
ปมสังหารทูตรัสเซียชนวนวิกฤติ ทุบซ้ำ‘เศรษฐกิจ-การเมือง’ตุรกี
เหตุการณ์ความรุนแรงในตุรกีที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเข้าขั้นวิกฤต นักลงทุนหวั่นสถานการณ์บานปลายสู่ระดับบ้านป่าเมืองเถื่อน สกุลเงินลีราอ่อนค่าต่อเนื่องและยวบลง 0.6% หลังมือสังหารบุกอุกอาจยิงทูตรัสเซียกลางนครหลวงอังการาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 ธ.ค.)
เศรษฐกิจของประเทศตุรกีหดตัวลงในอัตรา 1.8 % ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 7 ปีท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงภายในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดเกิดเหตุมือสังหารซึ่งเป็นตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตุรกี ยิงเผาขนนายอังเดรคาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการา ในงานนิทรรศการศิลปะภาพถ่าย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนายคาร์ลอฟไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนมือสังหารซึ่งรายงานข่าวระบุว่าคือนายเมฟลัตเมิร์ทอัลทินตัส นายตำรวจวัย 22 ปีชาวตุรกี ถูกวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถบัสในเมืองเคย์เซอรีใกล้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งส่งผลให้นายทหารที่โดยสารมาในรถเสียชีวิต 13 นายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 48 คน
[caption id="attachment_120987" align="aligncenter" width="368"]
เมฟลัต เมิร์ท อัลทินตัส นายตำรวจวัย 22 ถูกวิสามัญ
ฆาตกรรมหลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ สังหารทูตรัสเซียอุกอาจ
ในกรุงอังการาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ภาพข่าวเอพี)[/caption]
นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ สกุลเงินลีราของตุรกีอ่อนค่าลงแล้วเกือบๆ 20% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และร่วงลงทันที 0.6 % สู่ระดับ 3.526 ลีราต่อดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์หลังเกิดเหตุบุกสังหารทูตรัสเซีย นักวิเคราะห์กล่าวว่า การอ่อนตัวของค่าเงินลีรานับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนพากันหวั่นวิตกว่าในที่สุดแล้วเหตุการณ์จะบานปลายจนไม่อาจควบคุม ทำให้กิจกรรมการลงทุนลดวูบลงและเศรษฐกิจของตุรกีที่มีขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ 7.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในภาวะคลอนแคลนอย่างยิ่ง “สิ่งที่สร้างความวิตกให้กับนักลงทุนมากที่สุดคือสภาวะบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแป กฎหมายถึงมีอยู่ก็ไร้ความหมาย” ไซนันอุลเก็น ผู้อำนวยการสถาบันอิสตันบูลอิโคโนมิคส์ ให้ความเห็น ซึ่งสอดคล้องกับทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนที่มองว่า ความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพจะทำให้ทุนต่างชาติไหลออกจากระบบเศรษฐกิจของตุรกีและจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจคลอนแคลนลงไปอีก เมื่อต้นเดือนธันวาคม นายเรเซปตอยยิปเออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี ได้ออกแถลงการณ์ขอให้ประชาชนชาวตุรกีนำเงินฝากในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่มีอยู่มาลงทุนซื้อทองคำหรือแปลงเป็นเงินสกุลลีราตุรกีเพื่อช่วยพยุงค่าเงินลีราให้กระเตื้องขึ้น
