
จับตาปัญหา 1 สถานี จากบางซื่อ-เตาปูนสู่แบริ่ง-สำโรง
ปัจจุบันรถไฟฟ้าฉลองรัชธรรม หรือเรียกกันง่ายๆว่า รถไฟฟ้าสายสีม่วง วิ่งบริการขนคนชานเมืองย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เข้าออกเมืองกว่าขวบปี แต่การเชื่อมต่อการเดินทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงินหรือรถไฟใต้ดิน(MRT) ระหว่างสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อ ที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ก่อนที่สายสีม่วงจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ถึงบัดนี้ก็ยังคงล่าช้าจนเป็นสาเหตุให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องแสดงอาการหงุดหงิดผ่านสื่อ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องยังแก้ไขปัญหาล่าช้าไม่ได้สักที ซึ่งหากเหตุไม่เกิดขึ้นหลายคนก็คงไม่รู้ว่ากรณีขาดการเชื่อมต่อนั้นจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง
คมนาคมยันเคลียร์ปมจบแล้ว
โดยความชัดเจนในเรื่องนี้นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า คณะกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีมติเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบให้รฟม.ว่าจ้างติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM เดินรถจากสถานีบางซื่อไปยังสถานีเตาปูน วงเงินกว่า 600 ล้านบาท โดยรฟม.ส่งเรื่องดังกล่าวมายังกระทรวงคมนาคมแล้วซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดทำเรื่องเสนอนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเร่งเสนอครม.อนุมัติให้ดำเนินการ ก่อนที่ส่งเรื่องดังกล่าวให้รฟม.ดำเนินการจัดจ้างเอกชนเข้าไปดำเนินการโดยเร็วต่อไป คาดว่าจะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน(ติดตั้งระบบประมาณ 6 เดือนและทดสอบเดินรถอีก 2 เดือน) ดังนั้นปลายปี 2560 จะสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าจากสถานีบางซื่อไปยังสถานีเตาปูนได้อย่างแน่นอน
ส่วนปมกรณีการจัดหาผู้เดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายทั้งช่วงหัวลำโพง-บางแคและช่วงบางซื่อ-ท่าพระนั้นปลัดกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าใกล้ได้ข้อสรุปของการเจรจากับกลุ่ม BEM แล้วตามที่มีมาตรา 44 ให้เจรจาจนได้ข้อยุติ หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะเสนอรัฐบาลว่าเห็นสมควรสั่งการต่อไป คณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานจึงเดินหน้าเจรจาเพื่อเร่งสรุปนำเสนอรัฐบาลเห็นชอบโดยล่าสุดเหลือเพียงขั้นตอนการแบ่งปันผลประโยชน์ภาครัฐเท่านั้นซึ่งภายในเดือนธันวาคมนี้ก็จะได้รายละเอียดครบทั้งหมดก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการร่วมลงทุนพีพีพีเห็นชอบต่อไป
รฟม.แบกขาดทุนอีกหลายปีแน่
สิ่งสำคัญรฟม.ยังต้องโดนควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่ารถไฟและรถเมล์ขสมก.มาวิ่งให้บริการในแต่ละวันอีกหลายร้อยล้านบาท ทั้งๆที่ยอดปริมาณผู้โดยสารใช้บริการสายสีม่วงยังไม่เป็นไปตามผลการศึกษา มีผู้ใช้บริการวันละแค่ 2-3 หมื่นคน แต่ตัวเลขตามผลศึกษากลับสูงถึง 7 หมื่นคนต่อวัน แตกต่างกับข้อเท็จจริงมากๆ ที่ขณะนี้แต่ละวันยังมีผู้ใช้บางตาส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามแผน รฟม.จึงขาดทุนแต่ละวันสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือรถไฟฟ้าสายสีม่วงทุกวันนี้จึงมีแต่รายจ่ายที่ส่อแววมากกว่ารายรับ นั่นเอง คงต้องรอลุ้นว่าเมื่อเปิดให้บริการสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ แล้วปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มได้อีกมากน้อยเพียงใด
[caption id="attachment_120822" align="aligncenter" width="503"]
สถานีแบริ่ง[/caption]
ลุ้นสายสีเขียวเปิด 1 มี.ค.ปี 60
แต่ที่ยังมีลุ้นไปกว่านี้ คือการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับโอนไปจากรฟม.เรียบร้อยแล้ว ขณะที่การเจรจาตกลงภาระหนี้กว่า 2-3 หมื่นล้านบาทสำหรับช่วงนี้ยังไม่ลงตัว แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ครั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกทม.ยืนยันกับสื่ออย่างมั่นเหมาะว่าจะเริ่มทดสอบให้บริการเดินรถช่วง 1 สถานีส่วนต่อขยาย จากแบริ่งถึงสถานีสำโรง วันที่ 5 ธันวาคมนี้ ก่อนที่จะเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2560 แต่หลังเปลี่ยน ผู้ว่า กทม. เป็น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กลับต้องมีลุ้นว่าจะเปิดให้บริการได้ทันหรือไม่
