
เหล็กนำเข้าจากจีนยังป่วนหนัก จี้รัฐขอเซฟการ์ดและเอดีปกป้อง
การนำเข้าเหล็กจากจีนยังป่วนหนัก มาตรการเอดีสกัดไม่ได้ผล เหล็กโครงสร้างรูปพรรณหลบเลี่ยงพิกัด 11 เดือน ทะลัก 1 แสนตัน แถมปรับวิธีการนำเข้าใหม่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า และไม่มีมาตรฐานรองรับ ร้องรัฐจี้ออกมาตรการเซฟการ์ดปกป้อง ส่วนเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ระหว่างไต่สวนเอดี ขอออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว 4 เดือน
นายเภา บุญเยี่ยม รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และในฐานะเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงสถานการณ์เหล็กว่า แม้ทางรัฐบาลจีนจะมีนโยบายลดกำลังการผลิตเหล็กในประเทศลงมาในระดับ 150 ล้านตันภายในปี 2563 โดยในช่วงเดือน 11 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ได้ดำเนินการลดกำลังผลิตไปแล้ว 45 ล้านตัน ส่งผลให้การผลิตเหล็กอยู่ที่ระดับ 739 ล้านตัน แต่การส่งออกเหล็กของจีนยังสูงอยู่คาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 111 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปี 2558
ทั้งนี้ การส่งออกเหล็กของจีนที่ยังอยู่ในปริมาณที่สูงอยู่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล็กในประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเป้าหมายหลักในการส่งออกของจีน โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านตัน จากความต้องการใช้ในประเทศราว 18 ล้านตัน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถขยายกำลังการผลิตขึ้นไปได้ เนื่องจากถูกแย่งตลาดจากราคาเหล็กที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ผลิตในประเทศมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ไม่ถึง 40 %
โดยเห็นได้จากการนำเข้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณในพิกัด 7216 แม้จะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดีคอยปกป้องแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถสกัดการนำเข้าได้ เนื่องจากมีการหลบเลี่ยงไปเป็นพิกัด 7228 แทนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและเข้าข่ายเอดี ส่งผลให้เหล็กที่นำเข้ามาในช่วง 11 เดือน สูงถึง 1 แสนตัน และมีส่วนต่างกับในประเทศถึง 35-40 % จากราคาที่จำหน่ายอยู่ราว 18-19 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการหลีกเลี่ยงพิกัดการนำเข้าในรูปของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพิกัด 7208 ขนส่งใส่ตู้คอนเทรนเนอร์เข้ามา แล้วนำมาประกอบในประเทศในช่วง 11 เดือนกว่า 2 แสนตัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเอดีมาใช้บังคับ รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมอก.รองรับ ทำให้เป็นห่วงว่า เมื่อนำไปใช้งานแล้วเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัย จากความต้องการใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณอยู่ที่ 5-6 แสนตันต่อปี
ดังนั้น จากทั้ง 2 ปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในเร็วๆนี้ ทางกลุ่มผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ จะยื่นเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาการใช้มาตรการตอบโต้สินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นหรือเซฟการ์ด เพื่อกำหนดภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมทั้ง จะทำเรื่องส่งไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสมอ.พิจารณาออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่นำเข้าสำเร็จรูปด้วย
นายบุญเลิศ คลอวุฒิเสถียร ในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เปิดเผยว่า สำหรับเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ซึ่งมีความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 9 แสน- 1 ล้านตันต่อปี ได้รับผลกระทบจากการดัมพ์ราคาจากเหล็กที่นำเข้ามาในส่วนต่างราคา 20-30 % ของราคาที่จำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 23-24 บาทต่อกิโลกรัม โดยในช่วง 10 เดือน ที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากจีนสูงถึง 4.66 แสนตัน จากเกาหลี 5.2 หมื่นตัน และจากไต้หวัน 6.19 หมื่นตัน ซึ่งที่ผ่านมาทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการเปิดไต่สวนมาตรการเอดีไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประกาศบังคับใช้
