
ชงแผนอุตฯหุ่นยนต์แสนล้าน ‘อรรชกา’ดันเข้าครม.ธ.ค.นี้-หวังผลิตได้เองใน 5 ปี
“อรรชกา” ชงแผนผลักดันคลัสเตอร์หุ่นยนต์ให้เกิด รับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 และอีอีซีเข้าครม.ภายใน ธ.ค.นี้ วางแนวทางพัฒนา5 ปี เกิดการลงทุน 1.09 แสนล้านบาท ด้วยมาตรการจูงใจหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ของมูลค่าซื้อหุ่นยนต์ ผู้ประกอบการรอเพียงรัฐบาลไฟเขียว จ่อลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาทในปีหน้า
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจัดทำรายละเอียดแนวทางการพัฒนาคลัสเตอรต์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่จะช่วยลดการนำเข้า และปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 และยังรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวคาดว่าจะสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะนำเสนอให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาภายในเดือนธันวาคมปีนี้
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เปิดเผยว่า การพัฒนาคลัสเตอร์หุ่นยนต์นั้น ได้มีการกำหนดการพัฒนาไว้ 6 ปี (2560-2565) มีเป้าหมายที่จะให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิต การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอาเซียน มีเทคโนโลยีของตัวเอง โดยในช่วงปี 2560 จะมีการผลักดันให้เกิดการลงทุนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และระหว่างปี 2561-2564 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท และให้มีอุตสาหกรรมไทยอย่างน้อย 50 % ของจำนวนโรงงานทั้งหมดมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงาน และมีการผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติขึ้นในประเทศอย่างน้อย 30 % ของมูลค่าการนำเข้าที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 8 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาให้ได้ตามแนวทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะต้องมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาส่งเสริม เช่น มาตรการด้านภาษี ที่จะนำมาช่วยให้เกิดการผลิตหุ่นยนต์ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าของมูลค่าการซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ ในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากการลงทุนซื้อระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงหรือ เพิ่มขึ้น 80-90 % ในการทดแทนเครื่องจักรเดิม จึงจำเป็นต้องมีมาตรการภาษีในการจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยน
รวมถึงมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างอากรขาเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริหารหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เนื่องจากอัตราอากรขาข้าอุปกรณ์ จะสูงกว่าสินค้าสำเร็จรูป ทำให้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ มีต้นทุนสูงกว่าราคานำเข้าเครื่องจักรสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะต้องมีการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่ในการรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาบุคลากร การให้คำปรึกษาและถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรม เป็นต้น
นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการผลิตหุ่นยนต์ ภาครัฐควรมีการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนให้ภาคการผลิตและบริการ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นหุ่นยนต์ควบคู่ด้วย และมาตรการส่งเสริมการลงทุน ก็ควรจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 % เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น
ทั้งนี้ หากแนวทางการพัฒนาคลสเตอร์หุ่นยนต์ ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว การดำเนินงานเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2560 นั้น จะต้องใช้งบประมาณ 63 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเร่งรัดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอีก 125 ล้านบาท เป็นต้น โดยในช่วง 6 ปี จะใช้งบประมาณดำเนินการ 1,678 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากแนวทางการส่งเสริมในมาตรการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวของมูลค่าซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติถูกนำมาใช้ได้จริง ในเบื้องต้นมีบริษัทที่สนใจเสนอโครงการนำร่องในการพัฒนาและจัดซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมาในปีหน้าแล้ว คิดเป็นมูลค่าลงทุน 1.216 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในอนาคตจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1.09 แสนล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,218 วันที่ 15-17 ธันวาคม 2559
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจัดทำรายละเอียดแนวทางการพัฒนาคลัสเตอรต์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่จะช่วยลดการนำเข้า และปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 และยังรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีด้วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวคาดว่าจะสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะนำเสนอให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาภายในเดือนธันวาคมปีนี้
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เปิดเผยว่า การพัฒนาคลัสเตอร์หุ่นยนต์นั้น ได้มีการกำหนดการพัฒนาไว้ 6 ปี (2560-2565) มีเป้าหมายที่จะให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิต การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอาเซียน มีเทคโนโลยีของตัวเอง โดยในช่วงปี 2560 จะมีการผลักดันให้เกิดการลงทุนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และระหว่างปี 2561-2564 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท และให้มีอุตสาหกรรมไทยอย่างน้อย 50 % ของจำนวนโรงงานทั้งหมดมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงาน และมีการผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติขึ้นในประเทศอย่างน้อย 30 % ของมูลค่าการนำเข้าที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 8 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาให้ได้ตามแนวทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะต้องมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาส่งเสริม เช่น มาตรการด้านภาษี ที่จะนำมาช่วยให้เกิดการผลิตหุ่นยนต์ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าของมูลค่าการซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ ในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากการลงทุนซื้อระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงหรือ เพิ่มขึ้น 80-90 % ในการทดแทนเครื่องจักรเดิม จึงจำเป็นต้องมีมาตรการภาษีในการจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยน
รวมถึงมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างอากรขาเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริหารหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เนื่องจากอัตราอากรขาข้าอุปกรณ์ จะสูงกว่าสินค้าสำเร็จรูป ทำให้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ มีต้นทุนสูงกว่าราคานำเข้าเครื่องจักรสำเร็จรูปจากต่างประเทศ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะต้องมีการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่ในการรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาบุคลากร การให้คำปรึกษาและถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรม เป็นต้น
นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการผลิตหุ่นยนต์ ภาครัฐควรมีการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนให้ภาคการผลิตและบริการ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นหุ่นยนต์ควบคู่ด้วย และมาตรการส่งเสริมการลงทุน ก็ควรจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50 % เป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น
ทั้งนี้ หากแนวทางการพัฒนาคลสเตอร์หุ่นยนต์ ผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว การดำเนินงานเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2560 นั้น จะต้องใช้งบประมาณ 63 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเร่งรัดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอีก 125 ล้านบาท เป็นต้น โดยในช่วง 6 ปี จะใช้งบประมาณดำเนินการ 1,678 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ
อย่างไรก็ตาม หากแนวทางการส่งเสริมในมาตรการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าตัวของมูลค่าซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติถูกนำมาใช้ได้จริง ในเบื้องต้นมีบริษัทที่สนใจเสนอโครงการนำร่องในการพัฒนาและจัดซื้อหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมาในปีหน้าแล้ว คิดเป็นมูลค่าลงทุน 1.216 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในอนาคตจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1.09 แสนล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,218 วันที่ 15-17 ธันวาคม 2559






