
เจียเม้งเล็งส่งออกปีหน้า6พันล.ลุยทวงแชมป์ข้าวหอมฮ่องกง
“บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง” ตั้งเป้าส่งออกปีหน้าขยายตัว 7% ยอด 6,000 ล้าน หลังราคาข้าวไทยสามารถแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้ จ้องชิงแชร์ตลาดฮ่องกงจากเวียดนามคืนหวังเสริมแกร่งเบอร์ 1พร้อมขนผลิตภัณฑ์ข้าวถ้วย ตราหงษ์ทองบุกตลาดออสเตรเลีย สหรัฐฯ หนุนนาแปลงใหญ่ได้ผลผลิตมีคุณภาพ
นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าในปี 2560 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวในแง่ปริมาณจะขยายตัวจากปีนี้ 7% จากปี 2559 คาดจะส่งออกได้ 2.1-2.2 แสนตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% ทั้งนี้เป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกที่ลดลง เป็นผลจากข้าวในตลาดโลกมีมาก และมีการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ส่งออกหลัก ทั้งอินเดียเวียดนาม ปากีสถาน และอื่นๆ
ทั้งนี้หากในปีหน้าบริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายขยายตัวที่ 7% ก็น่าจะพอใจแล้ว เช่นเดียวกับมูลค่าก็อาจจะลดลงเช่นกัน ส่วนจะลดลงเท่าใดนั้นคงต้องรอประเมินอีกครั้ง แต่ทั้งนี้บริษัทยังคงเป็นเบอร์ 3 ในการส่งออกข้าว
ส่วนภาพรวมส่งออกข้าวของบริษัทด้านมูลค่าในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-ก.ย. 59) ส่งออกไปแล้วมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้6,000 ล้านบาท ซึ่งในเดือนที่เหลือคาดจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนปีหน้าคาดว่าน่าจะสามารถส่งออกได้ไม่ตํ่ากว่า 6,000 ล้านบาท แต่ด้านปริมาณคงส่งออกเพิ่มขึ้นจากราคาข้าวที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ตลาดหลักของบริษัทยังคงเป็นตลาดฮ่องกง มีสัดส่วน 30-35% สิงคโปร์สัดส่วน 20% สหรัฐอเมริกา สัดส่วน 20% ที่เหลือกระจายไปยังตลาดต่างๆเช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น
“อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่า ตลาดที่ยังมีกำลังซื้อดีคือฮ่องกง ซึ่งบริษัทเองพยายามที่จะเข้าไปแย่งลูกค้าจากเวียดนามกลับมา เพื่อรักษาฐานลูกค้าและบริษัทเองถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของตลาดฮ่องกงโดยบริษัทส่งไปปีหนึ่งประมาณ 5 หมื่นตันจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศของฮ่องกงที่บริโภคปีหนึ่ง 3 แสนตันโดยส่งไปภายใต้แบรนด์ของบริษัท คือข้าวหงษ์ทอง 80% และภายใต้แบรนด์ของลูกค้าอีก 20%”
นายวัลลภ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าปัจจัยด้านราคาจะทำให้ผู้ประกอบการมีการแข่งขันสูง และจะช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อจากลูกค้าให้มากขึ้นได้ โดยเฉพาะตลาดฮ่องกงจะเป็นตลาดมาแรงที่สุด ด้วยราคาที่ลงมาแบบนี้ก็จะทำให้ตลาดที่เคยเป็นของเวียดนามไทยจะมีโอกาสเข้าไปครองได้ เพราะข้าวไทยมีคุณภาพสูงกว่าโดยในส่วนของตลาดฮ่องกงบริษัทคาดว่าบริษัทและผู้ส่งออกไทยจะสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดจากเวียดนามที่เข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงเพิ่มขึ้นได้ (ข้าวหอมจากเวียดนามเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงเพิ่มขึ้นในช่วงที่รัฐบาลไทยมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด) จากในแต่ละปีตลาดฮ่องกงจะนำเข้าข้าวหอมมะลิเฉลี่ยปีละประมาณ 3 แสนตัน ซึ่งในส่วนของบริษัทครองส่วนแบ่งส่งออกไปไม่น้อยกว่า 5 หมื่นตันภายใต้แบรนด์หงษ์ทอง
“บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 55% และจำหน่ายในประเทศ 45% ในปีหน้าน่าจะยังไม่มีการปรับสัดส่วนเนื่องจากตลาดเองยังมีการแข่งขันที่สูงอยู่ โดยตลาดในประเทศตั้งเป้าขยายตัว 8% ในแง่ของปริมาณและมูลค่า”
อย่างไรก็ตามปีหน้าบริษัทจะทำตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับข้าวมากขึ้นจากที่มีอยู่เดิม เช่น ข้าวถ้วยตรงหงษ์ทอง นํ้านมข้าว เครื่องดื่มให้พลังงานจากข้าว โดยจะเจาะตลาดส่งออกมากขึ้นจากเดิมเน้นจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะเริ่มส่งออกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าไปตลาดออสเตรเลียสหรัฐอเมริกา โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยเดือนละ 15-20 ล้านบาท ในช่วงแรกจะเน้นส่งออกข้าวถ้วยเป็นหลักก่อนจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ
นอกจากนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ประเภท ชาไทย นํ้าสมุนไพร นํ้าเมล็ดแมงลัก และกาแฟพร้อมรับประทานซึ่งจะเน้นส่งไปตลาดจีนและตลาดเออีซีซึ่งจะเริ่มที่เวียดนามก่อน โดยรายได้เจาะกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี
“ปีหน้าเรายังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมา ขณะเดียวกันเราจะหันกลับไปช่วยชาวนาให้มากขึ้น อย่างโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐที่จังหวัดศรีสะเกษที่บริษัทได้เข้าไปสนับสนุนการทำนาหยอดเพื่อเพิ่มผลผลิตที่บริษัทดำเนินการอยู่ก็ได้รับการตอบรับจากชาวนาเป็นอย่างดี โดยมีชาวนาเข้าร่วมโครงการปีนี้1 หมื่นไร่ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะมีชาวนาเข้าร่วมภายใน 5 ปีจำนวน 1 แสนไร่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11-14 ธันวาคม 2559
นายวัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าในปี 2560 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวในแง่ปริมาณจะขยายตัวจากปีนี้ 7% จากปี 2559 คาดจะส่งออกได้ 2.1-2.2 แสนตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% ทั้งนี้เป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกที่ลดลง เป็นผลจากข้าวในตลาดโลกมีมาก และมีการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ส่งออกหลัก ทั้งอินเดียเวียดนาม ปากีสถาน และอื่นๆ
ทั้งนี้หากในปีหน้าบริษัทสามารถทำได้ตามเป้าหมายขยายตัวที่ 7% ก็น่าจะพอใจแล้ว เช่นเดียวกับมูลค่าก็อาจจะลดลงเช่นกัน ส่วนจะลดลงเท่าใดนั้นคงต้องรอประเมินอีกครั้ง แต่ทั้งนี้บริษัทยังคงเป็นเบอร์ 3 ในการส่งออกข้าว
ส่วนภาพรวมส่งออกข้าวของบริษัทด้านมูลค่าในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-ก.ย. 59) ส่งออกไปแล้วมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้6,000 ล้านบาท ซึ่งในเดือนที่เหลือคาดจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนปีหน้าคาดว่าน่าจะสามารถส่งออกได้ไม่ตํ่ากว่า 6,000 ล้านบาท แต่ด้านปริมาณคงส่งออกเพิ่มขึ้นจากราคาข้าวที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ตลาดหลักของบริษัทยังคงเป็นตลาดฮ่องกง มีสัดส่วน 30-35% สิงคโปร์สัดส่วน 20% สหรัฐอเมริกา สัดส่วน 20% ที่เหลือกระจายไปยังตลาดต่างๆเช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น
“อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่า ตลาดที่ยังมีกำลังซื้อดีคือฮ่องกง ซึ่งบริษัทเองพยายามที่จะเข้าไปแย่งลูกค้าจากเวียดนามกลับมา เพื่อรักษาฐานลูกค้าและบริษัทเองถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของตลาดฮ่องกงโดยบริษัทส่งไปปีหนึ่งประมาณ 5 หมื่นตันจากปริมาณการบริโภคภายในประเทศของฮ่องกงที่บริโภคปีหนึ่ง 3 แสนตันโดยส่งไปภายใต้แบรนด์ของบริษัท คือข้าวหงษ์ทอง 80% และภายใต้แบรนด์ของลูกค้าอีก 20%”
นายวัลลภ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าปัจจัยด้านราคาจะทำให้ผู้ประกอบการมีการแข่งขันสูง และจะช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อจากลูกค้าให้มากขึ้นได้ โดยเฉพาะตลาดฮ่องกงจะเป็นตลาดมาแรงที่สุด ด้วยราคาที่ลงมาแบบนี้ก็จะทำให้ตลาดที่เคยเป็นของเวียดนามไทยจะมีโอกาสเข้าไปครองได้ เพราะข้าวไทยมีคุณภาพสูงกว่าโดยในส่วนของตลาดฮ่องกงบริษัทคาดว่าบริษัทและผู้ส่งออกไทยจะสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดจากเวียดนามที่เข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงเพิ่มขึ้นได้ (ข้าวหอมจากเวียดนามเข้าไปมีส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงเพิ่มขึ้นในช่วงที่รัฐบาลไทยมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าตลาด) จากในแต่ละปีตลาดฮ่องกงจะนำเข้าข้าวหอมมะลิเฉลี่ยปีละประมาณ 3 แสนตัน ซึ่งในส่วนของบริษัทครองส่วนแบ่งส่งออกไปไม่น้อยกว่า 5 หมื่นตันภายใต้แบรนด์หงษ์ทอง
“บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปต่างประเทศ 55% และจำหน่ายในประเทศ 45% ในปีหน้าน่าจะยังไม่มีการปรับสัดส่วนเนื่องจากตลาดเองยังมีการแข่งขันที่สูงอยู่ โดยตลาดในประเทศตั้งเป้าขยายตัว 8% ในแง่ของปริมาณและมูลค่า”
อย่างไรก็ตามปีหน้าบริษัทจะทำตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับข้าวมากขึ้นจากที่มีอยู่เดิม เช่น ข้าวถ้วยตรงหงษ์ทอง นํ้านมข้าว เครื่องดื่มให้พลังงานจากข้าว โดยจะเจาะตลาดส่งออกมากขึ้นจากเดิมเน้นจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะเริ่มส่งออกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าไปตลาดออสเตรเลียสหรัฐอเมริกา โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยเดือนละ 15-20 ล้านบาท ในช่วงแรกจะเน้นส่งออกข้าวถ้วยเป็นหลักก่อนจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ
นอกจากนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ประเภท ชาไทย นํ้าสมุนไพร นํ้าเมล็ดแมงลัก และกาแฟพร้อมรับประทานซึ่งจะเน้นส่งไปตลาดจีนและตลาดเออีซีซึ่งจะเริ่มที่เวียดนามก่อน โดยรายได้เจาะกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี
“ปีหน้าเรายังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมา ขณะเดียวกันเราจะหันกลับไปช่วยชาวนาให้มากขึ้น อย่างโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐที่จังหวัดศรีสะเกษที่บริษัทได้เข้าไปสนับสนุนการทำนาหยอดเพื่อเพิ่มผลผลิตที่บริษัทดำเนินการอยู่ก็ได้รับการตอบรับจากชาวนาเป็นอย่างดี โดยมีชาวนาเข้าร่วมโครงการปีนี้1 หมื่นไร่ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะมีชาวนาเข้าร่วมภายใน 5 ปีจำนวน 1 แสนไร่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,217 วันที่ 11-14 ธันวาคม 2559






