
ทูตจีนช่วยดันสินค้าไทยบุกตลาดโลก ร่วมมือพัฒนาอี-คอมเมิร์ซช่วยSMEs
ทูตจีนย้ำทั้งภาครัฐและเอกชนจีนพร้อมช่วยผู้ประกอบการไทยนำสินค้าบุกตลาดโลกผ่านการพัฒนาอี-คอมเมิร์ซร่วมกัน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้า 2 ฝ่ายทะลุ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี
นาย หนิง ฟู่ ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงการเดินหน้าแผนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนว่า นอกจากความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนซึ่งมีพัฒนาการคืบหน้าเป็นลำดับ นับจากที่ไทยและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วนั้น ในยุคปัจจุบันยังมีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอี-คอมเมิร์ซ และการแปรรูปสินค้าเกษตร ที่มีศักยภาพและบทบาทสำคัญในมิติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านอี-คอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตนั้น มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากจีนเองเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่าง อาลีบาบา เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ
เอกอัครราชทูตจีนกล่าวในงานสัมมนา Thailand-China Economic Outlook 2017 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับสองในประเทศไทย มีมูลค่ารวมที่ประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้ากับไทยเป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้าด้วย จากปัจจุบันที่มูลค่าการค้า 2 ฝ่ายอยู่ที่ประมาณ 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ นอกจากการค้าในรูปแบบปกติแล้ว แนวโน้มการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือการค้าออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างปริมาณการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ และจีนเองก็มีความตั้งใจที่จะช่วยส่งเสริมให้สินค้าไทยสามารถผงาดในตลาดออนไลน์ทั่วโลก
“ปัจจุบันคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว 710 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน เปิดช่องให้สินค้าไทยมีโอกาสขึ้นมาขายบนตลาดออนไลน์ของจีนได้ ทุกวันนี้ ผมลองเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าไทยในเว็บไซต์ของจีน พบสินค้ายอดนิยมมากมาย เช่น ทุเรียนหมอนทอง และข้าวหอมมะลิ”
ทูตจีนกล่าวและว่า ปี 2559 นี้ ไทย-จีนมีความร่วมมือด้านอี-คอมเมิร์ซคืบหน้าอย่างมาก โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคยพบปะหารือกับนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบา มา 2 ครั้งแล้ว และล่าสุดที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจีน ก็ได้มีการไปดูงานที่บริษัทอาลีบาบา มีการลงนามแสดงความจำนงที่จะร่วมกันพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมบุคลากร การร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การขนส่งสินค้าฯลฯ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สินค้าของผู้ประกอบการSME ของไทยเข้ามาอยู่บนตลาดออนไลน์ของจีนและสามารถบุกตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้จีนมั่นใจว่าสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอี-คอมเมิร์ซเพื่อช่วยพัฒนา SME ไทย
“การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของจีน ทำให้ประชาชนหันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านทางระบบการค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยพบว่า มีคนจีนประมาณ 400 ล้านคนซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางระบบอีคอมเมิร์ซ และ 300 ล้านคนในจำนวนนั้นซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านทางระบบดังกล่าว จากตัวเลขข้างต้น จีนจึงเป็นตลาดการค้าออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่มาก นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้ง 2 ประเทศ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาการค้าออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ซระหว่างกัน”
ส่วนความร่วมมือด้านโครงการรถไฟไทย-จีนที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการค้า-การลงทุนระหว่างกันด้วยนั้น ท่านทูตจีนเปิดเผยว่า จีนเองก็ต้องการให้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเส้นทางนี้จะเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน โดยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากทางรถไฟไทย-จีนนี้ส่งสินค้ามายังจีน ขณะที่จีนเองก็มุ่งสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปยังยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวส่งสินค้าไทยไปยุโรปและภูมิภาคตะวันออกกลางได้ด้วย ฉะนั้นจึงควรทำให้โครงการดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นาย หนิง ฟู่ ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงการเดินหน้าแผนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนว่า นอกจากความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนซึ่งมีพัฒนาการคืบหน้าเป็นลำดับ นับจากที่ไทยและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วนั้น ในยุคปัจจุบันยังมีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอี-คอมเมิร์ซ และการแปรรูปสินค้าเกษตร ที่มีศักยภาพและบทบาทสำคัญในมิติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือทางด้านอี-คอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตนั้น มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากจีนเองเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่าง อาลีบาบา เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ
เอกอัครราชทูตจีนกล่าวในงานสัมมนา Thailand-China Economic Outlook 2017 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับสองในประเทศไทย มีมูลค่ารวมที่ประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้ากับไทยเป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้าด้วย จากปัจจุบันที่มูลค่าการค้า 2 ฝ่ายอยู่ที่ประมาณ 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ นอกจากการค้าในรูปแบบปกติแล้ว แนวโน้มการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือการค้าออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างปริมาณการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ และจีนเองก็มีความตั้งใจที่จะช่วยส่งเสริมให้สินค้าไทยสามารถผงาดในตลาดออนไลน์ทั่วโลก
“ปัจจุบันคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว 710 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากกว่า 400 ล้านคน เปิดช่องให้สินค้าไทยมีโอกาสขึ้นมาขายบนตลาดออนไลน์ของจีนได้ ทุกวันนี้ ผมลองเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าไทยในเว็บไซต์ของจีน พบสินค้ายอดนิยมมากมาย เช่น ทุเรียนหมอนทอง และข้าวหอมมะลิ”
ทูตจีนกล่าวและว่า ปี 2559 นี้ ไทย-จีนมีความร่วมมือด้านอี-คอมเมิร์ซคืบหน้าอย่างมาก โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคยพบปะหารือกับนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบา มา 2 ครั้งแล้ว และล่าสุดที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจีน ก็ได้มีการไปดูงานที่บริษัทอาลีบาบา มีการลงนามแสดงความจำนงที่จะร่วมกันพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมบุคลากร การร่วมพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การขนส่งสินค้าฯลฯ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สินค้าของผู้ประกอบการSME ของไทยเข้ามาอยู่บนตลาดออนไลน์ของจีนและสามารถบุกตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้จีนมั่นใจว่าสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอี-คอมเมิร์ซเพื่อช่วยพัฒนา SME ไทย
“การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วของจีน ทำให้ประชาชนหันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านทางระบบการค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยพบว่า มีคนจีนประมาณ 400 ล้านคนซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางระบบอีคอมเมิร์ซ และ 300 ล้านคนในจำนวนนั้นซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านทางระบบดังกล่าว จากตัวเลขข้างต้น จีนจึงเป็นตลาดการค้าออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่มาก นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้ง 2 ประเทศ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาการค้าออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ซระหว่างกัน”
ส่วนความร่วมมือด้านโครงการรถไฟไทย-จีนที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการค้า-การลงทุนระหว่างกันด้วยนั้น ท่านทูตจีนเปิดเผยว่า จีนเองก็ต้องการให้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเส้นทางนี้จะเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน โดยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากทางรถไฟไทย-จีนนี้ส่งสินค้ามายังจีน ขณะที่จีนเองก็มุ่งสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปยังยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวส่งสินค้าไทยไปยุโรปและภูมิภาคตะวันออกกลางได้ด้วย ฉะนั้นจึงควรทำให้โครงการดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