นอกจากปัจจัยความปั่นป่วนภายในประเทศเองแล้ว การอ่อนค่าของเงินลีรายังมีปัจจัยกดดันจากภายนอกโดยก่อนหน้านี้รัฐสภายุโรปได้ออกเสียงลงมติให้ระงับการเจรจาระหว่างอียูและตุรกีว่าด้วยการสมัครขอเข้าเป็นสมาชิกอียูของตุรกีเอาไว้ก่อน(ด้วยเหตุผลการลิดรอนสิทธิมนุษยชนในตุรกีหลังความพยายามรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม รวมถึงการสั่งปิดเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล) ขณะเดียวกัน ตัวประธานาธิบดีเออร์โดกันเองก็มีส่วนทำให้เหตุการณ์ไม่เป็นบวกสำหรับประเทศมากนัก โดยเขาได้ขู่ว่าถ้าหากอียูระงับการเจรจากับตุรกี เขาก็จะปล่อยให้ผู้อพยพภัยสงครามกว่า 3 ล้านคนหลั่งไหลเข้าสู่อียู นอกจากนี้ยังมีการไล่ยึดทรัพย์บริษัทจำนวนเกือบ 500 บริษัทที่ต้องสงสัยว่าให้การสนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังความพยายามรัฐประหาร
สถิติจากกระทรวงการคลังตุรกีชี้ว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีมานี้ ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI)ที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตุรกีที่สำคัญ ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในตุรกีลดลงแล้ว 68% มาอยู่ที่ระดับ 2,500 ล้านดอลลาร์
บริษัทอเมริกันหลายรายมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอยู่ที่ตุรกี อาทิ ไมโครซอฟท์ อินเทลและโคคา-โคล่า ส่วนพรอคเตอร์แอนด์ แกมเบิลและเป๊ปซี่โคก็มีการลงทุนขนาดใหญ่หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเล็งใช้ตุรกีเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า เช่นเดียวกับฟอร์ด ที่เพิ่งลงทุน 1,600 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในตุรกีเพื่อส่งออกสู่ตลาดยุโรป ขณะที่บริษัท จีอี ได้ประกาศแผน 3 ปีลงทุน 900 ล้านดอลลาร์
บริษัทผู้ลงทุนเหล่านี้ล้วนเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและขาดเสถียรภาพ แม้ว่าบางรายจะเคยประกาศความเชื่อมั่นและมีแผนขยายการลงทุนในตุรกี แต่หากเหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ก็ดูท่าว่าเศรษฐกิจตุรกีจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่อาการสาหัสและโอกาสที่จะเจรจาเข้าเป็นสมาชิกอียูในเร็ววันก็คงริบหรี่
ขอบคุณภาพข่าวจาก เอพี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
เศรษฐกิจของประเทศตุรกีหดตัวลงในอัตรา 1.8 % ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งนับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 7 ปีท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงภายในประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดเกิดเหตุมือสังหารซึ่งเป็นตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตุรกี ยิงเผาขนนายอังเดรคาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการา ในงานนิทรรศการศิลปะภาพถ่าย เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนายคาร์ลอฟไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนมือสังหารซึ่งรายงานข่าวระบุว่าคือนายเมฟลัตเมิร์ทอัลทินตัส นายตำรวจวัย 22 ปีชาวตุรกี ถูกวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถบัสในเมืองเคย์เซอรีใกล้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งส่งผลให้นายทหารที่โดยสารมาในรถเสียชีวิต 13 นายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 48 คน
[caption id="attachment_120987" align="aligncenter" width="368"]
ฆาตกรรมหลังก่อเหตุสะเทือนขวัญ สังหารทูตรัสเซียอุกอาจ
ในกรุงอังการาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ภาพข่าวเอพี)[/caption]
