thansettakij
thansettakij
‘ทีเอชเอ’หนุนรัฐจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว เอื้อประโยชน์โรงแรมถูกกฏหมาย

‘ทีเอชเอ’หนุนรัฐจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว เอื้อประโยชน์โรงแรมถูกกฏหมาย

22 ธ.ค. 59 | 03:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ธ.ค. 59 | 11:11 น.
ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจโรงแรมไทยในปีนี้ จะมีบทสรุปอย่างไร หลังรัฐบาลเดินนโยบายการแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญและการปราบปรามโรงแรม ที่ไม่มีใบอนุญาต อ่านได้จากสัมภาษณ์นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ)

 รร.เถื่อนเอฟเฟกต์ศูนย์เหรียญ

การดำเนินธุรกิจโรงแรมไทยในปีนี้ แม้จะมีปัญหาการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงปลายปีนี้ จากผลกระทบการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญหรือการทำทัวร์ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว และการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ภาครัฐก็มีการประชุมร่วมกับสมาคมท่องเที่ยวภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้บริษัทนำเที่ยวดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งในส่วนของธุรกิจโรงแรม หากดูกันจริงๆแล้ว จะพบว่าโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้อง จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักต่อเรื่องนี้ แต่โรงแรมที่จะได้รับผลกระทบมาก ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตในการประกอบการหรือโรงแรมเถื่อน

เนื่องจากกลุ่มที่ทำทัวร์ศูนย์เหรียญหรือทัวร์ผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต และยิ่งเมื่อโรงแรมเถื่อนเหล่านี้เปิดมารับลูกค้าจีนจากทัวร์ศูนย์เหรียญโดยเฉพาะ ธุรกิจนี้ก็อาจได้รับผลกระทบมากบางแห่งก็ต้องปิดตัวลงชั่วคราว

อย่างไรก็ตามนับจากการปราบปรามเรื่องดังกล่าวของรัฐบาล ทีเอชเอ ก็ได้ขอความร่วมมือกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) และสมาคมท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า ขอให้ทั้ง 2 สมาคม ผลักดันให้สมาชิกบริษัทนำเที่ยว เลือกใช้บริการโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทีเอชเอ ได้ดำเนินการส่งรายชื่อโรงแรมทั่วประเทศที่เป็นสมาชิก ให้กับทาง 2 สมาคมแล้ว

 เทรนด์โรงแรมเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น

“เราก็หวังว่าจะส่งเสริมให้โรงแรมเข้าสู่ระบบมากขึ้น เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตามการปราบปรามโรงแรมผิดกฎหมาย คงปราบไม่ได้ทั้งหมด เพราะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการส่งเสริมและผลักดันให้เอกชน หันมาใช้บริการโรงแรมที่มีใบอนุญาต ควบคู่ไปกับการเข้มงวดในการปราบปรามโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต ของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แผนการดำเนินการตามแผนป้องกันและปราบปรามการประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ประจำปีงบประมาณ 2560 ของผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆอย่างจริงจังก็เชื่อว่าแนวโน้มธุรกิจโรงแรมจะถูกกฎหมายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้เป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่ทีเอชเอ ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลแก้ปัญหาโรงแรมเถื่อน โดยผ่านการผลักดันของนายกทีเอชเอมาหลายสมัยแล้ว โดยเฉพาะนายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร จนในปีนี้จึงเริ่มเห็นผลชัดเจน เมื่อรัฐบาลชุดนี้มองเห็นถึงปัญหาและดำเนินการผลักดันให้โรงแรมเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎกระทรวงมหาดไทย“กำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2559” เพื่อให้โอกาสแก่โรงแรมขนาดเล็ก อย่าง โรงแรมประเภท1 (มีเฉพาะห้องพัก)และโรงแรมประเภท 2 (มีห้องพักและห้องอาหาร) ที่หลายแห่งดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต ให้สามารถปรับปรุง เพื่อมายื่นคำขอรับใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ภายในเวลา 5 ปีจากนี้และล่าสุดคือการเอาจริงเอาใจในการปราบปรามโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต

ดันค่าห้องพักเฉลี่ยของไทยขยับขึ้น

นายกทีเอชเอ ย้ำว่า เราไม่ได้ตั้งใจให้เขาต้องถูกจับ จึงต้องช่วยประชาสัมพันธ์ให้โรงแรมที่ยังไม่ได้เข้าระบบ ให้เขามาทำให้ถูกต้องตามที่กฎกระทรวงนี้ได้เปิดโอกาสไว้ให้ และยังมองว่าวันนี้ทุกคนในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต้องช่วยกันทำให้ธุรกิจดำเนินการไปอย่างถูกกฎหมาย เพราะวันนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีความสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็น 16% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของประเทศแล้วดังนั้นหากคุณฝ่ายดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ก็จะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลก็จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น จากรายได้ในภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยให้ทราบถึงข้อมูลของผู้เข้าพัก เพื่อความมั่นคงของประเทศด้วย ขณะเดียวกันยังผลักดันให้ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เพราะโดยปกติ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ทุก 100 บาท เป็นการใช้จ่ายกับด้านที่พัก คิดเป็นสัดส่วนราว 20%