ที่สำคัญ ณ วันนี้ปรากฎว่าช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรง นั้น การวางรางยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณได้ส่งผลให้ทดลองวิ่งให้บริการในช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรงไม่เป็นไปตามที่ให้ข้อมูลกับสื่อไว้คือ 5 ธันวาคม 2559 ประเด็นความล่าช้าผลจากการเจรจาภาระหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาทที่หน่วยงานอย่างกทม.เกินจะรับสภาพได้
จริงๆ ล่าสุดยังเป็นปมให้เกิดวิวาทะระหว่างพล.ต.อ.อัศวิน กับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในปมปัญหา "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" ภาระหนี้ที่กทม.จะรับช่วงต่อจากรฟม.จนนายอาคมถึงกับเอ่ยผ่านสื่อว่าหากกทม.ยืนยันจะไม่จ่ายก็จะดึงโครงการกลับมาให้รฟม.ดำเนินการต่อแล้วว่าจ้างให้บีทีเอสเดินรถแทน
ก็ต้องติดตามดูกันไปว่ากทม.จะยอมรับภาระหนี้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนและจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปได้จริงหรือไม่นั้นนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าภารกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เบื้องต้นนั้นกทม. จะต้องยอมรับสภาพหนี้ก่อน ส่วนการผ่อนชำระเป็นงวดๆที่กทม.ต้องการไปเริ่มผ่อนในปี 2573 นั้นกทม.ก็ได้เสนอมาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยภาระหนี้ปัจจุบันที่รฟม.ได้จ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 3,500 ล้านบาทกับที่กระทรวงการคลังให้กู้มาดำเนินการก่อสร้างอีกกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท รวมแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะนับเป็นตัวเลขของช่วงสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นี้ ดังนั้นหากกทม. ยังล่าช้าตัวเลขภาระดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะเพิ่มตามระยะเวลาไปด้วย
แหละนี่หรือคือผลลัพธ์ของการไม่เชื่อมโยงการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทย หวังว่ากรณีของสายสีม่วงคงจะเป็นกรณีสุดท้ายและคงจะไม่เกิดขึ้นกับสายสีเขียวและสายสีอื่นๆ อีกในอนาคตที่รัฐบาลมีแผนเร่งผลักดัน แต่เชื่อเหอะเดี๋ยวก็มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีกจนได้จับตาดูได้เลยหากภาครัฐและภาคเอกชนยังมุ่งแต่ผลประโยชน์ ซึ่งกันและกันมากกว่าจะมองผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559
คมนาคมยันเคลียร์ปมจบแล้ว
โดยความชัดเจนในเรื่องนี้นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า คณะกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้มีมติเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบให้รฟม.ว่าจ้างติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM เดินรถจากสถานีบางซื่อไปยังสถานีเตาปูน วงเงินกว่า 600 ล้านบาท โดยรฟม.ส่งเรื่องดังกล่าวมายังกระทรวงคมนาคมแล้วซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการจัดทำเรื่องเสนอนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเร่งเสนอครม.อนุมัติให้ดำเนินการ ก่อนที่ส่งเรื่องดังกล่าวให้รฟม.ดำเนินการจัดจ้างเอกชนเข้าไปดำเนินการโดยเร็วต่อไป คาดว่าจะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ 8 เดือน(ติดตั้งระบบประมาณ 6 เดือนและทดสอบเดินรถอีก 2 เดือน) ดังนั้นปลายปี 2560 จะสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าจากสถานีบางซื่อไปยังสถานีเตาปูนได้อย่างแน่นอน
ส่วนปมกรณีการจัดหาผู้เดินรถสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายทั้งช่วงหัวลำโพง-บางแคและช่วงบางซื่อ-ท่าพระนั้นปลัดกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าใกล้ได้ข้อสรุปของการเจรจากับกลุ่ม BEM แล้วตามที่มีมาตรา 44 ให้เจรจาจนได้ข้อยุติ หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะเสนอรัฐบาลว่าเห็นสมควรสั่งการต่อไป คณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานจึงเดินหน้าเจรจาเพื่อเร่งสรุปนำเสนอรัฐบาลเห็นชอบโดยล่าสุดเหลือเพียงขั้นตอนการแบ่งปันผลประโยชน์ภาครัฐเท่านั้นซึ่งภายในเดือนธันวาคมนี้ก็จะได้รายละเอียดครบทั้งหมดก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการร่วมลงทุนพีพีพีเห็นชอบต่อไป
