
ไฮช็อปปิ้งเดิน2กลยุทธ์โต100% เพิ่มพอร์ตสินค้าเกาหลีเฮาส์แบรนด์ขยายอี-คอมเมิร์ซ
ไฮ ช็อปปิ้ง ลุยธุรกิจโฮมช็อปปิ้งปี 60 เตรียม 2 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งด้านสินค้า ที่เตรียมเพิ่มพอร์ตสินค้าเฮาส์แบรนด์และนำเข้าจากเกาหลี การขยายช่องทางขายเพิ่มสู่อี-คอมเมิร์ซ และทีวีดิจิตอล มั่นใจสร้างการเติบโต 100% พร้อมยึดแผนธุรกิจ 3-5 ปีสร้างยอดขาย 3,000-4,500 ล้านบาท
นายลี แฮ ซึง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮช็อปปิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในเครืออินทัชและฮุนได โฮมช็อปปิ้ง ประเทศเกาหลี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ได้เตรียม 2 กลยุทธ์สำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโต ได้แก่ 1.กลยุทธ์สินค้า และ 2.กลยุทธ์ช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งมั่นใจว่าจะสร้างผลการดำเนินงานเติบโตได้ 100% จากปีนี้ที่มียอดขาย 400 ล้านบาท หลังจากได้เริ่มเปิดตัวเข้ามาดำเนินธุรกิจในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สำหรับกลยุทธ์ในด้านสินค้า บริษัทวางแผนเพิ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ของตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าของใช้ภายในบ้าน หรือ Living Products ซึ่งจะมีทั้งที่นำเข้ามาจากประเทศเกาหลี และผลิตขึ้นในประเทศไทย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกชื่อแบรนด์ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเตรียมเพิ่มสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 40-50% จากปัจจุบันมีสินค้าเกาหลีนำเข้ามาขายในสัดส่วน 30% เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยชื่นชอบในสินค้าจากระเทศเกาหลี และยังเตรียมเพิ่มรายการสินค้าที่จับต้องไม่ได้หรือสินค้ากลุ่มการบริการ อาทิ แพ็คเกจทัวร์ บัตรของขวัญ เป็นต้น
"ปัจจุบันไฮช็อปปิ้งมีสินค้ากลุ่มลิฟวิ่ง 50% และสินค้าแฟชั่นอีก 50% ซึ่ง 1 ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจมา พบว่าสินค้ากลุ่มลิฟวิ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ในปีหน้าจึงเตรียมเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มลิฟวิ่งเป็น 80% แต่สินค้าแฟชั่นอาจจะต้องศึกษาตลาด เพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยน่าจะมีสัดส่วนสินค้ากลุ่มแฟชั่นประมาณ15% และเพิ่มสินค้าที่จับต้องไม่ได้หรือสินค้ากลุ่มบริการอีก 5% ขณะที่แนวทางการทำตลาด จะใช้กลยุทธ์การทำการตลาดร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ อาทิ ค่ายเอไอเอส เนื่องจากมีฐานลูกค้าจำนวนมาก ที่สามารถเข้ามาเป็นลูกค้าของไฮช็อปปิ้งได้ และที่ผ่านมาได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี"
ส่วนกลยุทธ์ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ในปีหน้าบริษัทวางแผนซื้อเวลาในช่องทีวีดิจิตอล เพื่อเพิ่มช่วงเวลาออกอากาศและขายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะพิจารณาสถานีที่มีเรตติ้งและความเหมาะสมสำหรับการออกอากาศ จากปัจจุบันที่บริษัทออกอากาศเฉพาะในช่องโทรทัศน์ดาวเทียม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า เพื่อนำสินค้าขายดีของบริษัทไปวาจำหน่ายในเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย
ล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัท เอสเค จำกัด จากประเทศเกาหลี ผู้บริหารเว็บไซต์ อีเลฟเว่น สตรีต เพื่อนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายและการทำโปรโมชันร่วมกัน ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวเตรียมเปิดตัวภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเป็นการทำกลยุทธ์เช่นเดียวกับฮุนไดประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าต่างๆ จำนวนมาก อาทิ อีเบย์เนเวอร์ เป็นต้น และในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต และโมบายแอพพลิเคชั่น ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 2% คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5%
"ภาพรวมการดำเนินธุรกิจปีนี้ถือว่าพอใจกับผลการดำเนินงาน แม้ว่ายอดขายจะไม่มากนัก แต่มีรายได้เข้ามาแต่ละเดือนค่อนข้างดี เพราะผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการทำตลาดในประเทศไทยไม่ง่ายมากนัก เพราะก่อนที่จะเข้ามาทำธุรกิจ มีผู้ประกอบการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการที่บริษัทเข้ามาถือว่าช่วยทำให้ตลาดเติบโตเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าพึงพอใจในการบริการของบริษัท เห็นได้จากลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำถึง 20% โดยยอดขายในปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 100% และมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 10% ขึ้นไป จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 5% สำหรับแผนธุรกิจในระยะ 3-5 ปี บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะสามารถเป็นไปตามแผนที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่เปิดตัว โดยได้ตั้งเป้ายอดขาย 3,000 ล้านบาทในปีที่ 3 และคาดว่าภายใน 5 ปี บริษัทน่าจะมียอดขายเติบโตถึง 4,500 ล้านบาท รวมทั้งไฮช็อปปิ้งตั้งเป้าที่จะติด 1 ใน 3 ของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยและจะขึ้นแท่นผู้นำด้านตลาดโฮมช็อปปิ้งภายในปี 2564 ด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559