แต่จากการที่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องโรงแรมเถื่อนเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจโรงแรมไทยต้องเผชิญกับปัญหาสงครามราคา ที่ฉุดค่าห้องพักเฉลี่ยของไทยที่อยู่ในระดับต่ำมากในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นการแก้ปัญหาโรงแรมผิดกฎหมาย ก็จะผลักดันให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมไทยปรับตัวสูงขึ้น ประเทศก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

“ราคาค่าห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมระดับ 5 ดาวในอาเซียน โรงแรมในสิงคโปร์ มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน โดยจะขายราคาเฉลี่ย 200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืน ซึ่งการที่สิงคโปร์มีค่าห้องพักที่สูง เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ มีการบริหารซัพพลายกับดีมานด์ให้สัมพันธ์กัน โดยการจำกัดจำนวนโรงแรม ขณะที่ค่าห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมในไทย อยู่ที่ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืน ส่วนโรงแรมในเวียดนาม ฟิลิปปินส์เอง ก็มีค่าห้องพักเฉลี่ยที่สูงกว่าไทย เนื่องจากขายเป็นดอลลาร์สหรัฐฯอย่างไรก็ตามแม้ราคาห้องพักเฉลี่ยของไทยจะไม่ต่ำสุดในอาเซียน แต่ก็อยู่ในระดับท้ายๆ ซึ่งโรงแรมที่มีอัตราการห้องพักเฉลี่ยทำสุดในอาเซียน คือ มาเลเซีย อยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากมาเลเซีย มีปัญหาเดียวกับไทย คือ มีโรงแรมเถื่อนเป็นจำนวนมากเช่นกัน”

 เล็งร้องก.คลังหนุนรัฐใช้ที่พักถูกก.ม.

อีกทั้งในการจัดระเบียบธุรกิจโรงแรมของกระทรวงมหาดไทยที่เกิดขึ้น ยังจะทำให้ต่อไปประเทศไทยจะทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่าเรามีซัพพลาย หรือธุรกิจโรงแรมจริงๆทั้งหมดกี่แห่งกันแน่ เพราะการมีโรงแรมเถื่อน ทำให้การจัดเก็บข้อมูลโรงแรมของไทยไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ที่ผ่านมาจึงดูได้เฉพาะฝั่งดีมานด์หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยว่าเติบโตเท่าไหร่

ดังนั้นการดึงโรงแรมเข้าสู่ระบบ ก็จะทำให้เราจะประเมินได้ว่าจากดีมานด์ที่มีอยู่ และมีแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะไปถึง 35 ล้านคนภายในอีกไม่มีกี่ปี ควรจะมีซัพพลายเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ซึ่งหากเราได้ข้อมูลตรงนี้มา ก็สามารถหารือกับภาครัฐได้ว่า ตรงไหนถ้าโรงแรมมีไม่เพียงพอ ควรส่งเสริมให้เกิดการก่อสร้างโรงแรมได้ หรือ ถ้าที่ใดมีมากเกินไป ก็สมควรจะต้องพิจารณาจำกัดจำนวนโรงแรมหรือไม่เพราะวันนี้การสร้างโรงแรมใหม่ 1 โรงแรม ต้องใช้เม็ดเงินในการลงทุนมากกว่าในอดีต จากราคาที่ดิน และค่าก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ถ้าเทียบผลตอบแทนแล้วได้ไม่สูง คนก็ไม่อยากลงทุนทำให้แนวโน้มการสร้างโรงแรมใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงเป็นโรงแรมในระดับกลาง และโรงแรมต้นทุนต่ำหรือบัดเจต โฮเต็ล

นอกจากนี้สิ่งที่ทีเอชเอ จะผลักดันให้โรงแรมต่างๆหันเข้าสู่ระบบมากขึ้น คือในปีนี้ จะเสนอขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาให้การจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ ให้เลือกใช้โรงแรมที่จดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น จึงจะมาตั้งงบเบิกจ่ายได้

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจโรงแรมไทยในปีนี้ เฉลี่ยทั้งปีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมทั่วประเทศ น่าจะอยู่ที่ 75% ขึ้นไป 80% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10% โดยมีการเติบโตอย่างมากในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มาสะดุดบ้างในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ก็เริ่มดีขึ้น เพราะแม้จีนจะชะลอตัวไป แต่ด้วยความที่เป็นไฮซีซัน ก็มีนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นเข้ามาเติม อาทิ รัสเซีย และกลุ่มประเทศในแทบยุโรป

ขณะที่แนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวจีนก็คาดว่าจะเริ่มกลับมาในช่วงตรุษจีนปีหน้า ซึ่งอยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ส่งเสริมให้มีชาร์เตอร์เข้ามาให้บริการ โดยหากชาร์เตอร์กลับมา ภาพรวมตลาดจีนก็จะขยับมาสู่ภาวะปกติ ส่วนทิศทางของธุรกิจโรงแรมในปีหน้า ก็ยังคงต้องจับตาเรื่องของเศรษฐกิจโลกด้วย ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวยุโรป จะเติบโตมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจยุโรปด้วย และขณะเดียวกันตลาดระยะใกล้ อย่าง อาเซียน ก็เป็นตลาดที่จะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมาเที่ยวไทยได้บ่อย จากปัจจัยของทำเลที่อยู่ใกล้ และการเดินทางที่สะดวก และถูก จากการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำนั่นเอง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline