
มหาดไทยบีบ 5พันรร.เถื่อนเข้าระบบภาษี
มหาดไทยไล่บี้ผู้ว่าฯทั่วประเทศ ปราบโรงแรมเถื่อน บีบโรงแรมขนาดเล็กประเภทที่ 1 และ 2 ยื่นจดทะเบียน ตามกฎกระทรวงปี 59 ที่ปลดล็อกให้นำอาคารประเภทอื่นมาทำโรงแรมได้ คาดดึงเข้าระบบไม่ต่ำกว่า 5,000 แห่ง ส่วนเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ คอนโดฯ หมดสิทธิ์
นายบัณฑูร นริศรางกูร ผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 3 กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นให้โรงแรมประเภทที่ 1 (มีเฉพาะห้องพัก)และโรงแรมประเภท 2 (มีห้องพักและห้องอาหาร) ที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตเร่งมายื่นคำขอรับใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎกระทรวง ปี 2559
กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2559 สามารถมายื่นจดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งเดิมกำหนดใช้ภายใน 5 ปีแต่กระทรวงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 กำชับให้ทุกจังหวัดปฏิบัติการแก้ไขและปราบปรามผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547
นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า จากการจับกุมและกวดขันอย่างจริงจังที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีโรงแรมประเภท1 และ ประเภท 2 ทยอยเริ่มยื่นคำขอรับใบอนุญาตเข้ามาบ้างแล้ว เพียงแค่ไม่ถึงเดือนเฉพาะในกรุงเทพฯมียื่นเรื่องเข้ามาแล้ว 7 แห่ง คาดว่าภายใน 6 เดือนนี้น่าจะเห็นผลอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องไปปรับปรุงให้อาคารที่มีอยู่ มีลักษณะหรือมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารเป็นไปตามกฎกระทรวงที่กำหนด ก่อนมายื่นคำขอรับใบอนุญาตกับเจ้าพนักงานในท้องถิ่น
"มหาดไทยได้หารือกับกรมโยธาธิการฯ เบื้องต้นเชื่อว่าปัจจุบันมีโรงแรมผิดกฎหมายที่เป็นโรงแรมขนาดเล็กเกินกว่า 1 แสนห้อง ดังนั้นหากนำโรงแรมเหล่านี้เข้าระบบได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาลงได้ราว 50% กล่าวคือ จะมีโรงแรมเข้าสู่ระบบเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นห้อง หรือทำให้โรงแรมกว่า 5,000 แห่งที่ไม่ถูกต้องสามารถเข้าระบบจดทะเบียนอย่างถูกต้อง"
อีกทั้งกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการหลายแห่ง ที่นำอาคารประเภทอื่นมาให้บริการเป็นที่พัก ในรูปแบบเกสต์เฮาส์ ,โฮสเทล และโรงแรมขนาดเล็ก ที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีปัญหาโครงสร้างของอาคารที่มีอยู่เดิมไม่สอดคล้องกับอาคารที่จะนำมาประกอบธุรกิจโรงแรมตามที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารกำหนด ทำให้อาคารเหล่านี้ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมตามพ.ร.บ.โรงแรมได้
"กฎกระทรวงนี้ จึงอิงรูปแบบอาคารของถนนข้าวสารและอัมพวา มากำหนดเป็นลักษณะของอาคาร ทำให้โรงแรมขนาดเล็กสามารถปรับปรุงมาตรฐาน เพื่อขอทำโรงแรมให้ถูกต้องได้ โดยโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในทุกผังสีที่เป็นที่อยู่อาศัย จะสามารถยื่นขอทำธุรกิจโรงแรมได้"
อย่างไรก็ตามกฎกระทรวงนี้จะให้สิทธิเฉพาะโรงแรมประเภท 1 และ 2 เท่านั้น ที่จะปลดล็อกให้สามารถทำโรงแรมให้ถูกกฎหมาย ส่วนโรงแรมประเภท 3 (มีห้องพัก ห้องอาหาร ห้องสัมมนา)และประเภท 4 (มีบริการครบทุกอย่าง) จะไม่เข้าข่าย ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้หากไม่ได้สร้างมาเพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.โรงแรมฯ แต่การนำอาคารประเภทอื่น อย่างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดมิเนียม มาทำเป็นโรงแรมโดยขายห้องพักแบบรายวัน ถือว่าเป็นโรงแรมผิดกฎหมาย หากเปิดให้บริการโรงแรมอยู่ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี หรือต้องปิดกิจการไป แต่หากจะยังเปิดดำเนินธุรกิจอยู่ ก็ต้องกลับไปขายห้องพักแบบรายเดือนหรือธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เหมือนเดิม
นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมราว 1 หมื่นแห่ง รวมจำนวนห้องพักราว 5 แสนห้อง และประเมินว่าเฉลี่ยทั่วประเทศมีโรงแรมผิดกฎหมายกว่า 50% หรือราว 1 หมื่นกว่าแห่ง รวมห้องพักกว่า 5 แสนห้อง แต่หากเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต คาดว่าจะมีโรงแรมเถื่อนคิดเป็นสัดส่วน 60 % ซึ่งผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จะต้องดำเนินการตาม 4 ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงวางไว้ คือ 1.ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จัดทำแผนระดับจังหวัด ป้องกันและปราบปรามอย่างเคร่งครัด เช่น ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ให้เวลา 2 เดือนโรงแรมมายื่นเรื่องให้ถูกต้อง 2.ประชาสัมพันธ์ชื่อโรงแรมที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายให้ประชาชน สามารถเข้าตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ของจังหวัดหรือแจ้งให้ตรวจสอบรายชื่อโรงแรมทั่วประเทศได้ทางเว็บไซต์ www.multi.dopa.go.th/omd 3. ให้กำชับเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่องและรายงานผลทุก 1 เดือน และ 4. ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการเพิกเฉยหรือละเลย ให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้น
นอกจากนี้ยังมีการหาร่วมกับคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านท่องเที่ยวและไมซ์ ถึงการปรับปรุงพ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ให้เข้ากับรูปแบบการดำเนินธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปแบบที่พักที่มีหลายมากขึ้น อาทิ เกสต์เฮาส์ โฮสเทลโฮมสเตย์ เพื่อกำหนดมาตรฐานของโรงแรมให้เหมาะสมรูปแบบของการให้บริการที่แตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจโรงแรมที่สร้างใหม่ตามรูปแบบเหล่านี้ สามารถขออนุญาตประกอบการธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณาปรับปรุงพ.ร.บ.โรงแรมให้ทันสมัยมากขึ้น
ด้านนางศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาโรงแรมเถื่อน ไม่เพียงจะทำให้ไทยเก็บภาษีจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยังทำให้ธุรกิจโรงแรมมีมาตรฐานและสัมพันธ์กับความมั่นคงของประเทศ ที่จะสามารถทราบชื่อผู้มาพักแรมที่แท้จริง ทั้งยังช่วยดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยในธุรกิจโรงแรมได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ เพราะปัจจุบันการมีโรงแรมเถื่อนจำนวนมาก ทำให้ค่าห้องพักของไทยต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ยกตัวอย่างโรงแรมระดับ 5 ดาว โรงแรมในสิงคโปร์จะเฉลี่ย 280 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืนหรือ 9,800 บาท แต่ในไทยอยู่ที่ราว 130 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืนหรือ 4,500 บาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นายบัณฑูร นริศรางกูร ผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 3 กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นให้โรงแรมประเภทที่ 1 (มีเฉพาะห้องพัก)และโรงแรมประเภท 2 (มีห้องพักและห้องอาหาร) ที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาตเร่งมายื่นคำขอรับใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎกระทรวง ปี 2559
กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2559 สามารถมายื่นจดทะเบียนประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งเดิมกำหนดใช้ภายใน 5 ปีแต่กระทรวงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2559 กำชับให้ทุกจังหวัดปฏิบัติการแก้ไขและปราบปรามผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547
นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า จากการจับกุมและกวดขันอย่างจริงจังที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีโรงแรมประเภท1 และ ประเภท 2 ทยอยเริ่มยื่นคำขอรับใบอนุญาตเข้ามาบ้างแล้ว เพียงแค่ไม่ถึงเดือนเฉพาะในกรุงเทพฯมียื่นเรื่องเข้ามาแล้ว 7 แห่ง คาดว่าภายใน 6 เดือนนี้น่าจะเห็นผลอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องไปปรับปรุงให้อาคารที่มีอยู่ มีลักษณะหรือมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารเป็นไปตามกฎกระทรวงที่กำหนด ก่อนมายื่นคำขอรับใบอนุญาตกับเจ้าพนักงานในท้องถิ่น
"มหาดไทยได้หารือกับกรมโยธาธิการฯ เบื้องต้นเชื่อว่าปัจจุบันมีโรงแรมผิดกฎหมายที่เป็นโรงแรมขนาดเล็กเกินกว่า 1 แสนห้อง ดังนั้นหากนำโรงแรมเหล่านี้เข้าระบบได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาลงได้ราว 50% กล่าวคือ จะมีโรงแรมเข้าสู่ระบบเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นห้อง หรือทำให้โรงแรมกว่า 5,000 แห่งที่ไม่ถูกต้องสามารถเข้าระบบจดทะเบียนอย่างถูกต้อง"