นายลี แฮ ซึง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮช็อปปิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในเครืออินทัชและฮุนได โฮมช็อปปิ้ง ประเทศเกาหลี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2560 ว่า ได้เตรียม 2 กลยุทธ์สำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโต ได้แก่ 1.กลยุทธ์สินค้า และ 2.กลยุทธ์ช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งมั่นใจว่าจะสร้างผลการดำเนินงานเติบโตได้ 100% จากปีนี้ที่มียอดขาย 400 ล้านบาท หลังจากได้เริ่มเปิดตัวเข้ามาดำเนินธุรกิจในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สำหรับกลยุทธ์ในด้านสินค้า บริษัทวางแผนเพิ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ของตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าของใช้ภายในบ้าน หรือ Living Products ซึ่งจะมีทั้งที่นำเข้ามาจากประเทศเกาหลี และผลิตขึ้นในประเทศไทย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกชื่อแบรนด์ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเตรียมเพิ่มสินค้าจากประเทศเกาหลีเข้ามาทำตลาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 40-50% จากปัจจุบันมีสินค้าเกาหลีนำเข้ามาขายในสัดส่วน 30% เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยชื่นชอบในสินค้าจากระเทศเกาหลี และยังเตรียมเพิ่มรายการสินค้าที่จับต้องไม่ได้หรือสินค้ากลุ่มการบริการ อาทิ แพ็คเกจทัวร์ บัตรของขวัญ เป็นต้น
"ปัจจุบันไฮช็อปปิ้งมีสินค้ากลุ่มลิฟวิ่ง 50% และสินค้าแฟชั่นอีก 50% ซึ่ง 1 ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจมา พบว่าสินค้ากลุ่มลิฟวิ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ในปีหน้าจึงเตรียมเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มลิฟวิ่งเป็น 80% แต่สินค้าแฟชั่นอาจจะต้องศึกษาตลาด เพื่อให้ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยน่าจะมีสัดส่วนสินค้ากลุ่มแฟชั่นประมาณ15% และเพิ่มสินค้าที่จับต้องไม่ได้หรือสินค้ากลุ่มบริการอีก 5% ขณะที่แนวทางการทำตลาด จะใช้กลยุทธ์การทำการตลาดร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ อาทิ ค่ายเอไอเอส เนื่องจากมีฐานลูกค้าจำนวนมาก ที่สามารถเข้ามาเป็นลูกค้าของไฮช็อปปิ้งได้ และที่ผ่านมาได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี"
ส่วนกลยุทธ์ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ในปีหน้าบริษัทวางแผนซื้อเวลาในช่องทีวีดิจิตอล เพื่อเพิ่มช่วงเวลาออกอากาศและขายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะพิจารณาสถานีที่มีเรตติ้งและความเหมาะสมสำหรับการออกอากาศ จากปัจจุบันที่บริษัทออกอากาศเฉพาะในช่องโทรทัศน์ดาวเทียม นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า เพื่อนำสินค้าขายดีของบริษัทไปวาจำหน่ายในเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย
ล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัท เอสเค จำกัด จากประเทศเกาหลี ผู้บริหารเว็บไซต์ อีเลฟเว่น สตรีต เพื่อนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายและการทำโปรโมชันร่วมกัน ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวเตรียมเปิดตัวภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเป็นการทำกลยุทธ์เช่นเดียวกับฮุนไดประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าต่างๆ จำนวนมาก อาทิ อีเบย์เนเวอร์ เป็นต้น และในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต และโมบายแอพพลิเคชั่น ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 2% คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5%
"ภาพรวมการดำเนินธุรกิจปีนี้ถือว่าพอใจกับผลการดำเนินงาน แม้ว่ายอดขายจะไม่มากนัก แต่มีรายได้เข้ามาแต่ละเดือนค่อนข้างดี เพราะผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการทำตลาดในประเทศไทยไม่ง่ายมากนัก เพราะก่อนที่จะเข้ามาทำธุรกิจ มีผู้ประกอบการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการที่บริษัทเข้ามาถือว่าช่วยทำให้ตลาดเติบโตเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าพึงพอใจในการบริการของบริษัท เห็นได้จากลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำถึง 20% โดยยอดขายในปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 100% และมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 10% ขึ้นไป จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 5% สำหรับแผนธุรกิจในระยะ 3-5 ปี บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะสามารถเป็นไปตามแผนที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่เปิดตัว โดยได้ตั้งเป้ายอดขาย 3,000 ล้านบาทในปีที่ 3 และคาดว่าภายใน 5 ปี บริษัทน่าจะมียอดขายเติบโตถึง 4,500 ล้านบาท รวมทั้งไฮช็อปปิ้งตั้งเป้าที่จะติด 1 ใน 3 ของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยและจะขึ้นแท่นผู้นำด้านตลาดโฮมช็อปปิ้งภายในปี 2564 ด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,219 วันที่ 18-21 ธันวาคม 2559