นับตั้งแต่ต้นปีมานี้ สกุลเงินลีราของตุรกีอ่อนค่าลงแล้วเกือบๆ 20% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และร่วงลงทันที 0.6 % สู่ระดับ 3.526 ลีราต่อดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์หลังเกิดเหตุบุกสังหารทูตรัสเซีย นักวิเคราะห์กล่าวว่า การอ่อนตัวของค่าเงินลีรานับว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนพากันหวั่นวิตกว่าในที่สุดแล้วเหตุการณ์จะบานปลายจนไม่อาจควบคุม ทำให้กิจกรรมการลงทุนลดวูบลงและเศรษฐกิจของตุรกีที่มีขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ 7.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในภาวะคลอนแคลนอย่างยิ่ง “สิ่งที่สร้างความวิตกให้กับนักลงทุนมากที่สุดคือสภาวะบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแป กฎหมายถึงมีอยู่ก็ไร้ความหมาย” ไซนันอุลเก็น ผู้อำนวยการสถาบันอิสตันบูลอิโคโนมิคส์ ให้ความเห็น ซึ่งสอดคล้องกับทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนที่มองว่า ความไม่แน่นอนและไร้เสถียรภาพจะทำให้ทุนต่างชาติไหลออกจากระบบเศรษฐกิจของตุรกีและจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจคลอนแคลนลงไปอีก เมื่อต้นเดือนธันวาคม นายเรเซปตอยยิปเออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี ได้ออกแถลงการณ์ขอให้ประชาชนชาวตุรกีนำเงินฝากในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่มีอยู่มาลงทุนซื้อทองคำหรือแปลงเป็นเงินสกุลลีราตุรกีเพื่อช่วยพยุงค่าเงินลีราให้กระเตื้องขึ้น
นอกจากปัจจัยความปั่นป่วนภายในประเทศเองแล้ว การอ่อนค่าของเงินลีรายังมีปัจจัยกดดันจากภายนอกโดยก่อนหน้านี้รัฐสภายุโรปได้ออกเสียงลงมติให้ระงับการเจรจาระหว่างอียูและตุรกีว่าด้วยการสมัครขอเข้าเป็นสมาชิกอียูของตุรกีเอาไว้ก่อน(ด้วยเหตุผลการลิดรอนสิทธิมนุษยชนในตุรกีหลังความพยายามรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม รวมถึงการสั่งปิดเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล) ขณะเดียวกัน ตัวประธานาธิบดีเออร์โดกันเองก็มีส่วนทำให้เหตุการณ์ไม่เป็นบวกสำหรับประเทศมากนัก โดยเขาได้ขู่ว่าถ้าหากอียูระงับการเจรจากับตุรกี เขาก็จะปล่อยให้ผู้อพยพภัยสงครามกว่า 3 ล้านคนหลั่งไหลเข้าสู่อียู นอกจากนี้ยังมีการไล่ยึดทรัพย์บริษัทจำนวนเกือบ 500 บริษัทที่ต้องสงสัยว่าให้การสนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังความพยายามรัฐประหาร
สถิติจากกระทรวงการคลังตุรกีชี้ว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีมานี้ ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI)ที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตุรกีที่สำคัญ ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในตุรกีลดลงแล้ว 68% มาอยู่ที่ระดับ 2,500 ล้านดอลลาร์
บริษัทอเมริกันหลายรายมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอยู่ที่ตุรกี อาทิ ไมโครซอฟท์ อินเทลและโคคา-โคล่า ส่วนพรอคเตอร์แอนด์ แกมเบิลและเป๊ปซี่โคก็มีการลงทุนขนาดใหญ่หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเล็งใช้ตุรกีเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า เช่นเดียวกับฟอร์ด ที่เพิ่งลงทุน 1,600 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในตุรกีเพื่อส่งออกสู่ตลาดยุโรป ขณะที่บริษัท จีอี ได้ประกาศแผน 3 ปีลงทุน 900 ล้านดอลลาร์
บริษัทผู้ลงทุนเหล่านี้ล้วนเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและขาดเสถียรภาพ แม้ว่าบางรายจะเคยประกาศความเชื่อมั่นและมีแผนขยายการลงทุนในตุรกี แต่หากเหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ก็ดูท่าว่าเศรษฐกิจตุรกีจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่อาการสาหัสและโอกาสที่จะเจรจาเข้าเป็นสมาชิกอียูในเร็ววันก็คงริบหรี่
ขอบคุณภาพข่าวจาก เอพี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559