ดังนั้น ภายในเดือนธันวาคมนี้ ทางสมาคมจะทำหนังสือไปถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ใช้มาตรการเอดีเป็นการชั่วคราวก่อน 4 เดือน เนื่องจากพบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้าเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีเข้ามากกว่าปกติ โดยในเดือนตุลาคมนำเข้ามาแล้วในปริมาณ 3 หมื่นตันต่อเดือน พฤศจิกายน เพิ่มเป็น 5 หมื่นตันต่อเดือน ทำให้เห็นแนวโน้มว่า หากไม่มีมาตรการนำมาสกัด การนำเข้าจะสูงเพิ่มขึ้น กระทบกับผู้ผลิตในประเทศ ที่ต้องถูกดัมพ์ราคาแข่งขันสู้ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบราว 10 ราย ต้องหยุดการผลิตแล้วประมาณ 5 ราย เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน ต้องเปลี่ยนไปดำเนินธุรกิจอื่นหรือไปเป็นผู้นำเข้าแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นายเภา บุญเยี่ยม รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และในฐานะเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงสถานการณ์เหล็กว่า แม้ทางรัฐบาลจีนจะมีนโยบายลดกำลังการผลิตเหล็กในประเทศลงมาในระดับ 150 ล้านตันภายในปี 2563 โดยในช่วงเดือน 11 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ได้ดำเนินการลดกำลังผลิตไปแล้ว 45 ล้านตัน ส่งผลให้การผลิตเหล็กอยู่ที่ระดับ 739 ล้านตัน แต่การส่งออกเหล็กของจีนยังสูงอยู่คาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 111 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปี 2558
ทั้งนี้ การส่งออกเหล็กของจีนที่ยังอยู่ในปริมาณที่สูงอยู่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล็กในประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเป้าหมายหลักในการส่งออกของจีน โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านตัน จากความต้องการใช้ในประเทศราว 18 ล้านตัน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถขยายกำลังการผลิตขึ้นไปได้ เนื่องจากถูกแย่งตลาดจากราคาเหล็กที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ผลิตในประเทศมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ไม่ถึง 40 %
โดยเห็นได้จากการนำเข้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณในพิกัด 7216 แม้จะมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดีคอยปกป้องแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถสกัดการนำเข้าได้ เนื่องจากมีการหลบเลี่ยงไปเป็นพิกัด 7228 แทนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและเข้าข่ายเอดี ส่งผลให้เหล็กที่นำเข้ามาในช่วง 11 เดือน สูงถึง 1 แสนตัน และมีส่วนต่างกับในประเทศถึง 35-40 % จากราคาที่จำหน่ายอยู่ราว 18-19 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการหลีกเลี่ยงพิกัดการนำเข้าในรูปของเหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพิกัด 7208 ขนส่งใส่ตู้คอนเทรนเนอร์เข้ามา แล้วนำมาประกอบในประเทศในช่วง 11 เดือนกว่า 2 แสนตัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเอดีมาใช้บังคับ รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมอก.รองรับ ทำให้เป็นห่วงว่า เมื่อนำไปใช้งานแล้วเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัย จากความต้องการใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณอยู่ที่ 5-6 แสนตันต่อปี
ดังนั้น จากทั้ง 2 ปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในเร็วๆนี้ ทางกลุ่มผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ จะยื่นเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาการใช้มาตรการตอบโต้สินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นหรือเซฟการ์ด เพื่อกำหนดภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พร้อมทั้ง จะทำเรื่องส่งไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสมอ.พิจารณาออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างรูปพรรณที่นำเข้าสำเร็จรูปด้วย
นายบุญเลิศ คลอวุฒิเสถียร ในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เปิดเผยว่า สำหรับเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ซึ่งมีความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 9 แสน- 1 ล้านตันต่อปี ได้รับผลกระทบจากการดัมพ์ราคาจากเหล็กที่นำเข้ามาในส่วนต่างราคา 20-30 % ของราคาที่จำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 23-24 บาทต่อกิโลกรัม โดยในช่วง 10 เดือน ที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากจีนสูงถึง 4.66 แสนตัน จากเกาหลี 5.2 หมื่นตัน และจากไต้หวัน 6.19 หมื่นตัน ซึ่งที่ผ่านมาทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการเปิดไต่สวนมาตรการเอดีไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประกาศบังคับใช้
ดังนั้น ภายในเดือนธันวาคมนี้ ทางสมาคมจะทำหนังสือไปถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ใช้มาตรการเอดีเป็นการชั่วคราวก่อน 4 เดือน เนื่องจากพบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการเร่งนำเข้าเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีเข้ามากกว่าปกติ โดยในเดือนตุลาคมนำเข้ามาแล้วในปริมาณ 3 หมื่นตันต่อเดือน พฤศจิกายน เพิ่มเป็น 5 หมื่นตันต่อเดือน ทำให้เห็นแนวโน้มว่า หากไม่มีมาตรการนำมาสกัด การนำเข้าจะสูงเพิ่มขึ้น กระทบกับผู้ผลิตในประเทศ ที่ต้องถูกดัมพ์ราคาแข่งขันสู้ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบราว 10 ราย ต้องหยุดการผลิตแล้วประมาณ 5 ราย เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน ต้องเปลี่ยนไปดำเนินธุรกิจอื่นหรือไปเป็นผู้นำเข้าแทน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






