
‘อินดิเท็กซ์’ดันฟาสต์แฟชั่นเพิ่มยอดขาย-ปรับตัวเร็วรับอากาศอบอุ่นกว่าปกติ
โมเดลธุรกิจ "ฟาสต์แฟชั่น" ช่วยให้บริษัทแม่ของแบรนด์ ซาร่า ปรับตัวรับอากาศอบอุ่นกว่าปกติในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทรายงานผลประกอบการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากปีก่อน
บริษัท อินดิเท็กซ์ เอสเอ เชนค้าปลีกเสื้อผ้าที่มียอดขายสูงที่สุดของโลก เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่างซาร่า (Zara) รายงานผลกำไรในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 เป็น 2.21 พันล้านยูโร ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% เป็น 1.64 หมื่นล้านยูโร
นายพาโบล อิสลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินดิเท็กซ์ กล่าวว่า การเติบโตของยอดขายที่แข็งแกร่งเกิดขึ้นในทุกภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรปจนถึงเอเชีย โดยเป็นผลจากการนำแนวคิดริเริ่มต่างๆ มาใช้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อาทิ การปรับปรุงสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายเสื้อผ้าส่วนหนึ่งของบริษัท รวมถึงการนำชิพคลื่นวิทยุมาใช้ที่ร้านซาร่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสต็อกสินค้า และทำให้พนักงานขายมีเวลาเอาใจใส่ดูแลลูกค้ามากขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากร้านเสื้อผ้าแบรนด์ซาร่า ซึ่งทำยอดขายให้กับอินดิเท็กซ์เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 แล้ว บริษัทยังเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ อาทิ แบรนด์พูลแอนด์แบร์ (Pull&Bear) และแบรนด์ระดับบน มัสสิโม ดุตตี (MussimoDutti)
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในขณะที่เชนค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นรายอื่นประสบปัญหาในการปรับตัวรับมือกับอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อบอุ่นกว่าปกติในปีนี้ รูปแบบธุรกิจที่เรียกว่าฟาสต์แฟชั่น หรือการใช้กระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่รวดเร็วของอินดิเท็กซ์ ช่วยให้บริษัทออกแบบและผลิตเสื้อผ้าให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคส่งไปยังร้านค้าในเครือได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้อินดิเท็กซ์ทำกำไรได้เหนือคู่แข่ง
การดำเนินงานส่วนใหญ่ของอินดิเท็กซ์รวมศูนย์อยู่ในประเทศสเปน ขณะที่ฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศใกล้เคียง ทำให้อินดิเท็กซ์ออกแบบและจัดส่งสินค้าสู่ร้านค้าได้ระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า การตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศแถบยุโรปใต้ทำให้อินดิเท็กซ์เสี่ยงต่อความผันผวนของค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น
เมื่อช่วงต้นปีนี้ อินดิเท็กซ์กล่าวว่า จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเปิดร้านค้าใหม่เป็นจำนวนมาก มาเป็นการเปิดร้านค้าแฟล็กชิพขนาดใหญ่ในโลเกชันที่สำคัญๆ แทน พร้อมกับเน้นไปที่ธุรกิจออนไลน์ให้ทำหน้าที่แทนร้านค้าขนาดเล็กให้มากยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์จากโซซิเอเต้ เจเนอรัล ประเมินว่ายอดขายจากออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของยอดขายทั้งหมดของอินดิเท็กซ์
ขณะเดียวกัน ยอดขายทั้งในร้านค้าและทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 12 ธันวาคมของอินดิเท็กซ์เพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเมื่อหักยอดขายจากร้านค้าที่เปิดใหม่ไม่ถึง 1 ปีออกไป ทำให้อัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ประมาณ 10%
ปัจจุบันอินดิเท็กซ์มีร้านค้า 7,240 แห่งทั่วโลกใน 93 ประเทศ และมีเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ใน 41 ประเทศ ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี อินดิเท็กซ์เปิดร้านค้าใหม่ 227 แห่ง ซึ่งรวมถึงการรุกเข้าสู่ตลาดใหม่ 5 แห่ง คือ นิวซีแลนด์ เวียดนาม ปารากวัย อารูบา และนิคารากัว ทั้งนี้นายอิสลากล่าวว่า การขยายร้านค้าของบริษัทเป็นไปตามแผน และพื้นที่ค้าปลีกน่าจะเพิ่มขึ้นอีก 6-8% ใน 3-4 ปีจากนี้