อีกทั้งกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการหลายแห่ง ที่นำอาคารประเภทอื่นมาให้บริการเป็นที่พัก ในรูปแบบเกสต์เฮาส์ ,โฮสเทล และโรงแรมขนาดเล็ก ที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีปัญหาโครงสร้างของอาคารที่มีอยู่เดิมไม่สอดคล้องกับอาคารที่จะนำมาประกอบธุรกิจโรงแรมตามที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารกำหนด ทำให้อาคารเหล่านี้ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมตามพ.ร.บ.โรงแรมได้
"กฎกระทรวงนี้ จึงอิงรูปแบบอาคารของถนนข้าวสารและอัมพวา มากำหนดเป็นลักษณะของอาคาร ทำให้โรงแรมขนาดเล็กสามารถปรับปรุงมาตรฐาน เพื่อขอทำโรงแรมให้ถูกต้องได้ โดยโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในทุกผังสีที่เป็นที่อยู่อาศัย จะสามารถยื่นขอทำธุรกิจโรงแรมได้"
อย่างไรก็ตามกฎกระทรวงนี้จะให้สิทธิเฉพาะโรงแรมประเภท 1 และ 2 เท่านั้น ที่จะปลดล็อกให้สามารถทำโรงแรมให้ถูกกฎหมาย ส่วนโรงแรมประเภท 3 (มีห้องพัก ห้องอาหาร ห้องสัมมนา)และประเภท 4 (มีบริการครบทุกอย่าง) จะไม่เข้าข่าย ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้หากไม่ได้สร้างมาเพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.โรงแรมฯ แต่การนำอาคารประเภทอื่น อย่างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือคอนโดมิเนียม มาทำเป็นโรงแรมโดยขายห้องพักแบบรายวัน ถือว่าเป็นโรงแรมผิดกฎหมาย หากเปิดให้บริการโรงแรมอยู่ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี หรือต้องปิดกิจการไป แต่หากจะยังเปิดดำเนินธุรกิจอยู่ ก็ต้องกลับไปขายห้องพักแบบรายเดือนหรือธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เหมือนเดิม
นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมราว 1 หมื่นแห่ง รวมจำนวนห้องพักราว 5 แสนห้อง และประเมินว่าเฉลี่ยทั่วประเทศมีโรงแรมผิดกฎหมายกว่า 50% หรือราว 1 หมื่นกว่าแห่ง รวมห้องพักกว่า 5 แสนห้อง แต่หากเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต คาดว่าจะมีโรงแรมเถื่อนคิดเป็นสัดส่วน 60 % ซึ่งผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จะต้องดำเนินการตาม 4 ยุทธศาสตร์ที่กระทรวงวางไว้ คือ 1.ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จัดทำแผนระดับจังหวัด ป้องกันและปราบปรามอย่างเคร่งครัด เช่น ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ให้เวลา 2 เดือนโรงแรมมายื่นเรื่องให้ถูกต้อง 2.ประชาสัมพันธ์ชื่อโรงแรมที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายให้ประชาชน สามารถเข้าตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ของจังหวัดหรือแจ้งให้ตรวจสอบรายชื่อโรงแรมทั่วประเทศได้ทางเว็บไซต์ www.multi.dopa.go.th/omd 3. ให้กำชับเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่องและรายงานผลทุก 1 เดือน และ 4. ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการเพิกเฉยหรือละเลย ให้ผู้บังคับบัญชา ดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้น
นอกจากนี้ยังมีการหาร่วมกับคณะกรรมการสานพลังประชารัฐด้านท่องเที่ยวและไมซ์ ถึงการปรับปรุงพ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ให้เข้ากับรูปแบบการดำเนินธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปแบบที่พักที่มีหลายมากขึ้น อาทิ เกสต์เฮาส์ โฮสเทลโฮมสเตย์ เพื่อกำหนดมาตรฐานของโรงแรมให้เหมาะสมรูปแบบของการให้บริการที่แตกต่างกัน เพื่อให้ธุรกิจโรงแรมที่สร้างใหม่ตามรูปแบบเหล่านี้ สามารถขออนุญาตประกอบการธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณาปรับปรุงพ.ร.บ.โรงแรมให้ทันสมัยมากขึ้น
ด้านนางศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาโรงแรมเถื่อน ไม่เพียงจะทำให้ไทยเก็บภาษีจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยังทำให้ธุรกิจโรงแรมมีมาตรฐานและสัมพันธ์กับความมั่นคงของประเทศ ที่จะสามารถทราบชื่อผู้มาพักแรมที่แท้จริง ทั้งยังช่วยดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยในธุรกิจโรงแรมได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ เพราะปัจจุบันการมีโรงแรมเถื่อนจำนวนมาก ทำให้ค่าห้องพักของไทยต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ยกตัวอย่างโรงแรมระดับ 5 ดาว โรงแรมในสิงคโปร์จะเฉลี่ย 280 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืนหรือ 9,800 บาท แต่ในไทยอยู่ที่ราว 130 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืนหรือ 4,500 บาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