รฟม.แบกขาดทุนอีกหลายปีแน่
สิ่งสำคัญรฟม.ยังต้องโดนควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่ารถไฟและรถเมล์ขสมก.มาวิ่งให้บริการในแต่ละวันอีกหลายร้อยล้านบาท ทั้งๆที่ยอดปริมาณผู้โดยสารใช้บริการสายสีม่วงยังไม่เป็นไปตามผลการศึกษา มีผู้ใช้บริการวันละแค่ 2-3 หมื่นคน แต่ตัวเลขตามผลศึกษากลับสูงถึง 7 หมื่นคนต่อวัน แตกต่างกับข้อเท็จจริงมากๆ ที่ขณะนี้แต่ละวันยังมีผู้ใช้บางตาส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามแผน รฟม.จึงขาดทุนแต่ละวันสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือรถไฟฟ้าสายสีม่วงทุกวันนี้จึงมีแต่รายจ่ายที่ส่อแววมากกว่ารายรับ นั่นเอง คงต้องรอลุ้นว่าเมื่อเปิดให้บริการสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ แล้วปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มได้อีกมากน้อยเพียงใด
[caption id="attachment_120822" align="aligncenter" width="503"]
ลุ้นสายสีเขียวเปิด 1 มี.ค.ปี 60
แต่ที่ยังมีลุ้นไปกว่านี้ คือการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับโอนไปจากรฟม.เรียบร้อยแล้ว ขณะที่การเจรจาตกลงภาระหนี้กว่า 2-3 หมื่นล้านบาทสำหรับช่วงนี้ยังไม่ลงตัว แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ครั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกทม.ยืนยันกับสื่ออย่างมั่นเหมาะว่าจะเริ่มทดสอบให้บริการเดินรถช่วง 1 สถานีส่วนต่อขยาย จากแบริ่งถึงสถานีสำโรง วันที่ 5 ธันวาคมนี้ ก่อนที่จะเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2560 แต่หลังเปลี่ยน ผู้ว่า กทม. เป็น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กลับต้องมีลุ้นว่าจะเปิดให้บริการได้ทันหรือไม่
ที่สำคัญ ณ วันนี้ปรากฎว่าช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรง นั้น การวางรางยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณได้ส่งผลให้ทดลองวิ่งให้บริการในช่วงสถานีแบริ่ง-สำโรงไม่เป็นไปตามที่ให้ข้อมูลกับสื่อไว้คือ 5 ธันวาคม 2559 ประเด็นความล่าช้าผลจากการเจรจาภาระหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาทที่หน่วยงานอย่างกทม.เกินจะรับสภาพได้
จริงๆ ล่าสุดยังเป็นปมให้เกิดวิวาทะระหว่างพล.ต.อ.อัศวิน กับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในปมปัญหา "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" ภาระหนี้ที่กทม.จะรับช่วงต่อจากรฟม.จนนายอาคมถึงกับเอ่ยผ่านสื่อว่าหากกทม.ยืนยันจะไม่จ่ายก็จะดึงโครงการกลับมาให้รฟม.ดำเนินการต่อแล้วว่าจ้างให้บีทีเอสเดินรถแทน
ก็ต้องติดตามดูกันไปว่ากทม.จะยอมรับภาระหนี้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนและจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 มีนาคม 2560 เป็นต้นไปได้จริงหรือไม่นั้นนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าภารกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เบื้องต้นนั้นกทม. จะต้องยอมรับสภาพหนี้ก่อน ส่วนการผ่อนชำระเป็นงวดๆที่กทม.ต้องการไปเริ่มผ่อนในปี 2573 นั้นกทม.ก็ได้เสนอมาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยภาระหนี้ปัจจุบันที่รฟม.ได้จ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 3,500 ล้านบาทกับที่กระทรวงการคลังให้กู้มาดำเนินการก่อสร้างอีกกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท รวมแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะนับเป็นตัวเลขของช่วงสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นี้ ดังนั้นหากกทม. ยังล่าช้าตัวเลขภาระดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะเพิ่มตามระยะเวลาไปด้วย
แหละนี่หรือคือผลลัพธ์ของการไม่เชื่อมโยงการเดินทางของระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทย หวังว่ากรณีของสายสีม่วงคงจะเป็นกรณีสุดท้ายและคงจะไม่เกิดขึ้นกับสายสีเขียวและสายสีอื่นๆ อีกในอนาคตที่รัฐบาลมีแผนเร่งผลักดัน แต่เชื่อเหอะเดี๋ยวก็มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีกจนได้จับตาดูได้เลยหากภาครัฐและภาคเอกชนยังมุ่งแต่ผลประโยชน์ ซึ่งกันและกันมากกว่าจะมองผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,220 วันที่ 22-24 ธันวาคม 2559






