธิประโยชน์ที่จะได้คือหากมีการใช้ระบบพร้อมเพย์จากเดิมที่มีการโอนเงินปกติที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 25-35 บาทลูกค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกอย่างสะท้อนให้เห็นถึงค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ประชาชนประหยัดเงินในกระเป๋านี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะที่เทรนด์การใช้อิเล็กทรอนิกส์มาแน่นอน อีกทั้งจะเห็นว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มวางทิศทางการใช้ระบบนี้ ขณะนี้ประเทศ สิงคโปร์ที่เริ่มทำหลังประเทศไทยหนึ่งปีสิงคโปร์ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นบริษัทเดียวกับประเทศไทยไปดำเนินการวางระบบให้
“ทุกอย่างมันคือ Trend ขณะที่เราก้าวก่อนประเทศอื่นเขาด้วยซ้ำแต่เราเองกลับติดขัดที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความคิดหลายฝ่ายไม่ตรงกันคนโน้นจะเอาอย่างนั้นคนนี้จะเอาอย่างนี้ส่วนหนึ่งมาจากกระแสโซเชียลที่จุดติด”
นายอภิศักดิ์ ยอมรับว่าการลงทุนในระบบอี-เพย์เมนต์ทั้งหมดใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้นซึ่งต่ำมาก หัวใจหลักคือกระทรวงการคลังร่วมกับเอกชนในการพัฒนาซึ่งแต่ละธนาคารมีระบบที่ใช้เป็นของตนเองขาดแต่เพียงจุดเชื่อมให้เข้ามาใช้เป็นระบบเดียว
ขณะที่โครงการใหญ่และสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งดำเนินการคือการติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์(อีดีซี) ให้ครอบคลุมตั้งแต่รายเล็กรายกลาง ซึ่งหากทำได้ระบบการใช้จ่ายจะสมบูรณ์ แต่ตราบใดที่ไม่มีเครื่องรับบัตรการใช้จ่ายโดยใช้บัตรในการชำระก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีเครื่องรับเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการพลิกหน้าระบบการชำระและใช้จ่ายเงินของประเทศไทย
“ระบบการชำระเงินถือเป็นระบบแบบเปิดไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตร การชำระผ่านแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเรียกว่าทุกคนสามารถใช้ระบบที่เราวางไว้ได้เหมือนกันหมด บางประเทศใช้บัตรจ่ายค่าอาหาร เราก็อยากเห็นอย่างนั้นเกิดขึ้น ซึ่งข้อดีคือป้องกันการรั่วไหล”
สุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า โครงการนี้อาจกระทบกับบรรดานักการเมืองเนื่องจากนิยมใช้เงินสดแต่มองในระยะยาวถือเป็นเรื่องดีและแอบเป็นความหวังเล็กๆว่าการคอร์รัปชันทั้งหลายจะลดลง
“ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาเวลาเรามีเท่านี้ทุกอย่างรู้ว่าเป็นผังเพื่อรอให้รัฐบาลต่อไปนำกลับไปสานต่อเพื่อให้เกิดให้เร็วที่สุด”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงความคืบหน้าโครงการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)ว่า ภายในไตรมาสแรกปี 2560 เฟสแรกของโครงการคือเรื่องการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์(Prompt Pay)จะให้บริการได้อย่างแน่นอน หลังเลื่อนจากสิ้นปีนี้ เนื่องจากสมาคมธนาคารไทย ต้องการพัฒนาระบบให้ปลอดภัยและมีความเสถียรมากที่สุด เมื่อพร้อมเพย์เปิดใช้งาน ก็จะเดินหน้าโครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐต่อไป
โครงการเนชั่นแนลอี-เพย์เมนต์ มีทั้งหมด 5 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 1 โครงการระบบการชำระเงินแบบใช้หมายเลขใดก็ได้ หรือ Any ID ผ่านระบบพร้อมเพย์ โครงการที่ 2 การขยายการใช้บัตร โดยจะทำให้ร้านค้าต่างๆทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มีเครื่องรูดบัตรหรืออีดีซี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงการใช้ได้งานและครอบคลุมทั่วประเทศ โครงการที่ 3 ระบบภาษีของสรรพากร
โครงการที่ 4 โครงการอี-เพย์เมนต์ภาครัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เมื่อภาครัฐจะจ่ายเงิน หรือรับเงิน จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ส่วนที่ 2 คือ การบูรณาการสวัสดิการ จะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อย สามารถรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ และ โครงการสุดท้าย การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้
[caption id="attachment_121013" align="aligncenter" width="503"]
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่มีนาคม 2560 ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของทางภาครัฐและประชาชนจะเป็นรูปธรรม ระบบจะสามารถรองรับบัตรหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ที่มีรายได้น้อยที่จะต้องเสร็จและพร้อมใช้งาน
สาเหตุที่เน้นให้ระบบของกลุ่มนี้ให้สามารถดำเนินการใช้งานได้ก่อนกลุ่มอื่นๆ เนื่องจากกลุ่มทั่วไปมีทางเลือกอื่นให้ใช้งาน ส่วนใหญ่จะมีบัตรกดเงินสด หรือ เดบิตกันทั้งหมดแล้ว ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังไม่มีระบบหรือบัตรเดบิตมาใช้งาน
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)รายงานจำนวนผู้ถือบัตรเดบิต ทั้งระบบสิ้นสุดตุลาคม 2559 ประมาณ 52 ล้านใบ บัตรเอทีเอ็มประมาณ 11 ล้านใบ และบัตรเครดิตประมาณ 23 ล้านใบ
“การที่รัฐบาลจะให้สิทธิ์ที่ประโยชน์หรือรัฐสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการรับเงินแนวทางการช่วยเหลือคือจะต้องรู้จำนวนผู้มีรายได้น้อยก่อนเพื่อจัดสรรงบประมาณหรือความช่วยเหลือต่างๆให้ตรงตามความต้องการจริง และยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้มีรายได้น้อย”
สำหรับบัตรที่เป็นเหมือนเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ข้อดีคือสามารถเติมเงินเข้าสู่บัตรได้และในอนาคตหากต้องการสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการก็ใช้บัตรนี้เท่านั้นสิ่งเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้เกิดการแพร่หลายโดยทั่วไปและช่วยเหลือได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
ยกตัวอย่างเช่นการให้สิทธิ์ในการโดยสารรถเมล์ฟรีซึ่งผู้ที่มีหรือได้สิทธิ์รับถือบัตร ที่ได้รับสิทธิ์การช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้น้อยสามารถนำบัตรดังกล่าวแตะเพื่อชำระค่าโดยสาร เมื่อแตะเพื่อชำระปกติจะมีการหักเงินที่อยู่ในบัตรเช่น 3 บาท 5 บาท กรณีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยก็จะไม่ต้องเสียค่าเดินทาง
ในอนาคตสวัสดิการหรือสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพื่อยกเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับผู้มีรายได้น้อย ในอนาคตจะมีการดีไซน์ว่าสามารถนำบัตรใช้เป็นการชำระค่าบริการหรือค่าโดยสารในส่วนของรถไฟ ซึ่งหากเป็นผู้มีรายได้น้อยสามารถชำระค่าเดินทางเพียง50% รวมถึงการให้สิทธิยกเว้นค่าน้ำค่าไฟหรือค่าสาธารณูปโภคต่างๆได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
“หากเราทำความช่วยเหลือในแง่ของสวัสดิการได้การที่จะต้องแจกเงินอย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้คือ 1,500 บาทและ 3,000 บาท เงินที่อุดหนุนเหล่านี้ก็แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้อีก เพราะการที่แจกในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบยังไม่สามารถช่วยเหลือได้เต็มกำลัง”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป้าหมายหลักของของการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ คือ การลดการใช้เงินสดของประเทศ ส่วนเป้าหมายพลอยได้คือการลดการคอร์รัปชัน
“เคยมีการคำนวณว่าหากมีการใช้อิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบจะทำให้ประเทศประหยัดได้ถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปีต้นทุนที่หายไปเกิดขึ้นจากไม่ต้องใช้ระบบรถขนเงินไปเติมยังตู้เอทีเอ็มหรือสาขาต่างๆ ต้นทุนหายไปแบงก์ชาติ ไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้หมุนเวียนภายในประเทศ ลดต้นทุนจากกรณีที่ธนาคารไม่จำเป็นต้องขยายตู้เอทีเอ็มเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งาน”
เมื่อมองในแง่ของประชาชนสิทธิประโยชน์ที่จะได้คือหากมีการใช้ระบบพร้อมเพย์จากเดิมที่มีการโอนเงินปกติที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 25-35 บาทลูกค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกอย่างสะท้อนให้เห็นถึงค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ประชาชนประหยัดเงินในกระเป๋านี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะที่เทรนด์การใช้อิเล็กทรอนิกส์มาแน่นอน อีกทั้งจะเห็นว่าเมื่อประเทศไทยเริ่มวางทิศทางการใช้ระบบนี้ ขณะนี้ประเทศ สิงคโปร์ที่เริ่มทำหลังประเทศไทยหนึ่งปีสิงคโปร์ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นบริษัทเดียวกับประเทศไทยไปดำเนินการวางระบบให้
“ทุกอย่างมันคือ Trend ขณะที่เราก้าวก่อนประเทศอื่นเขาด้วยซ้ำแต่เราเองกลับติดขัดที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความคิดหลายฝ่ายไม่ตรงกันคนโน้นจะเอาอย่างนั้นคนนี้จะเอาอย่างนี้ส่วนหนึ่งมาจากกระแสโซเชียลที่จุดติด”
นายอภิศักดิ์ ยอมรับว่าการลงทุนในระบบอี-เพย์เมนต์ทั้งหมดใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้นซึ่งต่ำมาก หัวใจหลักคือกระทรวงการคลังร่วมกับเอกชนในการพัฒนาซึ่งแต่ละธนาคารมีระบบที่ใช้เป็นของตนเองขาดแต่เพียงจุดเชื่อมให้เข้ามาใช้เป็นระบบเดียว
ขณะที่โครงการใหญ่และสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งดำเนินการคือการติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์(อีดีซี) ให้ครอบคลุมตั้งแต่รายเล็กรายกลาง ซึ่งหากทำได้ระบบการใช้จ่ายจะสมบูรณ์ แต่ตราบใดที่ไม่มีเครื่องรับบัตรการใช้จ่ายโดยใช้บัตรในการชำระก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีเครื่องรับเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการพลิกหน้าระบบการชำระและใช้จ่ายเงินของประเทศไทย
“ระบบการชำระเงินถือเป็นระบบแบบเปิดไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตร การชำระผ่านแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือเรียกว่าทุกคนสามารถใช้ระบบที่เราวางไว้ได้เหมือนกันหมด บางประเทศใช้บัตรจ่ายค่าอาหาร เราก็อยากเห็นอย่างนั้นเกิดขึ้น ซึ่งข้อดีคือป้องกันการรั่วไหล”
สุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า โครงการนี้อาจกระทบกับบรรดานักการเมืองเนื่องจากนิยมใช้เงินสดแต่มองในระยะยาวถือเป็นเรื่องดีและแอบเป็นความหวังเล็กๆว่าการคอร์รัปชันทั้งหลายจะลดลง
“ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลาเวลาเรามีเท่านี้ทุกอย่างรู้ว่าเป็นผังเพื่อรอให้รัฐบาลต่อไปนำกลับไปสานต่อเพื่อให้เกิดให้เร็วที่สุด”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559