"เราเปิดร้านค้าในตลาด 50 แห่งในปี 2559 แสดงให้เห็นถึงความครอบคลุมของโมเดลธุรกิจของอินดิเท็กซ์ เรายังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตอีกมากสำหรับธุรกิจอินดิเท็กซ์ทั่วโลก" นายอิสลากล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
บริษัท อินดิเท็กซ์ เอสเอ เชนค้าปลีกเสื้อผ้าที่มียอดขายสูงที่สุดของโลก เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่างซาร่า (Zara) รายงานผลกำไรในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 เป็น 2.21 พันล้านยูโร ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% เป็น 1.64 หมื่นล้านยูโร
นายพาโบล อิสลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินดิเท็กซ์ กล่าวว่า การเติบโตของยอดขายที่แข็งแกร่งเกิดขึ้นในทุกภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรปจนถึงเอเชีย โดยเป็นผลจากการนำแนวคิดริเริ่มต่างๆ มาใช้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อาทิ การปรับปรุงสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายเสื้อผ้าส่วนหนึ่งของบริษัท รวมถึงการนำชิพคลื่นวิทยุมาใช้ที่ร้านซาร่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสต็อกสินค้า และทำให้พนักงานขายมีเวลาเอาใจใส่ดูแลลูกค้ามากขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากร้านเสื้อผ้าแบรนด์ซาร่า ซึ่งทำยอดขายให้กับอินดิเท็กซ์เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 แล้ว บริษัทยังเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ อาทิ แบรนด์พูลแอนด์แบร์ (Pull&Bear) และแบรนด์ระดับบน มัสสิโม ดุตตี (MussimoDutti)
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในขณะที่เชนค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นรายอื่นประสบปัญหาในการปรับตัวรับมือกับอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อบอุ่นกว่าปกติในปีนี้ รูปแบบธุรกิจที่เรียกว่าฟาสต์แฟชั่น หรือการใช้กระบวนการผลิตและซัพพลายเชนที่รวดเร็วของอินดิเท็กซ์ ช่วยให้บริษัทออกแบบและผลิตเสื้อผ้าให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคส่งไปยังร้านค้าในเครือได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้อินดิเท็กซ์ทำกำไรได้เหนือคู่แข่ง
การดำเนินงานส่วนใหญ่ของอินดิเท็กซ์รวมศูนย์อยู่ในประเทศสเปน ขณะที่ฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศใกล้เคียง ทำให้อินดิเท็กซ์ออกแบบและจัดส่งสินค้าสู่ร้านค้าได้ระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า การตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศแถบยุโรปใต้ทำให้อินดิเท็กซ์เสี่ยงต่อความผันผวนของค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น
เมื่อช่วงต้นปีนี้ อินดิเท็กซ์กล่าวว่า จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเปิดร้านค้าใหม่เป็นจำนวนมาก มาเป็นการเปิดร้านค้าแฟล็กชิพขนาดใหญ่ในโลเกชันที่สำคัญๆ แทน พร้อมกับเน้นไปที่ธุรกิจออนไลน์ให้ทำหน้าที่แทนร้านค้าขนาดเล็กให้มากยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์จากโซซิเอเต้ เจเนอรัล ประเมินว่ายอดขายจากออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของยอดขายทั้งหมดของอินดิเท็กซ์
ขณะเดียวกัน ยอดขายทั้งในร้านค้าและทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 12 ธันวาคมของอินดิเท็กซ์เพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเมื่อหักยอดขายจากร้านค้าที่เปิดใหม่ไม่ถึง 1 ปีออกไป ทำให้อัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ประมาณ 10%
ปัจจุบันอินดิเท็กซ์มีร้านค้า 7,240 แห่งทั่วโลกใน 93 ประเทศ และมีเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ใน 41 ประเทศ ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี อินดิเท็กซ์เปิดร้านค้าใหม่ 227 แห่ง ซึ่งรวมถึงการรุกเข้าสู่ตลาดใหม่ 5 แห่ง คือ นิวซีแลนด์ เวียดนาม ปารากวัย อารูบา และนิคารากัว ทั้งนี้นายอิสลากล่าวว่า การขยายร้านค้าของบริษัทเป็นไปตามแผน และพื้นที่ค้าปลีกน่าจะเพิ่มขึ้นอีก 6-8% ใน 3-4 ปีจากนี้
"เราเปิดร้านค้าในตลาด 50 แห่งในปี 2559 แสดงให้เห็นถึงความครอบคลุมของโมเดลธุรกิจของอินดิเท็กซ์ เรายังคงมองเห็นโอกาสการเติบโตอีกมากสำหรับธุรกิจอินดิเท็กซ์ทั่วโลก" นายอิสลากล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






